ตามแนวชายฝั่งทะเลไทย เปลือกหอยแมลงภู่นับล้านกิโลกรัมถูกทิ้งเป็นของเหลือปีแล้วปีเล่า ขณะเดียวกัน วงการวัสดุก่อสร้างทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับการลดการปล่อยคาร์บอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รันดา อดุลเดชจรัส อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นโอกาสท่ามกลางปัญหานี้ จึงได้คิดค้นและพัฒนา "Bio Responsive Block" อิฐบล็อกช่องลมจากเปลือกหอยแมลงภู่ ที่ไม่เพียงโดดเด่นเชิงสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ชุมชนสามารถร่วมสร้างและขับเคลื่อนได้จริง
เส้นทางงานนวัตกรรมที่เริ่มต้นด้วยขยะ
ย้อนกลับไปก่อนที่โครงการ Bio Responsive Block จะเริ่มขึ้น นวัตกรรมนี้มีจุดเริ่มต้นจากการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของ ผศ.ดร.รันดา อดุลเดชจรัส ซึ่งสนใจศึกษาเรื่องเปลือกหอยเชอรีและหอยแมลงภู่ในฐานะวัสดุก่อสร้าง โดยได้นำมาพัฒนาเป็นอาคารศูนย์เรียนรู้ที่มีโครงสร้างไม้ไผ่ ผลงานชิ้นนั้น โดดเด่นจนได้รับการคัดเลือกไปจัดแสดงในงาน COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร นับเป็นก้าวแรกที่ยืนยันว่า "ขยะ" จากชุมชนประมงมีศักยภาพมากกว่าที่โลกเคยมองเห็น
เมื่อได้รับทุนวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ งานวิจัยชิ้นแรกของ ผศ.ดร.รันดามุ่งไปที่การนำเปลือกหอยมาเผาที่อุณหภูมิสูงกว่าหนึ่งพันองศาเซลเซียสเพื่อให้เกิดออกซิเดชัน แปรสภาพเป็นปูนขาวบริสุทธิ์ จากนั้นนำมาทดแทนส่วนหนึ่งของปูนซีเมนต์ OPC (Ordinary Portland Cement) ในสัดส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ 10 - 30% แล้วทดสอบค่าความแข็งแรงรับแรงกดตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ผลการวิจัยพบว่าหากสัดส่วนปูนขาวจากเปลือกหอยสูงเกินไป ความแข็งแรงจะลดลงจนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
แต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ท้าทายกว่าคือคำถามที่ว่า "ชาวบ้านจะทำได้ไหม?" เพราะกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงต้องอาศัยเตาเผาอุตสาหกรรม ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในระดับวิสาหกิจชุมชน คำตอบนั้นเองที่เปิดประตูไปสู่แนวคิดใหม่ทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนมาเป็นการบดแทนการเผา
บดแทนเผา : กระบวนการเพื่อความยั่งยืน
"บดแทนเผา" ฟังดูเรียบง่าย แต่นัยสำคัญของมันลึกซึ้งกว่านั้นมาก การเปลี่ยนกระบวนการจากการเผาด้วยอุณหภูมิสูงมาเป็นการบดด้วยแรงมนุษย์นั้น ไม่ใช่แค่การลดขั้นตอนทางเทคนิค แต่คือการเปิดโอกาสให้ชุมชนเป็นเจ้าของกระบวนการผลิตได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของโครงการวิจัย Bio Responsive Block
กระบวนการเผาในอุตสาหกรรมก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) ตั้งแต่การใช้พลังงานความร้อนสูง การใช้เครื่องจักร ไปจนถึงค่าไฟฟ้าและกำลังคนในการดูแลระบบ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นกระบวนการบด อย่างมากที่สุดก็ใช้เพียงแรงมนุษย์หรืออุปกรณ์ขนาดเล็กที่หาได้ในครัวเรือน
แน่นอนว่ากระบวนการบดมีข้อจำกัด ผงที่ได้จะไม่บริสุทธิ์เท่ากับปูนขาวที่ผ่านการเผา และใช้เวลามากกว่า แต่ในบริบทของการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน นี่คือการแลกที่คุ้มค่า "ทุกอย่างล้วนให้มูลค่าต่อวัสดุที่เกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการเผาหรือบดก็ตาม" ผศ.ดร.รันดากล่าว
ความสวยงามกับส่วนผสมเทอร์ราซโซที่ลงตัว
หัวใจของ Bio Responsive Block รูปแบบปัจจุบันอยู่ที่การผสมระหว่างเปลือกหอยบดกับปูนเทอร์ราซโซ (Terrazzo) ซึ่งเป็นปูนที่ใช้ทำพื้นหินขัดมาแต่เดิม ความแตกต่างระหว่างรูปแบบแรกที่ใช้ปูนขาวจากกระบวนการเผากับรูปแบบการบด ไม่ใช่แค่เรื่องของสูตรส่วนผสม แต่คือการยกระดับจาก "วัสดุก่อสร้าง" ไปสู่ "วัสดุตกแต่งที่มีมูลค่า"
เทอร์ราซโซทำให้พื้นผิวของบล็อกมีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ จากเปลือกหอยแมลงภู่สด มีสีเขียวเข้มและมีความแข็ง เมื่อผ่านการบดและนำมาผสมในสัดส่วนต่าง ๆ จะทำให้ผิวหน้าของบล็อกมีโทนสีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยส่วนผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสม คือใช้เทอราซโซ่ไม่เกิน 30% จะรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างไว้ได้
แม้จะเป็นขยะเหลือทิ้งจากการประมง อาจารย์รันดาก็ย้ำว่าในกระบวนการผลิต จะไม่ให้มีของเสียเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ทุกชิ้นส่วนของเปลือกหอยถูกใช้งานในหลาย ๆ กระบวนการ เปลือกหอยที่สวยงามจะถูกคัดออกมาสำหรับเป็นผิวหน้าของบล็อก ส่วนที่เหลือจะถูกบดเป็นผงผสมในเนื้อวัสดุ นี่คือการออกแบบที่คิดครบทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้อาจารย์รันดามีแนวคิดที่จะผสมหินมงคลตามหลักฮวงจุ้ยเข้าไปในสูตรด้วย เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสีและพลังงานของวัสดุ ซึ่งเพิ่มมิติความหมายและคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ได้อีกทางหนึ่ง
บล็อกช่องลม ตอบโจทย์ภูมิอากาศประเทศไทย
ผศ.ดร.รันดาตระหนักดีว่าความสวยงามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ วัสดุทุกชนิดต้องผ่านการพิจารณาในมิติของ Thermal Performance หรือสมรรถนะเชิงความร้อน โดยเฉพาะในประเทศที่มีภูมิอากาศของประเทศไทยที่มีทั้งความร้อนและความชื้นสูงตลอดปี รูปแบบช่องลมของบล็อกออกแบบมาให้อากาศไหลผ่านได้ ช่วยระบายความร้อนและเพิ่มการหมุนเวียนอากาศภายในอาคารโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศ นอกจากนี้ Pattern ของช่องลมยังสร้างแสงและเงาที่ไหลเข้ามาในพื้นที่อย่างสวยงาม เพิ่มบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาให้กับสถาปัตยกรรม
การออกแบบของอาจารย์มองไปที่การตกแต่ง (Interior Design) มากกว่าการรับแรงทางโครงสร้าง จึงเหมาะกับการใช้เป็น Highlight Wall หรือผนังเด่นในบ้านพักอาศัย รีสอร์ต คาเฟ หรืออาคารที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติและความยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งผนัง อาจเลือกเพียงจุดที่ต้องการเน้นก็เพียงพอ หากนำไปใช้ภายนอกอาคาร การเคลือบผิว (Coating) ที่เหมาะสมจะช่วยให้วัสดุทนต่อน้ำและแสงแดดได้ยาวนานยิ่งขึ้น
ในอนาคต ผศ.ดร.รันดากล่าวว่าอาจมีการเพิ่มเส้นใยธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น เช่น เส้นใยต้นตาลหรือพืชอื่น ๆ เข้าไปในผนัง เพื่อเพิ่มคุณสมบัติฉนวนความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร ซึ่งจะทำให้ตอบโจทย์เรื่องการประหยัดพลังงานในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นได้ยิ่งขึ้น
ขยายความรู้การผลิตอิฐบล็อกช่องลมสู่วิสาหกิจชุมชน
อาจารย์รันดาเล่าขั้นตอนการผลิตว่าเริ่มต้นด้วยการรวบรวมเปลือกหอยจากชุมชน ล้างทำความสะอาด ตาก แล้วบดให้ละเอียดจนได้ผงคล้ายแป้ง ผงที่ได้นำมาผสมกับปูนเทอร์ราซโซในสัดส่วนที่กำหนด ผสมน้ำ คลุกเคล้า เทหล่อลงแม่พิมพ์ รอแห้ง แกะออก แล้วขัดผิวด้วยมือ ตลอดสายการผลิตอิฐบล็อกช่องลม ใช้เพียงอุปกรณ์ที่หาได้ในครัวเรือน ไม่มีเครื่องจักรอุตสาหกรรมแม้แต่ชิ้นเดียว และงานวิจัยนี้อาจารย์รันดาใช้พื้นที่ในบ้านของตนเอง สำหรับการทดลองทำก่อนจะนำไปสู่ชุมชน
อาจารย์ชักชวนคนในชุมชนที่ไม่เคยมีความรู้ด้านวัสดุมาก่อนมาลองทำจริงตั้งแต่ต้น เพื่อทดสอบว่า "คนที่ไม่มีพื้นฐานเลยสามารถทำได้ไหม" ผลออกมาครั้งแรกชิ้นงานยังไม่งดงามเท่าที่ควร แต่นั่นพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ากระบวนการนี้สามารถถ่ายทอดได้ และถ้าชาวบ้านได้รับการอบรมอย่างถูกต้องย่อมผลิตได้แน่นอน
ผศ.ดร.รันดาเผยถึงเป้าหมายในอนาคตว่า จะเข้าไปจัด Workshop ให้ความรู้ชุมชนโดยตรง เพื่อก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนที่สามารถดำเนินงานได้อย่างอิสระ ชุมชนจะได้มองเปลือกหอยในมุมใหม่ ไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นวัตถุดิบที่มีค่าและสร้างมูลค่าให้ชุมชนได้
ชุมชนชาวประมงที่เข้าร่วมโครงการจะได้รายได้หลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งจากการขายหอยดองที่ทำอยู่แล้ว จากการแปรรูปเปลือกหอยเป็นผลิตภัณฑ์ และการเปิดรับนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ภาพในอนาคตที่อาจารย์เห็นคือชุมชนที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงหอยในทะเล การเก็บเกี่ยว การแปรรูปเนื้อหอย ไปจนถึงการทำผลิตภัณฑ์จากเปลือกหอยด้วยสองมือ นั่นคือการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ที่ให้ทั้งประสบการณ์และมีความหมายต่อสิ่งแวดล้อม
โมเดลนี้สามารถขยายไปยังพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะแคลเซียมคาร์บอเนตไม่ได้มีแค่ในเปลือกหอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยเชอรี หรือหอยลายก็ล้วนมีศักยภาพเช่นเดียวกัน ผศ.ดร.รันดากล่าว "เราไม่ได้ออกแบบให้มันเป็น Case Study ของชุมชนเดียว แต่อยากให้มันเป็นแรงบันดาลใจที่โมเดลนี้สามารถทำได้ต่อไปในอนาคต"
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความใหม่ของนวัตกรรมนี้คือการที่มันไม่ได้ใหม่เลย "คนไทยโบราณก็เอาปูนเปลือกหอยมาทำพระ ทำสีปูนแดงสำหรับกินกับหมาก มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว" ผศ.ดร.รันดาเล่า นั่นหมายความว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คือการรื้อฟื้นภูมิปัญญาเดิมและนำมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทสมัยใหม่ ทั้งในแง่เทคโนโลยีวัสดุ การออกแบบ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จากความสำเร็จของผลงานนวัตกรรมที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและออกสู่สาธารณะ ผศ.ดร.รันดาเผยความรู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะนักวิจัยและอาจารย์ ไม่ใช่ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ แต่คือความภูมิใจที่ได้ให้ความรู้แก่คนอื่นในการนำไปทำได้จริง เกิดมูลค่าจริง และมีการต่อยอดต่อไปได้
Bio Responsive Block อาจเพิ่งเริ่มต้น แต่เรื่องราวที่บอกเล่านั้นลึกกว่าผนังก้อนหนึ่ง เป็นเรื่องของชุมชนที่มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เคยถูกทิ้ง รวมถึงนักวิจัยที่ไม่ยอมให้ความรู้อยู่นิ่งบนกระดาษ แต่เป็นการสร้างคุณค่าให้วัสดุจากธรรมชาติที่รอวันถูกมองเห็นมานานแล้ว
ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานนวัตกรรมที่น่าสนใจนี้ได้ที่ อีเมล [email protected]
Living Legend จุฬาฯ จับมือผู้เช่า สร้างตำนานบทใหม่ ให้ย่านโตไปอย่างยั่งยืน
กลับมาแล้ว! "Green Mission by Chula x GULF ปี 3" ชวนน้อง ม.ปลาย "คิดเพื่อบ้านเรา" ปั้นนวัตกรรมสู้โลกร้อน ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 1 แสนบาท
จุฬาฯ เปิดตัว "วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ" (CUii) เพื่อการศึกษาแห่งอนาคต สร้างคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงศาสตร์ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก
NIA ผนึกกำลัง จุฬาฯ ร่วมพลิกโฉมอุตสาหกรรมเวลเนสไทยสู่ Precision Hospitality
เอ็ม บี เค ผนึกกำลัง นิสิตนวัตกรรมบูรณาการ จุฬาฯ โชว์เคส MBK Care Zero Waste Innovation Challenge From Trash To Value
กรมทรัพย์สินทางปัญญา หารือ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เสริมศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับการสื่อสารสินค้า GI ไทย
จุฬาฯ จับมือ SCBX ลงนาม MOU ด้านควอนตัม ปักหมุดไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมแห่งภูมิภาค
จุฬาฯ ร่วมกับ IRD เปิดตัวหนังสือวิกฤตสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ความร่วมมือผู้เขียน 6 ประเทศ เสนอทางรอดจากวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ