- ภายในไตรมาสแรกปี 2569 พบมีผู้ใช้บริการ 5G เพิ่มขึ้นถึง 162 ล้านราย ทำให้ยอดรวมพุ่งสูงกว่า 1 พันล้านราย
- ปริมาณความคับคั่งของ Uplink จากผู้ให้บริการหลายรายเติบโตเร็วกว่า Downlink และในบางกรณีพบว่าเติบโตรวดเร็วอย่างมีนัยสำคัญ
- คาดการณ์อีก 5 ปี (2574) ยอดผู้ใช้บริการ 5G ในประเทศไทยจะเติบโตสูงถึง 93 ล้านราย
รายงาน Ericsson Mobility Report (EMR) ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 เผยไตรมาสแรกปีนี้ มียอดผู้ใช้บริการ 5G บนเครือข่ายมือถือทั่วโลกสูงทะลุ 3 พันล้านราย ขณะที่การเปิดตัวบริการเชิงพาณิชย์ในรูปแบบ Network Slicing บนเครือข่าย 5G Standalone (SA) ของผู้ให้บริการด้านการสื่อสารยังเติบโตสูง นอกจากนี้ยังพบว่าในผู้ให้บริการหลาย ๆ รายอัตราการเติบโตของปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลแบบ Uplink พุ่งแซงหน้า Downlink แล้ว
รายงานฉบับเดือนมิถุนายนนี้ ครอบคลุมช่วงเวลาคาดการณ์เดียวกันกับรายงานฉบับเดือนพฤศจิกายน 2568 (คือปี 2568-2574) แต่มีการปรับปรุงข้อมูลทางสถิติและการคาดการณ์เป็นปัจจุบัน
จากจำนวนผู้ใช้บริการ 5G รายใหม่ที่เพิ่มขึ้นถึง 162 ล้านรายทั่วโลก ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ทำให้ยอดรวมทะลุหลัก 3 พันล้านราย โดยอยู่ที่ 3.1 พันล้านราย และคาดว่าภายในสิ้นปี 2574 จะยังเติบโตรวดเร็วต่อเนื่องสูงกว่าเท่าตัว (แตะ 6.4 พันล้านราย) และยอดผู้ใช้บริการ 5G ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะเพิ่มสูงถึง 670 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นอัตราการเข้าถึงบริการ 5G เกินกว่า 50% ของจำนวนผู้ใช้งานมือถือทั้งหมดในภูมิภาคนี้
ปัจจุบันมีผู้ให้บริการด้านการสื่อสารราว 390 รายทั่วโลกที่เปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์แล้ว โดยจำนวนนี้มีมากกว่า 90 รายเปิดให้บริการ 5G Standalone (SA) ณ สิ้นปี 2568 เครือข่าย 5G รองรับยอดทราฟฟิกดาต้าบนมือถือทั้งหมดในสัดส่วนสูงถึง 48% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 85% ภายในสิ้นปี 2574 โดยภูมิภาคยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) จะมีอัตราการใช้งาน 5G ใกล้เคียงหรือสูงกว่า 90% ภายในสิ้นปี 2574
สำหรับประเทศไทย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนผู้ใช้บริการ 5G อยู่ที่ 33 ล้านราย คิดเป็น 36% ของยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดในประเทศ และคาดว่าภายในปี 2574 จะเติบโตก้าวกระโดดแตะ 93 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 92% ของจำนวนผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดในไทย
มร. แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการบริโภคข้อมูล ซึ่งขับเคลื่อนผ่านแอปพลิเคชัน AI, การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ และคอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง (User-Generated Content หรือ UGC) โดยปัจจัยเหล่านี้กำลังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบทราฟฟิกที่พึ่งพาการส่งข้อมูลแบบ Uplink อย่างมหาศาล ตามที่ระบุไว้ในรายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุดที่เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในครั้งนี้ว่า เครือข่ายจำเป็นต้องวิวัฒนาการจากการเชื่อมต่อแบบ Best-Effort Connectivity ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure) ที่ต้องสามารถรองรับการไหลเวียนของข้อมูลประสิทธิภาพสูงต่อเนื่อง"
"สิ่งสำคัญเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้ คือต้องลงทุนต่อเนื่องในคลื่นความถี่ Mid-Band คุณภาพสูง โดยเฉพาะในย่านความถี่ 3.5 GHz ควบคู่ไปกับการเร่งวางระบบ 5G Standalone (SA) ที่ขีดความสามารถเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อที่แตกต่างกันหรือ Differentiated Connectivity ผ่านเทคโนโลยี Network Slicing เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการสามารถรับประกันประสิทธิภาพการใช้งานสำหรับแอปพลิเคชันเฉพาะด้าน และปลดล็อกโอกาสใหม่ ๆ ทั้งในกลุ่มบริการสำหรับผู้บริโภคและกลุ่มองค์กรธุรกิจในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของประเทศไทย" มร. แอนเดอร์ส กล่าวเสริม
ในส่วนของบริการ Differentiated Connectivity เชิงพาณิชย์ บนเทคโนโลยี 5G SA Network Slicing จากผู้ให้บริการสื่อสารทั่วโลก ที่มีความสามารถในการส่งมอบและรับประกันคุณภาพตามรูปแบบการใช้งานเฉพาะด้านด้วยการล็อกช่องสัญญาณเครือข่ายไว้นั้น ยังคงเติบโตขึ้นรวดเร็ว โดยเพิ่มขึ้นจาก 65 บริการในรายงาน EMR ฉบับเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็น 84 บริการในทุกภูมิภาคทั่วโลก อ้างอิงตามรายงานล่าสุดในเดือนมิถุนายนนี้ บ่งชี้ว่าบริการบนฐาน Differentiated Connectivity กำลังเคลื่อนจากกลุ่มผู้เริ่มใช้งานในระยะแรกไปสู่การสร้างมูลค่าหลักเชิงพาณิชย์
มร.เอริค เอคุดเดน (Erik Ekudden) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้จัดพิมพ์รายงาน EMR และของอีริคสัน กล่าวว่า "การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Physical AI ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะทำให้รูปแบบของทราฟฟิกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เราจะขยับจากโมเดลการประมวลผลแบบรวมศูนย์ในดาต้าเซ็นเตอร์ ไปสู่ระบบที่ใช้ AI Agents อัตโนมัติประมวลผลแบบกระจายศูนย์ ซึ่งฝังอยู่ในอุปกรณ์ภายในยานพาหนะและในเมือง ซึ่งการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G เป็นหลัก ทำให้เครือข่ายมือถือในวันนี้ไม่ใช่แค่การให้บริการเชื่อมต่อทั่ว ๆ ไปอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่มีความสำคัญยิ่งเพื่อตอบสนองความต้องการของแอปพลิเคชันที่หลากหลาย ภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้จากการเติบโตต่อเนื่องของบริการเชิงพาณิชย์ใหม่ ๆ บนฐาน 5G Standalone Network Slicing และจำนวนผู้ให้บริการสื่อสารที่หันมาวางระบบนี้
"เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ 5G และระบบนิเวศทางเทคโนโลยีพร้อมปลดปล่อยคลื่นลูกใหม่ของการพัฒนานวัตกรรมในประเทศ โดย 5G Standalone และระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมศักยภาพการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย" มร. แอนเดอร์ส เรียน กล่าว
พฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนไปยังสะท้อนให้เห็นสถิติด้านทราฟฟิกบนเครือข่ายตามรายงาน EMR ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 เช่นกัน
ในกลุ่มผู้ให้บริการด้านการสื่อสารส่วนใหญ่ พบว่าความคับคั่งของการ Uplink เติบโตรวดเร็วกว่า Downlink และในบางกรณีเติบโตเร็วกว่าเป็นอย่างมาก โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักในปัจจุบันมาจากแอปพลิเคชันเพื่อใช้ในการสื่อสารและการทำงานร่วมกันบนสมาร์ตโฟน การแชร์คอนเทนต์ที่สร้างขึ้น (User Generated Content - UGC) และระบบจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์
จากการวัดผลความคับคั่งบนเครือข่ายของอีริคสัน พบว่าผู้ให้บริการ 43 รายจาก 55 ราย มีอัตราการเติบโตของการ Uplink สูงกว่า Downlink โดยผู้ให้บริการ 17 รายมีความคับคั่งของ Uplink โตสูงกว่า Downlink ถึง 1.5 เท่า ทั้งนี้โมเดลจำลองสถานการณ์ของอีริคสันยังชี้ว่าปริมาณการใช้งาน AI ที่เพิ่มเข้ามานั้น อาจส่งผลให้ความคับคั่งของการ Uplink ในปี 2574 สูงกว่าปี 2568 ถึง 3 เท่าตัวหรือมากกว่านั้น
ปริมาณการรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย ทั้งในส่วนของโทรศัพท์เคลื่อนที่และ Fixed Wireless Access (FWA) ในไตรมาสแรกปี 2569 เติบโตขึ้น 22% ต่อปี เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ซึ่งตัวเลขนี้สูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตที่ยังคงแข็งแกร่งในตลาดอินเดียและอเมริกาเหนือ
รายงานยังเผยว่าภาคอุตสาหกรรมหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี 6G มากขึ้น โดยเริ่มมีการหารือด้านข้อกำหนดมาตรฐานแล้ว ซึ่งความคาดหวัง 6G ในระยะแรกนั้นครอบคลุมถึงการสนับสนุนระบบตรวจจับและการสื่อสารแบบบูรณาการ หรือ Integrated Sensing and Communication (ISAC), การผสานรวมระหว่างเครือข่ายภาคพื้นดินและเครือข่ายดาวเทียมเพื่อลดช่องว่างสัญญาณ, และการมุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างจริงจัง ซึ่งทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนด้วย AI-Native 6G
คาดว่าข้อกำหนด 6G ที่ใช้งานได้จริงชุดแรกจะได้รับการสรุปแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2571 หรือช่วงต้นปี 2572 โดยคาดว่าบริการ 6G เชิงพาณิชย์แรกจะเปิดตัวตามมาในปี 2573 และอัตราการใช้งานจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละภูมิภาคและประเทศ ทั้งนี้ คาดว่าสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มนำ 6G มาใช้งาน เช่นเดียวกับการเปิดตัว 5G ที่ผ่านมา
งานเปิดตัว Bangkok Climate Action Week 2026 ณ พิพิธภัณฑ์ตลาดน้อย ปูทางสู่งานหลักในเดือนตุลาคม
เตรียมพบปรากฏการณ์เหนือระดับ! HUAWEI MatePad Pro Max แท็บเล็ตหน้าจอ 13.2 นิ้วที่บางที่สุดในโลก
DFSK รุกขยายตลาดโลก เปิดตัว E5 PLUS รุ่นพวงมาลัยขวาครั้งแรกที่ฮ่องกง
Dell AI Factory with NVIDIA ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ขับเคลื่อน HPC และ AI ยุคใหม่
ที่สุดของน้ำมัน! พีทีที สเตชั่น เปิดตัว "Super PowerX 99" สูตรใหม่ ค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย #สุดทุกจังหวะ
พีทีที สเตชั่น เปิดตัว "Super PowerX 99" น้ำมันออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย สูตรใหม่ ตอกย้ำ "ที่สุด" ของน้ำมัน
"Mogu Mogu" เดินหน้ากลยุทธ์ Global Brand ในเกาหลีใต้ จับมือคาแรกเตอร์ดัง "JOGUMAN" เปิดตัว Limited Edition ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ
The Banquet Hall at Nathong เปิดบ้านต้อนรับคู่รักในงาน "The Magical of Love #3" Wedding Fair & Open House 18-19 กรกฎาคมนี้ พร้อมเปิดตัวโซนสวนใหม่และแพ็กเกจแต่งงานสุดพิเศษ