สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ผนึกกำลัง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ประกาศยกระดับสงครามปราบปรามการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในงานแถลงข่าวขยายผลล้างเครือข่ายค้าข้อมูลทั่วประเทศ หลังพบข้อมูลส่วนบุคคลถูกใช้เป็นต้นตอสำคัญของอาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ การหลอกลวงทางการเงิน และการสวมรอยทำธุรกรรม พร้อมขยายผลจับกุม 9 ผู้ต้องหา จาก 11 เป้าหมาย ตรวจค้น 22 จุด ยึดข้อมูลส่วนบุคคลกว่า 9 ล้านรายชื่อ เชื่อมโยง 13,677 เคส ความเสียหายกว่า 2,008 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าล่าผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ
พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง สคส. ผ่านศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC Eagle Eye) และ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในการสืบสวน ขยายผล และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองจากการจับกุมเครือข่ายลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งในครั้งนั้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย ตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 8 จุด และตรวจพบข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลกว่า 9 ล้านรายชื่อ มูลค่าความเสียหาย 300 ล้านบาท ก่อนจะขยายผลเชิงลึกไปยังเครือข่ายผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ที่นำข้อมูลไปใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง
จากการสืบสวนและขยายผลล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินคดีกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยมี เป้าหมายดำเนินคดีรวม 11 ราย จับกุมแล้ว 9 ราย อยู่ระหว่างติดตามจับกุมอีก 2 ราย พร้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 22 จุด ตรวจพบข้อมูลส่วนบุคคล 9 ล้านรายชื่อ เป็นบัตรประชาชน 477 ราย และข้อมูลรั่วไหล 13,677 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2,008 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลได้กลายเป็นโครงสร้างสำคัญที่หล่อเลี้ยงอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทั้งในประเทศและเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายต่างประเทศ
เลขาธิการ สคส. กล่าวว่า จากการสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบว่ามีการลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลายช่องทาง โดยเฉพาะ LINE และ Telegram รวมถึงพบความเชื่อมโยงของเครือข่ายผู้ซื้อข้อมูลที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ก่ออาชญากรรมในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีม้า การสมัครบริการออนไลน์ การสร้างบัญชีปลอม การโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ ตลอดจนการส่งต่อข้อมูลให้เครือข่ายอาชญากรรมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลได้กลายเป็น "วัตถุดิบ" สำคัญของอาชญากรรมไซเบอร์
การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายภายใต้ มาตรา 11/2 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดความผิดเกี่ยวกับการซื้อ การเสนอซื้อ การขาย การเสนอขาย หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงการเก็บ รวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด โดยมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
"ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่สินค้าและไม่ใช่ทรัพย์สินที่สามารถนำมาซื้อขายได้อย่างเสรี ทุกข้อมูลที่ถูกซื้อขายอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการหลอกลวง สวมรอย หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง สคส. จึงให้ความสำคัญกับการตัดวงจรการค้าข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับ CIB และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อสาวไปถึงทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย นายทุน และผู้ที่นำข้อมูลไปใช้กระทำผิด ไม่ให้มีที่ยืนในสังคมดิจิทัล" พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดของกลางจำนวนมาก อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ซิมการ์ด สมุดบัญชีธนาคาร บัตร ATM เงินสด รวมถึงทรัพย์สินที่เชื่อว่าใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ในการขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และเชื่อมโยงไปยังคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่น ๆ ต่อไป
เลขาธิการ สคส. กล่าวเพิ่มเติมว่า สคส. จะเดินหน้าทำงานเชิงรุกผ่านศูนย์ PDPC Eagle Eye ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ CIB และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวัง สืบสวน ขยายผล และดำเนินคดีกับเครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ทุกภาคส่วนยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลดความเสี่ยงการรั่วไหลของข้อมูล และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัลของประชาชน
"สคส. ขอเตือนประชาชนและผู้ประกอบการว่า การซื้อ การขาย การรับซื้อ หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูล แต่ยังมีความผิดตามกฎหมาย และอาจเป็นการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว สคส. พร้อมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนและสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ"
ETDA เปิดไฮไลท์เวทีนานาชาติ 'Digital Trust Thailand 2026' ดันบริการดิจิทัลไทยสู่มาตรฐานโลก 24 มิ.ย.นี้
ETDA ร่วมกับ TK Park ประกาศผล Awakening Digital Literacy Creator 2026 ทีม One To Two และทีม ซ้อนหยอน คว้าสุดยอดแคมเปญ "ปลุกพลังความคิด ส่งต่อความรู้ สู่สังคมดิจิทัล"
DBD เปิดตัว "ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย" หนุนรายได้ SME ทั่วประเทศ ผ่าน ThailandPostMart และ Nex Gen Commerce
ETDA เดินหน้า Digital ID ยกระดับ Trust Infrastructure ไทย เชื่อม e-Service รัฐ แล้ว 1,797 บริการ ร่งปลดล็อกขยายการใช้งานในกลุ่มนิติบุคคล ต่างด้าวและกลุ่มเปราะบาง
ETDA ชวนลุ้น Awakening Digital Literacy Creator 2026 รอบชิงชนะเลิศ ใครคือผู้ชนะ! รู้พร้อมกัน 12 มิ.ย. นี้
ETDA เปิดเวที Knowledge Sharing ชู VC และ Digital Document Wallet โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล?เร่งสร้างมาตรฐานความเชื่อมั่นข้อมูลดิจิทัลไทย
ETDA เปิดเวที "Awakening Digital Literacy Creator 2026" ชวนสร้างสรรค์ไอเดีย Digital Literacy ชิงรางวัลกว่า 200,000 บาท รับสมัครแล้ววันนี้
ETDA เปิดเวที 'Responsible AI Innovation Hackathon'