เมย์แบงก์ปรับมุมมองหุ้นไทยสู่ "เท่าตลาด" ชี้ Valuation ไม่ดึงดูดเหมือนอดีต แนะสลับลงทุนหุ้นกลุ่ม Post-War Plays รับโอกาสหลังความขัดแย้งคลี่คลาย

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับลดมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยสู่ระดับ "เท่าตลาด" (Neutral) จากเดิมที่เคยมองใน "เชิงบวก" (Positive) พร้อมประเมินเป้าหมายดัชนี SET Index สิ้นปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,550 จุด สาเหตุหลักมาจากดัชนีที่ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนมูลค่าปัจจุบันซึมซับปัจจัยเชิงบวกไปมากแล้ว สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการเติบโต จึงแนะให้นักลงทุนทยอยล็อกกำไรในกลุ่มที่ราคาพุ่งแรง และสลับพอร์ต (Sector Rotation) สู่กลุ่ม "Post-War Plays" เพื่อคว้าโอกาสฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยุติลง

เมย์แบงก์ปรับมุมมองหุ้นไทยสู่ "เท่าตลาด" ชี้ Valuation ไม่ดึงดูดเหมือนอดีต แนะสลับลงทุนหุ้นกลุ่ม Post-War Plays รับโอกาสหลังความขัดแย้งคลี่คลาย

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย เมย์แบงก์ประเมินว่ายังคงมีความเปราะบางซ่อนอยู่ แม้จะได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุน ทว่าการฟื้นตัวกลับกระจุกตัวและยังไม่แผ่ขยายในวงกว้าง โดยคาดการณ์ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.1% ซึ่งอาศัยมาตรการกระตุ้นทางการคลังเป็นฟันเฟืองหลักในการพยุงผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ส่วนปี 2570 คาดว่า GDP จะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 2.7% ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องจับตา ทั้งการชะลอตัวของการส่งออกกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลังในระยะยาว

ในมิติของมูลค่าตลาด (Valuation) ปัจจุบัน SET Index ซื้อขายกันที่ระดับ P/E 16.3 เท่า ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนเทียบกับพันธบัตร (Earnings Yield Gap: EYG) แคบลงมาอยู่ที่ 3.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 4.4% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่าเสน่ห์ของหุ้นไทยลดทอนลงไปมากเมื่อเทียบกับอดีต ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังส่งสัญญาณชะลอตัว โดยคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดในปี 2570 จะเติบโตเพียง 6% ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 11% ในปี 2569

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การเติบโตของกำไรในช่วงที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความขัดแย้งของอิหร่าน ดังนั้น หากสงครามยุติลงตามสมมติฐาน ปัจจัยนี้จะพลิกกลับมาเป็นแรงกดดันต่อการถูกปรับลดประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ลากยาวไปจนถึงปี 2570

เมย์แบงก์จึงประเมินกลยุทธ์ที่เหมาะสมในเวลานี้ คือการสลับกลุ่มลงทุน โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักในกลุ่มที่ราคาแรลลี่ขึ้นมาทะลุเพดาน เช่น นิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง ไอที และโทรคมนาคม แล้วโยกเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่ม "Post-War Plays" อย่าง ท่องเที่ยว โรงพยาบาล สินเชื่อรายย่อย และสาธารณูปโภค ซึ่งราคาหุ้นร่วงลงลึกเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก โดยมีหุ้นเด่นที่มีโอกาสฟื้นตัวหากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยุติลง ได้แก่ AOT, BA, ERW, BH, CHG, TIDLOR และ GPSC


ข่าวหลักทรัพย์ เมย์แบงก์+บริษัทหลักทรัพย์วันนี้

เมย์แบงก์ จัดโปรโมชัน "เทรดทอง ได้ทอง" สำหรับนักลงทุน TFEX รายใหม่

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เปิดแคมเปญ "เทรดทอง ได้ทอง" กับ Mini Gold Online Futures มอบสิทธิพิเศษรวมสูงสุด 700 บาท สำหรับผู้เปิดบัญชี TFEX ใหม่ผ่านแอป MBi และเริ่มซื้อขาย Mini Gold Online Futures ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม 30 มิถุนายน 2569 ลูกค้าที่เปิดบัญชี TFEX สำเร็จภายในระยะเวลาโปรโมชัน และไม่เคยมีบัญชี TFEX กับบริษัทใดมาก่อน จะได้รับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 200 บาท และเมื่อซื้อขาย Mini Gold Online Futures อย่างน้อย 1 สัญญา ภาย

บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จ... เมย์แบงก์ประเมินตลาดมีโอกาสฟื้น หากปัจจัยเสี่ยงคลี่คลาย แนะทยอยเพิ่ม Risk-on — บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าทิศทางตลาดก...

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและควา... เมย์แบงก์ ชี้ หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศเป็น "Bright Spot" ของพอร์ตการลงทุน — ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นใ...

นายอารภัฏ สังขรัตน์(ที่ห้าจากซ้าย) ประธาน... เมย์แบงก์ จัดสัมมนาเจาะลึกโอกาสการลงทุน ท่ามกลางศึกยักษ์ใหญ่จีน-สหรัฐ — นายอารภัฏ สังขรัตน์(ที่ห้าจากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก...