ผู้ผลิตนมสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพได้ทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องจักรทั้งระบบ ด้วยโซลูชันและอุปกรณ์ในกระบวนการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบันของเต็ดตรา แพ้ค
ผลการศึกษาล่าสุดจากเต็ดตรา แพ้ค เผยให้เห็นว่า การปรับปรุงอุปกรณ์แปรรูปผลิตภัณฑ์นมที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัย สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 40-49% ขึ้นอยู่กับประเภทของไลน์การผลิต นอกจากนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับดังกล่าวยังไม่จำเป็นต้องทำการยกเครื่องไลน์การผลิตใหม่ทั้งหมด โดยสามารถใช้เพียงโซลูชันที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันได้ ผลการศึกษายังเผยให้เห็นว่าการยกระดับไลน์การผลิตที่มีอยู่มีส่วนช่วยลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
รายงาน Dairy Processing Impact Assessment ฉบับนี้ ผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระอย่าง Carbon Trust โดยใช้ระเบียบวิธีที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานระดับสากลด้าน Avoided Emissions หรือการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ภายในรายงานยังได้ระบุผลประโยชน์เชิงปริมาณจากการยกระดับไลน์การผลิตนมที่มีอยู่เดิม โดยใช้ไลน์การผลิตที่ใช้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในปี 2562 เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบกับแบบจำลองผลลัพธ์ของไลน์การผลิตที่ได้รับการยกระดับที่นำไปใช้ทั่วโลกในปี 2568
อุตสาหกรรมนมเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบอาหารโลก ทั้งในด้านการผลิตอาหารและเครื่องดื่มและการสร้างอาชีพให้แก่ผู้คนจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมนี้ยังเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำและพลังงานจำนวนมากและมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 2.7% ของทั้งโลกในปี 2566 อย่างไรก็ตาม บริบทดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพไลน์การผลิตที่มีอยู่ด้วยโซลูชันที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนาการดำเนินงานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องรอเทคโนโลยีใหม่หรือเปลี่ยนไลน์เครื่องจักรในการผลิตทั้งระบบ การปรับปรุงเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางที่ใช้ได้ผลจริง และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตนมให้มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า และมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การปรับปรุงอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้ทันสมัยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมได้เป็นอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 47% ลดการใช้น้ำได้ 45% และลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ได้ 57% ซึ่งหากมีการนำการปรับปรุงเหล่านี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมนมทั่วโลก อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนรวมได้สูงถึง 12.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนได้ถึงสามล้านคัน นอกจากนี้ การนำโซลูชันด้านการประหยัดน้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ อาทิ ระบบกรองขั้นสูง (Advanced Filtration) และระบบทำความสะอาดอัตโนมัติภายในไลน์การผลิต (Cleaning in Place หรือ CIP) อาจช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในไลน์การผลิตนมทั่วโลกได้มากถึง 455 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมนมถือเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 ไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมอันดับหนึ่งของอาเซียน ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 19,600 ล้านบาท โดยมีผลิตภัณฑ์นมยูเอชที นมพร้อมดื่ม และโยเกิร์ต เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญโดยตรงต่อผู้ผลิตนมในประเทศ
โรดริโก โกดอย รองประธานฝ่ายบริหารกลุ่มกระบวนการผลิตของเต็ดตรา แพ้ค กล่าวว่า "สำหรับผู้ผลิตนมจำนวนมาก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนนับเป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญในทุก ๆ วัน ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิมอย่างตรงจุดสามารถลดการใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพและลดต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership - TCO) โดยไม่ส่งผลกระทบกับกระบวนการผลิต"
"นอกจากนี้ กรอบนโยบายที่เอื้อต่อการสนับสนุน ควบคู่กับการเข้าถึงมาตรการจูงใจทางการเงินที่ตรงเป้าหมาย จะทำให้การยกระดับไลน์การผลิตสามารถขยายผลในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการลงทุนเริ่มต้นและเร่งขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมนมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว"
ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า การปรับปรุงไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิมมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงในระบบอาหารที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งนี้ ผู้ผลิตนมสามารถลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยการยกระดับไลน์ผลิตที่มีอยู่เดิมผ่านโซลูชันของเต็ดตรา แพ้คที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้
- ปั๊มความร้อนพลังงานไฟฟ้า ที่ช่วยลดหรือทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในหม้อไอน้ำและเครื่องทำความเย็น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยคาร์บอนจากการทำความร้อน
- การบูรณาการกระบวนการผลิตประสิทธิภาพสูง ด้วยเทคโนโลยี OneStep ที่ออกแบบมาเพื่อการผลิตนมยูเอชทีและโยเกิร์ตโดยเฉพาะ โดยรวมขั้นตอนการผลิตหลากหลายขั้นตอนเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟฟ้าและไอน้ำได้มากยิ่งขึ้น
- โซลูชันการกรองและนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ทั้งการกรองผ่านเยื่อเมมเบรน ระบบทำความสะอาดอัตโนมัติภายในไลน์การผลิต และสถานีกรองน้ำ ที่จะนำผลิตภัณฑ์และน้ำที่สูญเสียไประหว่างกระบวนการผลิตและทำความสะอาดกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง
สุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ในปัจจุบันที่อุตสาหกรรมนมของไทยยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นในภูมิภาค ผลการศึกษานี้ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนในการยกระดับไลน์การผลิตได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยทีมงานของเราพร้อมช่วยเหลือทั้งในด้านการสำรวจไลน์การผลิตที่มีอยู่ของลูกค้า และเสนอแนวทางการขยายกำลังการผลิตหรือปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม"
เวโรนิกา เทียเม่ รองผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรปของ Carbon Trust กล่าวว่า "ระบบอาหารของเรามีศักยภาพในการลดคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ การประเมิน Avoided Emissions จะช่วยให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าโซลูชันแต่ละชนิดสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากน้อยเพียงใด และเมื่อมีการวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะทำเกิดฐานข้อมูลที่จำเป็นต่อการขยายผลโซลูชันเหล่านี้ในวงกว้าง"
CCP คว้ามาตรฐาน CFP-CFO จาก TGO มุ่งสร้างนวัตกรรม Green Product
เทเวศประกันภัย รับมอบเครื่องหมายรับรอง Carbon Footprint for Organization ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ALPHAX มอง "ลาว" ฐานยุทธศาสตร์พลังงานสะอาดของภูมิภาค ด้าน ทริสฯ ปรับ Outlook สปป.ลาว เป็น Stable หนุนความเชื่อมั่นการลงทุน
TATG รับประกาศนียบัตรฉลากคาร์บอน CFO ยกระดับธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ความยั่งยืน
กลุ่มบริษัทบางจากและการบินไทยร่วมสรรค์สร้างน่านฟ้ายั่งยืน ให้บริการ HEFA-SPK SAF ที่ผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกแก่เที่ยวบินการบินไทย
MSC ตอกย้ำผู้นำองค์กรไอทีสีเขียว คว้าการรับรอง Carbon Footprint for Organization (CFO) ต่อเนื่อง ปีที่ 2
ไทยลดจริง 3.8 ล้านตัน CO2 จาก "ปูนลดโลกร้อน" เร็วกว่าเป้า NDC สู่โมเดลความร่วมมือขับเคลื่อน Net Zero
ไทยเบฟสานต่อความร่วมมือกับกรุงศรี เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์การเงินเพื่อความยั่งยืน ผ่านสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน ในวงเงิน 6,500 ล้านบาท