บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ปตท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุก ปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบนอกพื้นที่ความขัดแย้ง แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงเร่งกระจายน้ำมันออกสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานเพื่อคนไทย
จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักด้านพลังงานอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ปตท. ยกระดับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันดิบ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจทำให้การขนส่งหยุดชะงัก โดยมีน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้จัดหาล่วงหน้าและบรรทุกอยู่บนเรือ Serifos ปริมาณ 2 ล้านบาร์เรล ซึ่งติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน ปตท. ตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนทันที โดยใช้ศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องจัดซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ ภายหลังการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวสามารถออกเดินทางได้ หลังล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน และคาดว่าจะถึงประเทศไทยในวันที่ 21 เมษายน 2569
ทั้งนี้ การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤต เป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้น ทำให้น้ำมันดิบมีราคาสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจำเป็นต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง โดยประเมินมูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนนี้เป็นการประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ
นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. จนถึงปัจจุบันต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประกอบด้วย
- หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท
- เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท
- เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท
รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาท ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการ "ลดความเสี่ยงของประเทศ" เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน
ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการทางทั้งด้านพลังงานและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงานของประเทศ และเสถียรภาพขององค์กร และพร้อมยืนหยัดในการจัดหาพลังงานเพื่อเป็นพลังให้กับการขับเคลื่อนประเทศผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปด้วยกัน
เอกา โกลบอล" เผยแผนบริหารความเสี่ยงรับมือวิกฤตปิโตรเคมีโลก สต็อกวัตถุดิบยาวถึง พ.ค. 69 ตรึงราคาสวนตลาดตึงตัว
ปตท. พร้อมบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง
จาก "ยุคโซลาร์" สู่ "ยุคพลังงานอัจฉริยะ"Solis ชี้ระบบกักเก็บพลังงาน กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงานโลก
วว. จับมือ จังหวัดนครนายก ขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม แก้ปัญหาวิกฤต PM 2.5 และการเผาในพื้นที่นาข้าวอย่างยั่งยืน
กรุงไทย จับมือ องค์การสุรา กรมสรรพสามิต ยกระดับธุรกรรมการเงินและระบบภาษีสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบด้วย Krungthai BUSINESS
PDF Guru ทางเลือกใหม่สำหรับการจัดการเอกสารออนไลน์ในยุคดิจิทัล
"ดีพร้อม สมาร์ท มูฟ" ซอฟต์แวร์ใหม่ช่วย SMEs ไทย บริหารโลจิสติกส์ ปิดปัญหาต้นทุน ช่วยบริหารขนส่งด้วยนวัตกรรมเอไอ พร้อมเปิดทาง ผปก. สู่ยุคสมาร์ทดิจิทัล ดาวน์โหลดใช้ฟรี ก.ย. นี้
INZENT จับมือ J&T Express ขยายเครือข่ายโลจิสติกส์ รองรับธุรกิจสุขภาพยุคดิจิทัล