"สกุชชี่" ของเล่นที่เคยสร้างปรากฏการณ์ความนิยมอย่างล้นหลามเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน วันนี้กลับมาครองฟีดโซเชียลอีกครั้ง แต่รอบนี้ไม่ได้เป็นแค่กระแสของเล่นเด็ก เพราะหลายคนที่โตมากับสกุชชี่ยุคแรกกำลังกลับมาตามหา "สกุชชี่ปีลึก" รุ่นหายาก ไปจนถึงแชร์ความทรงจำร่วมกัน กระแส "สกุชชี่ 2026" จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมสู่สังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสะท้อนสภาวะจิตใจของคนยุคนี้ และการยกระดับความตื่นตัวของผู้บริโภคไทยด้านมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า
บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 เพื่อติดตามกระแสความสนใจเกี่ยวกับ "สกุชชี่" ที่กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในปี 2569
"แลนด์มาร์ก" ยอดฮิตของนักล่าสกุชชี่ กระจายรายได้สู่สังคม
การกลับมาของสกุชชี่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้ารายย่อย จากการสำรวจแหล่งซื้อขายที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดบนโลกออนไลน์ (by Mentions) สะท้อนให้เห็นถึงแผนที่การกระจายรายได้ที่น่าสนใจดังนี้
- อันดับ 1 ตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่น (32.6%): แหล่งกระจายสินค้าที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ตลาดนัดใกล้บ้านและร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูง โดยสามารถนำสินค้าที่อยู่ในกระแสมาวางขายบนแผงได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เม็ดเงินจากเทรนด์นี้วิ่งตรงสู่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กเป็นกลุ่มแรกสุด
- อันดับ 2 ตลาดค้าส่งและย่านการค้าเก่า (28.3%): ย่านการค้าดั้งเดิมอย่างสำเพ็ง สะพานเหล็ก และเยาวราช กลับมาคึกคักและกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญอีกครั้ง โดยกระแสการรีวิว พาทัวร์ และการตามล่าไอเทมหายาก ได้กลายเป็นแรงดึงดูดให้ผู้บริโภคยอมเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศและเลือกซื้อในสถานที่จริง
- อันดับ 3 ช่องทางออนไลน์ (27.3%): แพลตฟอร์ม E-commerce การไลฟ์สดขายสินค้า รวมถึงบริการรับหิ้ว มีสัดส่วนความนิยมตามมาติด ๆ ซึ่งช่วยทลายข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทางของผู้บริโภค พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงการทำงานคู่ขนานระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์
- อันดับ 4 ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า (11.8%): แม้พื้นที่ในห้างใหญ่จะเป็นสมรภูมิหลักของกระแสของเล่นและของสะสมชนิดอื่นก่อนหน้านี้ แต่สำหรับสกุชชี่กลับอยู่ในอันดับรั้งท้าย เนื่องจากสกุชชี่มีราคาที่เข้าถึงง่าย และผูกโยงกับวัฒนธรรมการเดินตลาดมากกว่าการเป็นสินค้าในศูนย์การค้า
ภาพความคึกคักของตลาดนัดและย่านค้าส่งดั้งเดิม ชี้ให้เห็นว่าเทรนด์สกุชชี่มีส่วนช่วยในการผลักดันเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรง ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ถอดรหัส "สกุชชี่" เครื่องมือเยียวยาจิตใจของคนยุคใหม่
ท่ามกลางวิถีชีวิตอันเร่งรีบ สกุชชี่ยังกลายเป็นเครื่องมือบำบัดจิตใจที่สะท้อนความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจ จากการวิเคราะห์เสียงสะท้อนบนโลกออนไลน์พบว่า มิติทางอารมณ์และความรู้สึกที่ผู้คนได้รับจากการครอบครองของเล่นนุ่มฟูชนิดนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ด้านหลัก ดังนี้
อันดับ 1 ความเพลิดเพลินทางสัมผัส (50.9%): เกินครึ่งของบทสนทนาเกิดขึ้นจากความพึงพอใจในสัมผัส ทั้งความนุ่มมือยามบีบและจังหวะการคืนตัวแบบ "สโลว์" ซึ่งคล้ายกับความรู้สึกเวลาดูคอนเทนต์ ASMR ที่ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความผ่อนคลาย
อันดับ 2 ความสุขจากดีไซน์ที่ชุบชูใจ (23.5%): ด้วยรูปลักษณ์ที่น่ารักละมุนตา โดยเฉพาะรูปทรงอาหารยอดนิยมอย่างแท่งเนยและซาลาเปา ได้กลายเป็น "วิตามินใจ" ขนาดพกพาที่ผู้บริโภคเลือกใช้เพื่อสร้างรอยยิ้มและเติมพลังบวกในแต่ละวัน
อันดับ 3 การคลายเครียดและเสริมสร้างสมาธิ (16.8%): ผู้ใช้จำนวนมากเลือกใช้สกุชชี่เป็นเครื่องมือในการรับมือกับความเครียดจากการทำงานหรือการเรียน สอดคล้องกับข้อมูลเชิงวิชาการที่ระบุว่า การบริหารมือด้วยการบีบวัตถุนุ่มมือ มีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขและช่วยให้สมองโฟกัสได้ดีขึ้น
อันดับ 4 ความสนุกจากการสะสมและการตามล่าหาไอเทม (6.4%): สกุชชี่มอบมิติของ "เกมล่าสมบัติ" ในชีวิตจริง ผ่านการพลิกแผ่นดินตามหารุ่นหายาก (Rare Item) และการแลกเปลี่ยนในกลุ่มชุมชนคนรักของสะสม
อันดับ 5 การเยียวยาจิตใจในวัยเด็กและการย้อนความทรงจำ (2.4%): แม้จะมีสัดส่วน Mention น้อยที่สุด แต่เมื่อวัดจาก Engagement กลับพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับสอง ชี้ว่าประเด็นนี้กระตุ้นการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ได้สูงกว่าปริมาณการพูดถึงมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่เติบโตมาในยุคก่อน ซึ่งเลือกซื้อของเล่นชนิดนี้เพื่อเติมเต็มความสุขให้เด็กน้อยในวันวานที่เคยอยากได้แต่ไม่มีโอกาสครอบครอง
บทสนทนาในมิติการดูแลจิตใจนี้สะท้อนว่า สกุชชี่ราคาหลักสิบได้กลายเป็นเครื่องมือฟื้นฟูอารมณ์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นตัวอย่างของเทรนด์ "Healing Economy" หรือธุรกิจเยียวยาจิตใจที่กำลังเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมในสังคมไทยในขณะนี้
อีกด้านของความนุ่มฟู: ผู้บริโภคตื่นตัว ถามหามาตรฐาน "ความปลอดภัย" สกุชชี่
อีกด้านของกระแสความนิยม คือเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่เริ่มให้ความสำคัญกับ "ความปลอดภัย" และมาตรฐานของสินค้ามากขึ้น จากการสำรวจประเด็นความกังวลบนโลกออนไลน์พบว่า เสียงส่วนใหญ่มุ่งไปที่เรื่องที่ผลกระทบต่อสุขภาพและการกำกับดูแลคุณภาพสินค้า
- อันดับ 1 มาตรการภาครัฐและการกวาดล้างสินค้าอันตราย (60.7%): ประเด็นร้อนที่ผู้คนบนโลกออนไลน์เกาะติดสถานการณ์มากที่สุด คือเมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เดินหน้ากวาดล้างสินค้าคุณภาพต่ำ หลังพบสินค้าลอกเลียนแบบและไม่ได้มาตรฐาน มอก. ทะลักเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้บทสนทนายกระดับจากการตักเตือนกันเองในกลุ่มผู้บริโภค ไปสู่การติดตามการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด
- อันดับ 2 อันตรายต่อสุขภาพและร่างกาย (37.0%): ความกังวลของผู้บริโภคพุ่งเป้าไปที่ผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง ตั้งแต่กลิ่นฉุนที่ก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะ อาการแพ้หรือระคายเคืองผิวหนังจากการสัมผัส ไปจนถึงกรณีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นการแชร์ประสบการณ์ตรง เพื่อเตือนภัยในกลุ่มผู้ปกครองที่มีลูกหลาน
- อันดับ 3 ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (2.3%): ประเด็นขยะพลาสติกหรือวัสดุสังเคราะห์ย่อยสลายยากแม้จะถูกพูดถึงในสัดส่วนไม่มาก สวนทางกับจำนวนสินค้าที่หมุนเวียนอยู่ในท้องตลาด ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่อาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ในอนาคต หากเทรนด์นี้ยังคงได้รับความนิยมต่อในระยะยาว
ความกังวลที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลิกซื้อ "สกุชชี่" เพราะความกังวล แต่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการ "ซื้ออย่างมีเงื่อนไข" โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตและผู้ค้าทั้งตลาดต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว
กระแสชั่วคราว หรือตลอดไป?
การกลับมาของสกุชชี่ในปี 2569 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า กระแสบนโลกโซเชียลสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่จับต้องได้จริงเกินกว่าแค่หน้าจอ สะท้อนผ่านเม็ดเงินที่หมุนเวียนสู่พ่อค้าแม่ค้าตั้งแต่ตลาดนัดชุมชนไปจนถึงย่านค้าส่งใหญ่อย่างสำเพ็ง ขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักพิงใจราคาย่อมเยาของคนวัยทำงาน ตลอดจนปลุกกระแสการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจนหน่วยงานภาครัฐอย่าง สคบ. และ สมอ. ต้องขยับตัวลงมาควบคุม แต่อนาคตหลังจากนี้คือโจทย์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า เทรนด์เก่าที่ถูกปัดฝุ่นใหม่ครั้งนี้จะเดินไปในทิศทางใด จะค่อย ๆ แผ่วลงไปตามวงจรของเล่นแฟชั่นทั่วไป หรือจะก้าวข้ามคำว่ากระแสชั่วคราวสู่การเป็นไอเทมประจำตลาดอย่างถาวร
ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 - 30 มิถุนายน 2569 จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ Facebook, X, YouTube, TikTok, Instagram และ Pantip
หมายเหตุ: ข้อมูลและ Insight ที่นำเสนอในบทความนี้ อ้างอิงจากบทสนทนาและการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียในช่วงเวลาที่ทำการเก็บข้อมูลเท่านั้น ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมทางการตลาด อีเวนต์ หรือแคมเปญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
เกี่ยวกับ dxt:360
dxt:360 เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารได้ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ สื่อบรอดคาสท์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voices) คอนเทนต์จาก Influencers และ KOLs ไปจนถึงข่าวจากสื่อมวลชน ที่รวบรวมเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Dashboard ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละราย (Customizable Dashboard) จึงทำให้เข้าใจและเห็น Insight ในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เห็นทิศทางการสื่อสารของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
TPOLY "ทำดีไม่มีวันหยุด" ส่งท้ายปี 66
ดั๊บเบิ้ล เอ ปันกันเพื่อทุนการศึกษา
เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ส่งมอบตะกร้าหวายในโครงการ "ตะกร้าหนังสือเพื่อน้อง" ให้กับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ศูนย์ดวงแข
ดั๊บเบิ้ล เอ ร่วมเติมฝัน ปันรอยยิ้มให้น้องๆ
โมโน เน็กซ์ คลายหนาวให้น้อง
Dow ชูวัสดุ "โพลีสไตรีน" ช่วยลดคาร์บอน หนุนผู้ผลิตไทยสู่อุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
พนักงานเคทีซีร่วมบริจาคของใช้ให้น้องๆ ด้อยโอกาสเนื่องในวันปีใหม่ไทย
เคทีซี จับมือ ทอยส์ "อาร์" อัส เอาใจคุณหนูๆ ชวนคุณพ่อคุณแม่ช้อปของเล่นราคาสุดคุ้ม