ดีมานด์กระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงสำนักงานและค้าปลีกคุณภาพสูง ขณะที่นักลงทุนและผู้เช่าปรับกลยุทธ์รับบริบทตลาดใหม่
เจแอลแอล ประเทศไทย (NYSE: JLL) บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 จะเข้าสู่ช่วงที่มีการคัดเลือกมากขึ้นและมีความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนขึ้น หลังนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และผู้เช่าปรับตัวตามปัจจัยขับเคลื่อนอุปสงค์ที่เปลี่ยนไป วินัยด้านเงินทุนที่เข้มงวดขึ้น และรูปแบบการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไปในแต่ละภาคธุรกิจ โดยเจแอลแอล ประเทศไทยมองว่า โอกาสการเติบโตยังมีอยู่ แต่จะเด่นชัดในสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ระยะยาวและความต้องการของผู้เช่าและนักลงทุนที่เปลี่ยนไป
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนโรงแรม
ธุรกิจโรงแรมของไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น แม้เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านและการฟื้นตัวที่ช้ากว่าที่คาดของนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคนในปี 2569 เติบโต 8% จาก 32.9 ล้านคนในปี 2568 แม้นักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาช้ากว่า แต่ตลาดอินเดียและรัสเซียเติบโตโดดเด่นในปี 2568 การลงทุนในธุรกิจโรงแรมยังอยู่ในระดับสูงที่ 26,400 ล้านบาท เกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีระหว่างปี 2559-2568 โดยกว่า 75% ของมูลค่าธุรกรรมกระจุกตัวในกรุงเทพฯ ธุรกรรมส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-add) ซึ่งผู้ซื้อรายใหม่มีแผนปรับตำแหน่งทางการตลาดของสินทรัพย์ ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการลงทุนในปี 2569 จะเข้าสู่ระดับปกติที่ราว 13,000 ล้านบาท สะท้อนภาวะการทำธุรกรรมที่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น
การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์และภาคอุตสาหกรรม
ปัจจัยขับเคลื่อนอุปสงค์เชิงโครงสร้างกำลังกำหนดทิศทางของโอกาสในกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ โดยดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมมูลค่าสูงกลายเป็นแหล่งอุปสงค์สำคัญควบคู่กับอีคอมเมิร์ซ โดยในปี 2568 การลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI มีมูลค่ากว่า 746,000 ล้านบาท ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์คาดว่าจะเติบโต 40-60% ในช่วงสามปีข้างหน้า โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต 360 เมกะวัตต์ในปี 2569 และ 2570 เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครองสัดส่วน 54.8% ของอุปทานในปัจจุบันทั้งหมด ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่สำคัญจากการขยายตัวของผู้ให้บริการโคโลเคชัน (Colocation) รายใหม่ อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาแก่ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก เจแอลแอล พบว่า การขยายตัวดังกล่าวมาพร้อมข้อจำกัดด้านการจัดหาที่ดินและการคัดเลือกทำเล โดยที่ดินในทำเลศักยภาพ ซึ่งมีระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานไฟเบอร์ และระบบระบายความร้อนที่เพียงพอเริ่มหายาก ผู้พัฒนาจึงต้องดำเนินกระบวนการตรวจสอบและประเมินทรัพย์สิน(due diligence) อย่างเข้มข้น ทั้งด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้า การปฏิบัติตามข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม และศักยภาพการขยายสาธารณูปโภคระยะยาว ก่อนตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่
การเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์
ภาคการผลิตของไทยในปี 2568 เติบโตแข็งแกร่ง จากการส่งออกที่ขยายตัวและเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญ สนับสนุนบทบาทไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของยุทธศาสตร์ China+1 พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมีอัตราดูดซับสุทธิกว่า 24,000 ไร่ ในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกปี 2568 ส่งผลให้อัตราว่างทั่วประเทศลดลงเหลือ 14.6% การเติบโตดังกล่าวขับเคลื่อนหลักโดยผู้ผลิตจีนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผลิตภัณฑ์โลหะ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับสมดุลห่วงโซ่อุปทาน เจแอลแอล คาดว่าดีมานด์ในพื้นที่ EEC และกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกจะยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องในปี 2569
ตลาดทุนและกลยุทธ์ที่ดินที่คัดเลือกมากขึ้น
ในตลาดทุน การลงทุนในที่ดินยังดำเนินต่อเนื่องแต่มีการคัดเลือกมากขึ้น กลุ่มนักลงทุนรายบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง (HNWIs) มีบทบาทมากขึ้นในการซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ พร้อมให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและวินัยในการลงทุนมากขึ้น นักลงทุนต่างชาติยังคงสำรวจและคัดเลือกสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ของไทย เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ และโรงแรม โดยโครงสร้างการถือครองของต่างชาติที่เชื่อมโยงกับการส่งเสริมของ BOI เป็นปัจจัยสำคัญ ผู้พัฒนาโครงการมีความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ขนาดที่ดินที่เข้าซื้อมีแนวโน้มเล็กลง จากเดิมโครงการคอนโดมิเนียมมักมองหาที่ดินขนาด 3-6 ไร่ ปัจจุบันตลาดให้ความสนใจขนาดไม่เกิน 3 ไร่ โครงสร้างสัญญาเช่าระยะยาว (leasehold) ได้รับความนิยมมากขึ้น สะท้อนความต้องการลดเงินลงทุนเริ่มต้น และเปิดโอกาสพัฒนาในทำเลที่การถือครองกรรมสิทธิ์ (freehold) อาจไม่คุ้มค่าทางการเงิน แนวโน้มดังกล่าวเห็นได้จากดีลเช่าระยะยาวที่ดินขนาดใหญ่ในย่านอโศก-พร้อมพงษ์ในปี 2568
ดีมานด์แฝงสำหรับสำนักงานสมัยใหม่หนุนความต้องการย้ายทำเลของบริษัทข้ามชาติ
ตลาดสำนักงานกำลังเผชิญการย้ายสู่พื้นที่คุณภาพสูง (flight-to-quality) ในรูปแบบที่ชัดเจนขึ้น โดยคาดว่าจะมีอุปทานใหม่ประมาณ 528,000 ตารางเมตรจาก 12 โครงการในปี 2569 พื้นที่สำนักงานในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business Area: CBA) ในปี 2568 มีการดูดซับสุทธิประมาณ 88,200 ตารางเมตร สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และคาดว่าจะยังดูดซับต่อเนื่องในปี 2569 ท่ามกลางอุปทานใหม่ใน CBA ที่ชะลอตัวลง ขณะเดียวกัน การเติบโตของอุปทานและอุปสงค์กำลังเคลื่อนไปยังศูนย์กลางทางตอนเหนือและตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีพื้นที่ใหม่กว่า 230,000 ตารางเมตรจาก 7 โครงการแล้วเสร็จในปี 2569 หลังจากมีสำนักงานเกรดเอหลายโครงการเข้าสู่ตลาดในปี 2568 โดยเจแอลแอล คาดว่าจะเกิดความต้องการย้ายทำเลอย่างที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ CBA
ปัจจัยด้าน ESG มีบทบาทต่อการตัดสินใจเช่ามากขึ้น จากรายงานวิจัยของเจแอลแอล พบว่า 53 บริษัทใน 100 อันดับแรกที่มีพันธสัญญา ESG ยังตั้งอยู่ในอาคารที่ไม่ได้รับรองตามมาตรฐานอาคารเขียว ประมาณการเป็นความต้องการย้ายทำเลในอนาคตประมาณ 420,000 ตารางเมตร ขณะเดียวกัน พื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่น (flexible workspace) กลับมาได้รับความนิยมในกรุงเทพ ฯ อีกครั้ง เนื่องจากผู้เช่าต้องการลดการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ บริษัทข้ามชาติหลายแห่งหันมาใช้ทางเลือกที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องด้วยข้อกำหนดเรื่องจำนวนพนักงาน นำโดยกลุ่มค้าส่งและค้าปลีก ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยี เจแอลแอลระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวเกิดจากการขยายตัวของธุรกิจของผู้ประกอบการควบคู่กับการปรับกลยุทธ์ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ที่มุ่งเน้นการให้บริการที่ตอบโจทย์ตลาด ส่งผลให้พื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นได้มีส่วนสำคัญในการออกแบบและพัฒนาอาคารสำนักงานทั้งโครงการใหม่และการปรับปรุงอาคารเดิม
พื้นที่ค้าปลีกเชิงประสบการณ์ และการขยายตัวของแบรนด์ใหม่
ธุรกิจค้าปลีกมีผลการดำเนินงานที่แตกต่างกันตามประเภทสินทรัพย์และตำแหน่งทางการตลาด ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลยุทธ์การปรับตำแหน่งทางการตลาดใหม่และค้าปลีกเชิงประสบการณ์ได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้ประกอบการไฮเปอร์มาร์เก็ตเปิดรูปแบบไลฟ์สไตล์ใหม่ ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในย่าน CBA เดินหน้าปรับโฉมครั้งใหญ่ ผ่านการกำหนดแนวคิดที่ชัดเจนและความร่วมมือกับแบรนด์ต่างประเทศ การเข้าสู่ตลาดของร้านค้าและแบรนด์ต่างชาติยังอยู่ในระดับสูง โดยมีการเพิ่มสาขาใหม่มากกว่า 890 แห่งในปี 2567-2568 จากการสำรวจของเจแอลแอล แบรนด์แฟชั่นคิดเป็น 43.3% รองลงมาคืออาหารและเครื่องดื่ม 32.8% และสินค้าในครัวเรือน 16.4% แนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะยังคงมีอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์จากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มุ่งกระจายความเสี่ยงในภูมิภาค
"ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันทุกธุรกิจ" นายกฤช ปิ่มหทัยวุฒิ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และหัวหน้าหน่วยธุรกิจบริการด้านการลงทุน เจแอลแอล ประเทศไทย กล่าว "สิ่งที่เราเห็นคือวัฏจักรที่มีการคัดเลือกมากขึ้น โดยอุปสงค์และเงินทุนกำลังกระจุกตัวในกลุ่มที่มีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการลงทุนที่ขับเคลื่อนโดยดาต้าเซ็นเตอร์ สินทรัพย์ในกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ข้อเสนอที่แตกต่างในธุรกิจโรงแรม และการย้ายสู่พื้นที่คุณภาพสูงที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นในตลาดสำนักงาน ภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ความสามารถในการกำหนดกลยุทธ์ให้สอดรับกับบริบทของแต่ละธุรกิจและแต่ละทำเลจะเป็นปัจจัยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน"
"ตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่คุณภาพและความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับอนาคตกำลังกลายเป็นตัวชี้ขาดในการกำหนดข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ข้อมูลของเราชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของผลการดำเนินงานที่กว้างขึ้นระหว่างสินทรัพย์ที่ปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาวกับสินทรัพย์ที่ไล่ตามโอกาสตามวัฏจักรของตลาด" นายอนาวิล เจียมประเสริฐ หัวหน้าแผนกบริการงานวิจัยและให้คำปรึกษา เจแอลแอล ประเทศไทย กล่าว "ความต้องการกำลังกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจที่ได้รับปัจจัยบวกจากโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมประเภทดิจิทัล ความยั่งยืน และการตอบรับประสบการณ์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนกำลังตอบสนองด้วยความสร้างสรรค์และมีวินัยมากขึ้นในการจัดสรรเงินทุน โดยมุ่งเน้นไปที่ประเภทสินทรัพย์เฉพาะและทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ซึ่งสามารถรักษาอัตราการเช่าและรายได้ให้ยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อและสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง"
โดยภาพรวม เจแอลแอล ประเทศไทยคาดว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเติบโตแบบมุ่งเป้า มากกว่าการฟื้นตัวในวงกว้างทั้งตลาด โดยผู้เล่นในตลาดจะให้ความสำคัญกับสินทรัพย์และโครงสร้างการลงทุนที่สอดคล้องกับแนวโน้มอุปสงค์ระยะยาวและความเป็นจริงด้านการดำเนินงานมากขึ้น
ดาร์วิดฯ จับมือสถาบันการเงินคัดทรัพย์ NPA จัดแคมเปญลดราคา เจาะกลุ่มลูกค้าซื้อเงินสดและนักลงทุนทั้งทำเลกทม.-ปริมณฑล
ทริปเปิ้ลเอส แอสเซท รุกตลาดอสังหาฯ จับมือ J Asset Management ขยายพอร์ต เสริมศักยภาพทีมขาย
เสนา ปิดขายหุ้นกู้ 2,000 ลบ. เต็มจำนวน สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน พร้อมเดินหน้าแผนธุรกิจเต็มกำลัง
A5 คืนหุ้นกู้เต็มจำนวน ไม่ Roll Over สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน พร้อมเดินหน้าธุรกิจใหม่
แสนสิริ ส่งสัญญาณบวก ยอดขายต่างชาติคอนโดภูเก็ตโตแรง ทะลุพันล้านรุกต่อ เปิดตัว 'RHEA by Sansiri' มูลค่า 1,500 ลบ. ใกล้หาดสุรินทร์ ราคาเริ่ม 3.99 ลบ. รับดีมานด์โตต่อเนื่อง
ธอส. รุกอสังหาฯ รับต้นปี ! จัดมหกรรมคอนโดมิเนียม ธอส. ปี 2569 (Online) ลดราคาสูงสุด 50% พร้อมโปรโมชันดอกเบี้ย 0% ต่อปี พบกันวันที่ 2 - 6 กุมภาพันธ์ 2569
อนันดาฯ ส่งแคมเปญ LET'S MOVE : ชีวิตเมืองดีๆ มีได้ไม่ต้องรอ เลือกที่ใช่แล้วย้ายเลย!! ตอบโจทย์คนเมือง พร้อมเข้าอยู่ทันทีแบบไม่ต้องรอ!!
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569: ยุทธศาสตร์สร้างสมดุล ท่ามกลางกระแสความเสี่ยงและโอกาส