ในช่วงวันแรงงาน ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมักวนอยู่กับคำถามเรื่องการสร้างงานและค่าจ้างที่เป็นธรรม แต่ในบริบทของปีนี้ คำถามเหล่านั้นอาจยังไม่ครอบคลุม เมื่อ AI (Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
อ้างอิงจากผลการศึกษาล่าสุดของ PwC[1] พบว่าคนทำงานชาวไทยกว่า 72% มีการนำ AI มาใช้ในการทำงานช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 54% อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังไม่มีการปรับรูปแบบการทำงานให้รองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยข้อมูลจาก Boston Consulting Group[2] ระบุว่า มีเพียง 57% ของคนทำงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เห็นว่าองค์กรของตนกำลังปรับการทำงานให้สอดรับกับการนำ AI มาใช้ นั่นหมายความว่าองค์กรอีกเกือบครึ่งหนึ่งยังตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ในขณะที่คนทำงานได้เริ่มปรับวิธีการทำงานไปเรียบร้อยแล้ว
ธุรกิจไทยกำลังเจออะไร เมื่อทักษะคนทำงานตาม AI ไม่ทัน
ในประเทศไทย การใช้ AI ในการทำงานกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าการพัฒนาทักษะของบุคลากร โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (SMEs) ที่มักบริหารงานด้วยทีมขนาดเล็กและเน้นการเรียนรู้จากการทำงานจริงเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันพนักงานจำนวนมากสามารถหยิบเครื่องมือ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานได้ทันที แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ (Formal Upskilling) กลับยังก้าวตามไม่ทัน ส่งผลให้การใช้ AI เน้นไปที่การช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นการวางรากฐานที่ยั่งยืนและขยายผลได้ในระดับองค์กร
หากองค์กรยังไม่มีกรอบการใช้งาน AI ที่ชัดเจน ก็อาจส่งผลต่อภาพรวมของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำงานหรือการตัดสินใจของคนในองค์กรโดยตรง และเมื่อการใช้งาน AI ยังไม่มีแนวทางร่วมกันในแต่ละทีม อาจทำให้การตัดสินใจมีความแตกต่างกัน เกิดงานที่ซ้ำซ้อน และบทบาทความรับผิดชอบไม่ชัดเจน นอกจากนี้ หากองค์กรไม่มีกฎการกำกับดูแลการใช้ AI ก็สามารถนำไปสู่ความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกเปิดเผยหรือถูกนำไปใช้งานในทางที่ไม่เหมาะสม รวมถึงอาจพึ่งพาผลลัพธ์จาก AI มากเกินไปโดยขาดการตรวจสอบ ซึ่งในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นในความปลอดภัยด้านข้อมูล กระบวนการทำงาน และการตัดสินใจขององค์กร จนเปลี่ยนจากโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพในผลงาน กลายเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานแทน
ยกระดับความพร้อมด้าน AI ผ่านโครงสร้างองค์กรที่แข็งแรง
ที่ เฟดเอ็กซ์ เราให้ความสำคัญกับการวางรากฐานด้านการใช้ AI อย่างเป็นระบบ โดยมองว่าเป็นแผนการลงทุนระยะยาวที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน AI ระดับโลก[3] (Global AI Education and Literacy) ให้แก่พนักงานกว่า 500,000 คนทั่วโลก รวมถึงทีมงานในประเทศไทย โดยเราจัดหลักสูตรอบรมตามสายงาน (Role-based training) เพื่อเสริมสร้างทักษะและความเชี่ยวชาญด้านการใช้งาน AI ให้สอดคล้องกับบทบาทของพนักงานในแต่ละภาคส่วน และสนับสนุนการนำ AI ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร
โดยกลยุทธ์ของ เฟดเอ็กซ์ คือการสร้างความเข้าใจในการใช้ AI ร่วมกันทั่วทั้งองค์กร ก่อนต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะเฉพาะด้านตามตำแหน่งงาน พนักงานทุกคนจะได้รับการปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในการทำงาน เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในแต่ละหน้าที่ ในขณะที่กลุ่มผู้บริหารและหัวหน้าทีมจะมุ่งเน้นไปที่การผสาน AI เข้ากับกระบวนการทำงานและการตัดสินใจ ซึ่งองค์กรมุ่งเดินหน้าปรับให้ข้อมูล ระบบ และกระบวนการทำงานต่าง ๆ มีความสอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้การใช้ AI เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสมทั่วทั้งองค์กร
ขณะเดียวกัน เรากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งาน AI ในระยะต่อไป ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ หรือที่เรียกว่า Agentic AI ซึ่งเรากำลังศึกษาแนวทางการนำระบบดังกล่าวมาปรับใช้ เพื่อช่วยให้พนักงานในแต่ละตำแหน่งหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และและสอดคล้องกับรูปแบบการทำงานขององค์กรในอนาคต
สำหรับในประเทศไทย เฟดเอ็กซ์ ได้นำ AI มาปรับใช้กับกระบวนการปฏิบัติงานประจำวันของเรา ตั้งแต่การวางแผนการจัดส่ง การจัดการเหตุขัดข้องในการขนส่ง ไปจนถึงการบริการลูกค้าและการจัดการเอกสารต่าง ๆ ซึ่งหัวใจสำคัญของการใช้ AI ไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง 'ความมั่นใจ' ให้กับพนักงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ AI ในการเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือในการบริการ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา
ในวันที่คนทำงานเริ่มปรับตัว ผู้นำองค์กรพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง?
แม้ เฟดเอ็กซ์ จะดำเนินธุรกิจในระดับโลก แต่หลักการนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับธุรกิจทุกขนาด สำหรับธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME การเตรียมความพร้อมด้าน AI ไม่ได้เริ่มต้นด้วยระบบที่ซับซ้อนเสมอไป แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่าปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้งานจริงอย่างไรในองค์กร และการสร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานสามารถแบ่งปัน เรียนรู้ และประยุกต์ใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพร่วมกัน
เนื่องในวันแรงงานปีนี้ ในวันที่ AI ได้เข้ามามีบทบาทต่อโลกการทำงานอย่างชัดเจน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานหรือไม่ แต่คือองค์กรสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วได้มากน้อยเพียงใดเพราะในความเป็นจริง คนทำงานได้เริ่มนำ AI มาใช้ในชีวิตการทำงานประจำวันแล้ว คำท้าทายจึงอยู่ที่ว่า องค์กรได้เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านทิศทาง กระบวนการ และการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้การใช้ AI เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งต่อบุคลากรและผลลัพธ์ทางธุรกิจแล้วหรือยัง
[1] https://www.pwc.com/th/en/press-room/press-release/2025/press-release-16-12-25-en.html
[2] https://www.bcg.com/publications/2025/ai-at-work-is-asia-pacific-leading-the-way
[3] https://hrexecutive.com/fedex-taps-accenture-for-ai-training-across-500000-employee-workforce/
ผลการศึกษาล่าสุดจากเต็ดตรา แพ้ค ชี้ชัดถึงการยกระดับไลน์การผลิตนม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 49%
ผลสำรวจใหม่จาก Milieu Insight พบ พนักงานในอาเซียนกังวล "พึ่งพา AI มากเกินไป" มากกว่า "ถูก AI แย่งงาน"
วิสกัส(R) ฉลองความรักเหล่าทาสแมวไทย เปิดตัวประติมากรรม 'Lucky Cat' สูง 10 เมตรใจกลางกรุง ตอกย้ำความสำคัญของโภชนาการแมวที่ครบถ้วนและสมดุล
ผลสำรวจชี้คนไทยให้ความสำคัญดีไซน์ และความปลอดภัยรถยนต์เป็นอันดับแรก ส่วนรถไฟฟ้าเรื่องแบตเตอรี่ และการชาร์จยังเป็นปัญหา
สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) เปิดรายงานวิจัย "Dopamine Economy" เผยดัชนีความสุขคนไทยดิ่งต่ำสุดในรอบ 3 ปี ชี้เทรนด์ "พลังใจ" กลายเป็นหน่วยมูลค่าใหม่ของตลาด
Milieu Insight เผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้หญิง 3,000 คน
งานวิจัยชี้ผู้สูงอายุไทยเสี่ยง "ช่องปากเปราะบาง" ร้อยละ 63.5
BDE เปิดตัวกรอบแนวทางนวัตกรรม AI แห่งอาเซียน (AITIF) ปั้น 3 เครื่องมือหลัก หนุนองค์กรไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI มุ่งเป้าใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน