ทีทีบี เดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 วงเงิน 9,614 ล้านบาท และเตรียมขออนุมัติจาก AGM เพื่อขยายโครงการซื้อหุ้นคืน โดยเพิ่มเพดานวงเงินรวมขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และทำต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

รวมถึงขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ที่อัตรา 60% ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นผ่านแผน Capital Management

ทีทีบี เดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 วงเงิน 9,614 ล้านบาท และเตรียมขออนุมัติจาก AGM เพื่อขยายโครงการซื้อหุ้นคืน โดยเพิ่มเพดานวงเงินรวมขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และทำต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการธนาคารต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีความคืบหน้าสำคัญตามแผนบริหารส่วนทุน (Capital Management) ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 จากคณะกรรมการธนาคาร และการขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 รวมถึงการขออนุมัติการขยายโครงการซื้อหุ้นคืนจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น (AGM) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2569 นี้

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า "จากการประชุมคณะกรรมการธนาคาร เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ทางธนาคารได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารส่วนทุน (Capital Management) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น

สำหรับเรื่องแรกนั้น ได้แก่ การดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ต่อเนื่องจากโครงการครั้งที่ 2 ที่ธนาคารสามารถทำได้เร็วกว่ากำหนดเดิม ส่งผลให้สามารถเลื่อนระยะเวลาของทั้งโครงการ จากภายในปี 2570 มาดำเนินการได้ภายในปี 2569 ภายใต้วงเงินรวม 21,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 นี้ ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยธนาคารจะนำวงเงินส่วนที่เหลือจากโครงการครั้งที่ 1 และ 2 มูลค่า 9,614 ล้านบาท มาใช้ในการซื้อหุ้นคืน เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติ สะท้อนการบริหารแผน Capital Management อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น

อีกสองเรื่องถัดมา เป็นมติที่จะนำไปขออนุมัติจากที่ประชุม AGM ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ได้แก่ การขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 60% ของกำไรสุทธิ เท่ากับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ จากความสำเร็จของโครงการซื้อหุ้นคืน 2 ครั้งแรก ซึ่งสามารถซื้อหุ้นคืนรวมทั้งสิ้น 5,783 ล้านหุ้น ส่งผลให้อัตราเงินปันผลต่อหุ้น (Dividend Per Share) ปรับตัวเพิ่มขึ้น

โดยอัตราเงินปันผลในเบื้องต้นจะอยู่ในช่วง 0.068-0.071 บาทต่อหุ้น เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายไปแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ในอัตรา 0.066 บาท จะรวมเป็นอัตราเงินปันผลของทั้งปี 2568 ที่ประมาณ 0.134-0.137 บาท เพิ่มขึ้นจากอัตรา 0.13 บาท ในปี 2567 หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงที่ประมาณ 6-7%

ธนาคารจะแจ้งอัตราเงินปันผลที่เป็นอัตราสุดท้าย (Final Dividend) ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อรวมผลของจำนวนหุ้นที่จะลดลงจากการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ที่กำลังจะเริ่มขึ้น และมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD (วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล) ในวันที่ 27 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569

ทั้งนี้ จากการประมาณการระดับเงินกองทุนภายหลังการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนภายใต้วงเงิน 21,000 ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 พบว่าอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่สูงกว่า 19% ซึ่งเป็นระดับที่เทียบเคียงได้กับธนาคาร D-SIBs แห่งอื่น ๆ และยังคงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท. ที่กำหนดไว้ที่ 12.0% อย่างมีนัยสำคัญ

จากสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ประกอบกับระดับกำไรสุทธิที่ยังไม่ได้จัดสรร ซึ่งอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 12,300 ล้านบาท เป็นปัจจัยช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับแผน Capital Management และเป็นที่มาของแผนการขยายโครงการซื้อหุ้นคืน โดยธนาคารมีแผนเพิ่มเพดานวงเงินซื้อหุ้นคืนจากเดิม 21,000 ล้านบาท เป็น 35,000 ล้านบาท และขยายเวลาโครงการจากระยะ 3 ปี เพิ่มเป็น 4 ปี ครอบคลุมปี 2568-2571

ภายใต้การขยายเพดานวงเงินซื้อหุ้นคืนเป็น 35,000 ล้านบาท ธนาคารคาดว่าจำนวนหุ้นซื้อคืนจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 18 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ดังนั้นเพื่อความโปร่งใสและเพื่อเป็นการให้ข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุนอย่างทั่วถึง ธนาคารจึงนำเรื่องเข้าขออนุมัติจากที่ประชุม AGM แม้ว่าการขยายโครงการดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นรายการที่ต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็ตาม ทั้งนี้ ธนาคารจะดำเนินการขอความเห็นชอบต่อแผนการขยายโครงการซื้อหุ้นคืนจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องต่อไป"

นายปิติ กล่าวสรุป "ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ทีทีบียังคงตั้งเป้าหมายที่จะคงอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง นอกเหนือจากการเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นผ่านกลไกของโครงการซื้อหุ้นคืน ธนาคารยังคงวางแผนในด้านอื่น ๆ เพื่อปรับโครงสร้างส่วนทุนให้มีประสิทธิภาพและสามารถบริหารผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำการดำรงเงินกองทุนในระดับสูง เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจและสินเชื่อในอนาคต โดยธนาคารยังคงมุ่งเน้นการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพ รวมถึงสินเชื่อกลุ่มเป้าหมายของภาครัฐภายใต้โครงการต่าง ๆ เช่น SME Credit Boost เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย"


ข่าวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย+ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศวันนี้

ตลท.คัดเลือก JMART เข้าดัชนี SET100 มีผลตั้งแต่ 13 ก.ค. 69 พร้อมขับเคลื่อน Lock Phone และ AI สู่การเติบโตรอบใหม่

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่จะนำมาคำนวณในดัชนี SET100 และ SET100FF โดยได้คัดเลือกหุ้นของ บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เข้าคำนวณ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศรับคัดเลือกให้หุ้น JMART กลับเข้าสู่ดัชนี SET100 และ SET100FF ในครั้งนี้ สะท้อนถึงคุณสมบัติของ JMART ที่เป็นไปตามหลัก

เสริมพลังความรู้ด้านการเงินแก่อินฟลูเอนเซ... ก.ล.ต. ธปท. และ คปภ. ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือเดินหน้าโครงการ "Money Story for Influencer" — เสริมพลังความรู้ด้านการเงินแก่อินฟลูเอนเซอร์ สำนักงานคณะก...

คุณณัฐชรินพร เจษฏาพิสิฐ ประธานเจ้าหน้าที่... บล.พาย (Pi) คว้าทริปเปิลแชมป์ SET - TFEX Broker Champion ในงาน SET in the City 2026 — คุณณัฐชรินพร เจษฏาพิสิฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ พาย...