แม้ในปัจจุบัน วัคซีนป้องกันเชื้อ HPV และเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เคย แต่ในแต่ละปี ประเทศไทยยังคงพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่หลายพันราย และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จำนวนไม่น้อย
สิ่งที่น่าเสียดายคือ มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งไม่กี่ชนิดที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้นเหตุ และหากตรวจพบในระยะเริ่มต้น ก็มีโอกาสรักษาได้ผลดีอย่างมาก
พญ.อสมา วาณิชตันติกุล สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลเมดพาร์ค อธิบายว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดเทคโนโลยีการรักษา แต่อยู่ที่การที่ผู้หญิงจำนวนมากยังไม่ได้เข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
"มะเร็งปากมดลูกในระยะแรกมักไม่มีอาการ ผู้ป่วยหลายรายจึงไม่ทราบว่าตัวเองมีความผิดปกติ จนกระทั่งเริ่มมีเลือดออกผิดปกติ ตกขาวผิดปกติ หรือมีอาการอื่น ๆ ซึ่งหลายครั้งโรคอาจลุกลามไปมากแล้ว"
เชื้อ HPV จุดเริ่มต้นของมะเร็งที่หลายคนมองข้าม
มะเร็งปากมดลูกกว่า 99% มีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง เช่น HPV 16 และ HPV 18 เชื้อชนิดนี้ติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ ทั้งการสอดใส่ การสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 80% มีโอกาสติดเชื้อ HPV อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะกลายเป็นมะเร็ง เนื่องจากในคนส่วนใหญ่ ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองภายใน 1-2 ปี
อย่างไรก็ตาม หากเป็นเชื้อสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงที่คงอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน เซลล์บริเวณปากมดลูกอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงจนพัฒนาเป็นภาวะก่อนมะเร็ง และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
HPV ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้น
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือ การมองว่าวัคซีน HPV เป็นเพียง "วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก" และเป็นเรื่องสำหรับผู้หญิงเท่านั้น
พญ.อสมา อธิบายว่า เชื้อ HPV สามารถก่อมะเร็งได้หลายชนิด ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งอวัยวะเพศ มะเร็งทวารหนัก หรือมะเร็งช่องปากและลำคอ
"ผู้ชายสามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นเดียวกับผู้หญิง และยังเป็นพาหะนำเชื้อไปสู่คู่นอนได้ ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงมีประโยชน์กับทั้งสองเพศ"
ปัจจุบัน แนวทางสากลแนะนำให้เด็กหญิงและเด็กชายเริ่มรับวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุประมาณ 9-12 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีที่สุด แต่ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนก็ยังสามารถรับวัคซีนได้ แม้จะเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วก็ตาม โดยแพทย์แนะนำให้ฉีดได้ถึงอายุ 45 ปี
วัคซีนอย่างเดียวไม่พอ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกยังจำเป็นมาก
แม้วัคซีน HPV รุ่นปัจจุบันจะสามารถป้องกันสายพันธุ์เสี่ยงสูงได้ครอบคลุมมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงยังคงมีความสำคัญ แม้ในผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม
ปัจจุบัน วิธีตรวจที่แพทย์นิยมใช้ ได้แก่ การตรวจเซลล์ปากมดลูก (Thin Prep) และการตรวจหาเชื้อ HPV DNA ซึ่งสามารถตรวจพบเชื้อสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งการตรวจเหล่านี้ช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ทำให้สามารถรักษาได้ก่อนที่โรคจะพัฒนาไปสู่มะเร็งระยะลุกลาม
เมื่อพบเชื้อ HPV ไม่ได้หมายความว่า "เป็นมะเร็ง" เสมอไป
"ผลตรวจพบเชื้อ HPV ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยทุกคนจะเป็นมะเร็งปากมดลูก" พญ.อสมา ย้ำในสิ่งที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่กังวล
"แพทย์จะพิจารณาร่วมกับชนิดของเชื้อ ผลตรวจเซลล์ และอาจส่องกล้องเพื่อตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม หากพบเพียงรอยโรคก่อนมะเร็งในระดับเล็กน้อย อาจใช้วิธีติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แต่หากมีความผิดปกติระดับปานกลางถึงรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาการจี้รักษา หรือการตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (Cone Biopsy) เพื่อกำจัดเซลล์ผิดปกติและลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในอนาคต"
การรักษามะเร็งปากมดลูกในปัจจุบัน มีทางเลือกมากขึ้น
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค ขนาดก้อนมะเร็ง สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และความต้องการมีบุตรในอนาคต สำหรับมะเร็งระยะเริ่มต้น การผ่าตัดยังคงเป็นวิธีรักษาหลัก โดยในผู้ป่วยบางรายที่ตรวจพบโรคเร็วมาก อาจสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น การฉายแสงร่วมกับยาเคมีบำบัดจะเข้ามามีบทบาทสำคัญทันที
ผศ.พญ.สุนันทา ศรีสุบัติ-พลอยส่องแสง รังสีแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีรักษามะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเมดพาร์ค อธิบายว่า "เทคโนโลยีรังสีรักษาในปัจจุบันมีความแม่นยำมากขึ้น สามารถวางแผนการรักษาแบบสามมิติ ช่วยให้รังสีพุ่งตรงไปยังก้อนมะเร็ง พร้อมลดผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญรอบข้าง เช่น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และทวารหนัก
นอกจากนี้ การฝังแร่ (Brachytherapy) ยังเป็นอีกเทคนิคสำคัญที่ช่วยส่งรังสีในปริมาณสูงเข้าสู่ตำแหน่งมะเร็งโดยตรง ทำให้ควบคุมโรคได้ดีขึ้นและลดผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อปกติ"
ความหวังใหม่ของผู้ป่วยระยะลุกลาม
ในผู้ป่วยที่โรคลุกลามหรือกลับมาเป็นซ้ำ แนวทางการรักษาในปัจจุบันมีความก้าวหน้ามากขึ้นจากการพัฒนายากลุ่มใหม่
นพ.สุดปรีดา ชัยนิธิกรรณ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าจับตามองคือ ยา ADC (Antibody-Drug Conjugate) ซึ่งผสานคุณสมบัติของยามุ่งเป้าและยาเคมีบำบัดเข้าด้วยกัน
"ยากลุ่มนี้ทำงานคล้ายจรวดนำวิถี สามารถนำยาเข้าสู่เซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะมากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติเมื่อเทียบกับเคมีบำบัดแบบเดิม"
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยบางกลุ่ม ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยระยะลุกลามมีทางเลือกในการรักษามากขึ้นกว่าที่เคย
ป้องกันวันนี้ ดีกว่ารักษาในวันที่โรคลุกลาม
แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าเพียงใด แต่แพทย์ทั้ง 3 สาขาเห็นตรงกันว่า การป้องกันยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
"การรับวัคซีน HPV การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และการไม่ละเลยสัญญาณผิดปกติของร่างกาย เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
เพราะมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาได้ดี หากพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และในหลายกรณี อาจไม่จำเป็นต้องเผชิญกับการรักษาที่ซับซ้อนเลย หากได้รับการป้องกันและตรวจพบได้ตั้งแต่ก่อนที่โรคจะเริ่มต้น
แค่ล้มเบา ๆ ก็เสี่ยงหัก รู้ทัน 'กระดูกพรุน' ภัยเงียบของผู้สูงอายุ
เมดพาร์ค ชวนรู้ทัน 'ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน' เจาะลึกความเสี่ยงจากหัวใจ สมอง และการนอนหลับ
เมดพาร์ค คว้ารางวัลองค์กรที่สร้างผลกระทบเชิงบวกสูงสุดต่อสังคม Future Trends Awards 2026
เมดพาร์ค เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์ หนุนการแพทย์แม่นยำ รักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า
เอ็นไอเอเปิดฟอรั่มโอกาสเฮลท์เทคไทย พร้อมเผยผลการจัดอันดับนวัตกรรมโลก 2025
ศูนย์ปลูกถ่ายเส้นผม โรงพยาบาลเมดพาร์ค ยกระดับการรักษาผมบางและศีรษะล้าน ด้วยมาตรฐานโรงพยาบาล โดยทีมแพทย์ระดับแนวหน้า
โรงพยาบาลเมดพาร์ค คว้ารางวัล OAP Award 2568 ระดับดีเด่น จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
ภาพข่าว: เสวนาเรื่อง โรคมะเร็งที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับผู้หญิง ในโรดโชว์ รพ. จุฬาภรณ์