"บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT)" ประกาศทิศทางธุรกิจระยะ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้โครงการ "JUMP+" ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยวางโรดแมปสู่การเป็น "AI & Digital AMC Transformation" เต็มรูปแบบ ผ่านการนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลเข้ามายกระดับการบริหารพอร์ตหนี้แบบ End-to-End เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ (Collection Efficiency) ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพองค์กรและสร้างการเติบโตในระยะยาว พร้อมประกาศแผนธุรกิจสู่ปี 2571 ตั้งเป้าผลักดันกำไรสุทธิเติบโตสู่ระดับ 1,800 ล้านบาท จากระดับ 1,030 ล้านบาทในปี 2568 ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างมีคุณภาพ ยกระดับและเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Transformation) สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง (Data-driven Organization) โดยวางโครงสร้างการเติบโตบน 3 แกนหลัก คือ "Growth, Profitability & Efficiency และ Stability" พร้อมเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญ
กลยุทธ์หลักของ JMT คือ การนำ AI เข้ามายกระดับการดำเนินงานธุรกิจบริหารหนี้ตลอดทั้ง Value Chain ตั้งแต่การวิเคราะห์และคัดเลือกพอร์ตหนี้ การจัดกลุ่มลูกหนี้ ไปจนถึงการติดตามและบริหารทรัพย์สิน (NPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและลดต้นทุน โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มอัตรากำไรธุรกิจ AMC (Asset Management Company) จาก 68.4% เป็นมากกว่า 69.5% และลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (ก่อนตั้งสำรอง ECL) จาก 16.2% เหลือต่ำกว่า 15.5% ภายในปี 2571 ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงิน โดยกำหนดวงเงินซื้อพอร์ตหนี้เฉลี่ยไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี และรักษาอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ให้อยู่ต่ำกว่า 1 เท่า จากปัจจุบันที่ระดับ 0.36 เท่า เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงินในระยะยาว
"ในภาพรวมอุตสาหกรรม ปริมาณหนี้ด้อยคุณภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสในการเข้าถึงพอร์ตที่มีศักยภาพ JMT จึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์อย่างมีวินัย ควบคู่กับการใช้ข้อมูล และเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว" นายสุทธิรักษ์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลและ ESG อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาระบบต่อต้านการทุจริต การกำกับดูแลการใช้ AI และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ทั้งนี้ JMT ดำเนินธุรกิจหลัก 4 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจติดตามเร่งรัดหนี้ ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจนายหน้าประกันภัย โดยให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การติดตามและจัดเก็บหนี้ ไปจนถึงกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อรองรับความต้องการของสถาบันการเงินและองค์กรธุรกิจอย่างครบวงจร
คำชี้แจงเกี่ยวกับข่าวการจำหน่ายเงินลงทุนใน บล. พาย ของผู้ถือหุ้นใหญ่ (CGH) ให้กับ วีบูลล์ โฮลดิ้งส์ (สิงคโปร์)
หุ้น BCP ได้รับคัดเลือกเข้าดัชนี SET50 รอบครึ่งปีหลัง 2569 สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
ไทยเตรียมความพร้อม "เจ้าหน้าที่ด้านพิธีการต้อนรับ" ขั้นสูงสุด ต้อนรับผู้แทน 191 ประเทศ ร่วมประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings
เสียงระฆังสีรุ้งดังกังวานทั่วเอเชีย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบทใหม่แห่งความเสมอภาคและการบูรณาการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTIQ+
ก.ล.ต. ธปท. และ คปภ. ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือเดินหน้าโครงการ "Money Story for Influencer"
บล.พาย (Pi) คว้าทริปเปิลแชมป์ SET - TFEX Broker Champion ในงาน SET in the City 2026
KGI ร่วมงาน SET in the City 2026 พร้อมให้ความรู้ "Adaptive Portfolio" แนะกลยุทธ์ลงทุนรับความผันผวน
Liberator จับมือ SET จัดโครงการ "มนุษย์เงินดี" เสริมทักษะการเงินพนักงาน SUSCO สร้างวินัยลงทุน ต่อยอดสู่ Passive Income ผ่านหุ้นปันผล
กรุงไทย จับมือ ตลท. ยกระดับกรุงไทยรัก Smart University ปลูกฝังวินัยการเงินนักศึกษา กยศ.