แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569: กลยุทธ์การรักษาสมดุล "ความเสี่ยงและผลตอบแทน" ในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

ซีบีอาร์อี ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก เผยแพร่รายงานแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยฉบับสมบูรณ์ประจำปี 2569 โดยซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าปีนี้เป็นปีที่ผู้พัฒนาโครงการและนักลงทุนต้องรักษาสมดุลระหว่าง "ความเสี่ยงและผลตอบแทน" อย่างมีกลยุทธ์ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569: กลยุทธ์การรักษาสมดุล "ความเสี่ยงและผลตอบแทน" ในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง

"ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องวางแผนอย่างมีกลยุทธ์และมีความคล่องตัวในการลงทุนและพัฒนา" นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าว "บทวิเคราะห์ของเราชี้ให้เห็นว่า แม้บางภาคธุรกิจจะยังคงเผชิญแรงกดดัน แต่บางภาคธุรกิจอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ และทิศทางความเปลี่ยนแปลงระดับโลก ดังนั้น การปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ"

ตลาดพื้นที่ค้าปลีก: เน้นสร้างประสบการณ์เพื่อรับมือกับผู้บริโภคที่ระมัดระวัง

สำหรับตลาดค้าปลีกในกรุงเทพฯ ซึ่งมีความหลากหลาย ตั้งแต่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองไปจนถึงโครงการที่มุ่งเน้นกลุ่มผู้อาศัยโดยรอบ ผู้พัฒนาโครงการยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการใหม่และปรับปรุงโครงการเดิม เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ปริมาณพื้นที่ค้าปลีกโดยรวมแตะระดับ 8.25 ล้าน ตร.ม. โดยมีอีก 3 แสน ตร.ม. ที่มีกำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2569 ซึ่งคาดการณ์ว่าปริมาณพื้นที่ค้าปลีกใหม่ที่เพิ่มขึ้นจะแซงหน้าความต้องการใช้พื้นที่ของผู้เช่า ส่งผลให้อัตราเฉลี่ยของการใช้พื้นที่จะลดลงจนต่ำกว่า 90%

ประมาณ 75% ของพื้นที่ค้าปลีกใหม่นี้จะกระจุกตัวอยู่ในทำเลรอบนอกใจกลางเมือง (มิดทาวน์) และชานเมือง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการแข่งขันไปสู่ย่านที่พักอาศัย ซึ่งผู้บริโภคมักจะมีความอ่อนไหวต่อราคามากกว่า

นางสาวโชติกา ทั้งศิริทรัพย์ หัวหน้าแผนกที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการและวิจัยตลาด ซีบีอาร์อี ประเทศไทย เผยว่า "การที่แบรนด์ต่างชาติให้ความสนใจพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) และแฟชั่น ยังคงตอกย้ำให้เห็นถึงความน่าดึงดูดของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่โดดเด่นในเรื่องการใช้จ่ายเพื่อสร้างประสบการณ์ (Experiential Spending) โดยในปี 2568 กลุ่มแบรนด์ต่างชาติแบรนด์ใหม่ที่ขยายตลาดเข้ามานั้นเป็นแบรนด์จากจีนมากที่สุด (20%) ตามด้วยญี่ปุ่นและยุโรป (ประเทศละ 18%)"

ตลาดโรงแรมและธุรกิจบริการ: การแข่งขันที่มาพร้อมกับการเติบโตแบบเฉพาะกลุ่ม

ถึงแม้ว่าปี 2568 จะถือเป็นปีที่ท้าทาย เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามามีจำนวนไม่ถึง 33 ล้านคน แต่ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพที่ดีในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเพื่อรับการรักษาทางการแพทย์ บริการด้านสุขภาพ (Wellness) และการพักผ่อน หากสถานการณ์ต่าง ๆ มีเสถียรภาพและบรรยากาศการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น

ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงในตลาดการแพทย์ สุขภาพ และ MICE (การจัดประชุมและนิทรรศการ) ที่กำลังขยายตัว นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและการมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่าให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ (Short Haul) จะเป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 36.7 ล้านคน ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

"คาดการณ์ว่าในปี 2569 กรุงเทพฯ จะมีจำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นมากกว่า 4,300 ห้อง โดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับบน (Upscale) และลักซ์ชัวรี่ (Luxury) ถึงแม้ว่าที่พักระดับกลาง (Midscale) จะยังครองสัดส่วนมากที่สุดอยู่ที่ 43% โดยปริมาณห้องพักใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามานี้จะทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น แต่คาดว่าจะส่งผลบวกต่ออัตราการเข้าพัก โดยประเมินว่าจะเติบโตขึ้นสูงสุด 2 จุดเปอร์เซ็นต์ และรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) จะเพิ่มขึ้น 3-4% ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อวันจากห้องพักที่ขายได้ (ADR) จะถูกจำกัดอยู่บ้างจากเรื่องอุปทานใหม่ ค่าเงินที่แข็งตัว และการแข่งขันในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของโครงการระดับบนและลักซ์ชัวรี่น่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมของ ADR" นางสาวโชติกา กล่าวเสริม

ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมกำลังให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดอื่นนอกเหนือจากเพียงอัตราการเข้าพักและ ADR เหมือนที่ผ่านมา โดยหันไปสร้างความหลากหลายของรายได้ผ่านการขยายขอบเขตการบริการและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตลาดคอนโดมิเนียม: เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

การรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนในตลาดคอนโดมิเนียมคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปในปี 2569 โดยนางสาวรุ่งรัตน์ระบุว่า "ซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในกลุ่มลักซ์ชัวรี่และซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่มากขึ้น ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากอัตราการขายที่สูงถึง 93% ของยอดอุปทานรวมในปัจจุบัน โดยโครงการที่จะเปิดตัวใหม่นั้นมีแนวโน้มที่จะชูจุดเด่นด้วยการสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน การเป็นที่พักอาศัยที่บริหารโดยแบรนด์โรงแรม (Branded Residence) และการมีจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับราคาเสนอขายโดยเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมืองคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่มากขึ้น ซึ่งโครงการเหล่านี้ให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นส่วนตัว ความพิเศษเฉพาะกลุ่ม (Exclusivity) พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่เหนือระดับ"

ในขณะที่ตลาดมิดทาวน์และชานเมืองยังคงต้องเผชิญกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการหันไปให้ความสำคัญกับการเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลที่มีปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการที่ชัดเจน เช่น บริเวณศูนย์กลางการคมนาคม ใกล้สถานศึกษา และโรงพยาบาล ซึ่งทำเลเหล่านี้สามารถดึงดูดได้ทั้งกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและกลุ่มนักลงทุน นอกจากนี้ การแข่งขันที่รุนแรงจากโครงการขนาดใหญ่ที่เน้นความคุ้มค่าในตลาดและมีราคาเข้าถึงง่าย (Affordable Segment) จะส่งผลให้ราคาเสนอขายโดยเฉลี่ยของกลุ่มนี้ลดลงสูงสุดถึง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ: การพัฒนาโครงการอย่างระมัดระวังท่ามกลางยอดเหลือขายที่เพิ่มสูงขึ้น

เนื่องจากจำนวนที่อยู่อาศัยแนวราบที่เหลือขายมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ผู้พัฒนาโครงการจึงต้องประเมินความต้องการในตลาดอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนเปิดตัวโครงการใหม่ และด้วยปัจจัยความไม่แน่นอนต่าง ๆ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อยังอยู่ในระดับต่ำเกือบตลอดทั้งปี 2568 ผู้พัฒนาโครงการจึงมีแนวโน้มที่จะยังคงระมัดระวังและรอสัญญาณการฟื้นตัวของตลาด ทั้งนี้ จำนวนการขออนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ลดลงถึง 30% ในปี 2568 ซึ่งสื่อให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาโครงการที่อยู่ในระดับต่ำ

"ด้านตลาดบ้านมือสองนั้นมีความคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยปัจจัยหลักมาจากความชัดเจนของลูกค้าในการจะซื้อและโอกาสการได้รับอนุมัติสินเชื่อที่แน่นอนกว่า รวมถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ในตลาดระดับล่างที่มีน้อย นอกจากนี้ ตลาดบ้านสร้างเองยังคงเป็นตลาดย่อยสำคัญที่ส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัยโดยรวม สำหรับการเปิดตัวโครงการแนวราบในระดับลักซ์ชัวรี่และระดับไฮเอนด์นั้นจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยจำกัดอยู่เพียงกลุ่มผู้พัฒนาที่มีประสบการณ์ และจะมีการแบ่งระยะการเปิดตัว เพื่อประเมินความต้องการที่แท้จริงและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในตลาด" นางสาวโชติกากล่าวเสริม

ตลาดอาคารสำนักงาน: เทรนด์ Flight-to-Quality ส่งผลให้ต่อการเติบโตของค่าเช่าในอาคารระดับพรีเมียม

ตลาดอาคารสำนักงานในปี 2569 จะยังคงมีความคึกคักอย่างต่อเนื่อง และผู้เช่าจะยังคงได้รับประโยชน์จากสภาวะตลาดที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้เช่า โดยเทรนด์ "Flight-to-Quality" (การย้ายสู่อาคารที่มีคุณภาพสูงกว่า) ยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจนในตลาด จากการที่ผู้เช่าจำนวนมากย้ายไปยังอาคารสำนักงานที่ใหม่กว่าและเกรดสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการใช้พื้นที่ในกลุ่มอาคารที่ดีที่สุดในระดับเกรด A+ สูงขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าของอาคารสามารถปรับเพิ่มค่าเช่า และยังส่งผลให้ส่วนต่างค่าเช่าระหว่างอาคารระดับพรีเมียมและอาคารเก่าห่างกันมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีพื้นที่สำนักงานใหม่เข้าสู่ตลาดในปริมาณที่จำกัดมากในช่วง 4 ปีข้างหน้า เจ้าของอาคารหลายรายจึงได้เร่งดำเนินแผนการปรับปรุงสินทรัพย์ (Asset Enhancement) ซึ่งอาคารที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาเป็นอย่างดี มีค่าเช่าที่ดึงดูดใจ และตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นย่านธุรกิจหลัก จะกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญของการย้ายสำนักงาน และจากการที่พื้นที่ใหม่มีจำกัดนี้ คาดว่าจะส่งผลให้อัตราการใช้พื้นที่ในอาคารระดับพรีเมียมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

สำหรับความต้องการเช่าพื้นที่สุทธิ (Net take-up) ในปี 2569 คาดว่าจะต่ำกว่าระดับของปี 2568 เล็กน้อย โดยอยู่ที่ประมาณ 100,000 ตร.ม. ซึ่งจากการวิเคราะห์ของซีบีอาร์อีในปี 2568 พบว่า 95% ของการย้ายสำนักงานเป็นการย้ายเพื่อยกระดับคุณภาพอาคารหรือย้ายไปยังอาคารในเกรดเดิม และคาดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป

"ในปี 2569 กลุ่มอาคารสำนักงานใหม่ที่ดีที่สุดในระดับเกรด A+ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลชั้นนำและมีอัตราการเช่าเกิน 80% อาจมีการปรับค่าเช่าขึ้นเล็กน้อย สูงสุดไม่เกิน 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในทางตรงกันข้าม ค่าเช่าในอาคารสำนักงานเก่าที่แม้จะมีการบริหารจัดการที่ดีจะยังคงลดลงอีก ก่อนเริ่มคงที่ในช่วงสิ้นปี ในขณะที่อาคารเก่าที่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดีหรือไม่มีการปรับปรุงจะยังคงเผชิญกับอัตราการเช่าพื้นที่ที่ลดลงและค่าเช่าที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่อง" นางสาวรุ่งรัตน์กล่าวเสริม

ตลาดพื้นที่อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์: การเติบโตอย่างต่อเนื่องพร้อมความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป

ตลาดพื้นที่อุตสาหกรรมยังคงเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่การซื้อขายที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมมีความคึกคักสูง โดยมาจากยอดการจองล่วงหน้าที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ซีบีอาร์อีคาดว่าความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม (Serviced Industrial Land Plot -SILP) จะเริ่มเข้าสู่ระดับปกติในปี 2569 หลังจากที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดติดต่อกันถึง 4 ปี โดยจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้การเติบโตของการส่งออกของไทยชะลอตัวลง "แต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการค้าในภูมิภาคจะกระตุ้นให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยมากขึ้น" นางสาวโชติกากล่าว

ด้านความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับโรงงานสำเร็จรูป (Ready-Built Factory - RBF) ช่วยสนับสนุนซัพพลายเชนใหม่ ๆ ทั้งในกลุ่มซัพพลายเออร์ระดับสองและสาม รวมถึงบริษัทที่จัดตั้งขึ้นแล้วที่ต้องการขยายกำลังการผลิต โดยอัตราพื้นที่ว่างที่อยู่ในระดับต่ำ (ต่ำกว่า 5%) และอุปทานใหม่ที่มีจำกัดจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2569

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อโลจิสติกส์สมัยใหม่ (Modern Logistics Property - MLP) ยังคงถูกครอบครองโดยผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ โดยอุปทานใหม่ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบที่ผู้เช่ามีการจองล่วงหน้า (Pre-lease) หรือการสร้างตามความต้องการของผู้เช่า (Build-to-Suit) ในขณะที่พื้นที่แบบสร้างเพื่อรอผู้เช่าส่วนใหญ่มาจากผู้พัฒนารายใหม่ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่า ในปี 2569 ปริมาณพื้นที่ใหม่จะสูงเกินกว่าความต้องการในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราพื้นที่ว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 13%

"โดยรวมแล้ว แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความหลากหลายในแต่ละภาคธุรกิจ แต่เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และการปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจจะเป็นสองปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะส่งผลบวกต่อบรรยากาศของตลาดในปี 2569 นี้" นางสาวโชติกากล่าวสรุป


ข่าวแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์+รุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณวันนี้

Krungthai WEALTH ผนึก KTC และ SC เปิดมิติใหม่การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ตอบโจทย์ การบริหารความมั่งคั่งครบวงจร

Krungthai WEALTH โดย ธนาคารกรุงไทย ร่วมกับ "KTC" หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC) จัดกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟ "STILL : A Timeless Moment" เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับลูกค้า Krungthai WEALTH ในการเยี่ยมชมโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่บนทำเลศักยภาพ พร้อมเปิดมุมมองด้านเศรษฐกิจและแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมี นางลัดดาวัลย์ เมฆสุภะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีม Markets Solutions and

ในปี 2564 ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเด... ซีบีอาร์อีคาดการณ์แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต — ในปี 2564 ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพียงเล็กน้อย ไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวให...

เมื่อเร็ว ๆ นี้คุณดรุณี รุ่งเรืองผล อุปนา... เป็นตัวแทนร่วมระดมสมอง "ทิศทางตลาดอสังหาฯ ปี 2565-2566" — เมื่อเร็ว ๆ นี้คุณดรุณี รุ่งเรืองผล อุปนายกสมาคมและประชาสัมพันธ์ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย ...

"ลุมพินี วิสดอม" ระบุตลาดอสังหาฯ มีแนวโน้... "ลุมพินี วิสดอม" คาดตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัวไตรมาส 4 — "ลุมพินี วิสดอม" ระบุตลาดอสังหาฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 4 ของปี 2564 คาดทั้งปีการเปิดตัวโครงการใหม่...