"มะเร็งปอด" ไม่ใช่โรคของผู้สูบบุหรี่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่พบในคนอายุน้อยลง รวมถึงผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ปัจจุบันพบผู้ป่วยตั้งแต่อายุเพียง 35 ปี ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งปอดกว่า 70% มักตรวจพบโรคเมื่อเข้าสู่ระยะลุกลาม ส่งผลให้โอกาสรักษาหายขาดลดลง แพทย์จึงเตือนประชาชนอย่ารอให้มีอาการ เพราะ "ไม่มีอาการ" ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค พร้อมแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT (LDCT) เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาหายขาด
นพ.ชนทัต ไตรทอง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคระบบหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมะเร็งปอดไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูบบุหรี่หรือผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่พบในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ขณะเดียวกัน อายุของผู้ป่วยก็ลดลง จากเดิมที่มักพบในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี วันนี้เริ่มพบในวัยทำงานตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จึงเป็นโรคที่ทุกคนควรตระหนัก ไม่ใช่เฉพาะผู้สูบบุหรี่
"มะเร็งปอด" แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) ซึ่งพบประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยทั้งหมด มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า พบได้ทั้งในผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด ส่วน มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer: SCLC) พบประมาณร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วย มีความรุนแรงและลุกลามรวดเร็ว มักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ และส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคแพร่กระจายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นหลัก
ในปัจจุบัน "มะเร็งปอด" เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ทั้งในเพศชายและเพศหญิง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 70 มักมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามหรือแพร่กระจายแล้ว ทำให้โอกาสรักษาหายขาดลดลงอย่างมาก ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 การรักษาด้วยการผ่าตัดยังมีโอกาสหายขาดได้สูง นี่คือช่วงเวลาทอง (Golden Period) ที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป
นพ.ชนทัต ให้ข้อมูลต่อว่า แม้ว่าการสูบบุหรี่จะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรค แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ประชาชนอาจมองข้าม ได้แก่ การได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นเวลานาน การสัมผัสฝุ่น PM2.5 ก๊าซเรดอน สารหนู แอสเบสตอส (Asbestos) สารกัมมันตรังสี รวมถึงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ หรือน้อง เป็นมะเร็งปอด รวมถึงผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเรื้อรัง ปอดอักเสบซ้ำบริเวณเดิม หรือโรคถุงลมโป่งพอง ล้วนมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ขณะที่ประชากรเอเชียยังพบการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ได้ประมาณร้อยละ 30-50 โดยเฉพาะในผู้หญิง แม้ไม่เคยสูบบุหรี่ก็ตาม
ความน่ากลัวของ "มะเร็งปอด" คือ ระยะเริ่มต้นแทบไม่มีอาการ เพราะเนื้อปอดไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก ก้อนมะเร็งจึงสามารถเจริญเติบโตได้โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว เมื่อเริ่มมีอาการมักหมายความว่าโรคเริ่มลุกลามแล้ว อาการที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม มีเสียงวี้ด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า รวมถึงเสียงแหบ ปวดหลัง ปวดกระดูก หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรเข้าใจว่า "ไม่มีอาการ" ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค เพราะผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบมะเร็งในขณะที่ยังรู้สึกแข็งแรงดี
ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT (LDCT) จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถตรวจพบก้อนหรือจุดผิดปกติขนาดเล็กเพียง 1-2 มิลลิเมตรได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ให้ภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง ใช้เวลาตรวจประมาณ 10-15 นาที ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนตรวจ ทั้งนี้ สตรีมีครรภ์ไม่ควรเข้ารับการตรวจเนื่องจากมีการใช้รังสี
นพ.ชนทัต ให้ข้อมูลปิดท้ายว่า กลุ่มที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองแม้ไม่มีอาการ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีประวัติสูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง มีการสัมผัสฝุ่น PM2.5 หรือสารเคมีก่อมะเร็ง รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการตรวจคัดกรอง เนื่องจากแนวโน้มการพบผู้ป่วยอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว ปัจจุบันแพทย์จะตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนและไบโอมาร์กเกอร์ เช่น ยีน EGFR เพื่อวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล หากพบความผิดปกติที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
"สิ่งที่อยากฝากถึงประชาชน คือ วันนี้ถึงเวลาปรับความเข้าใจใหม่ว่า 'ไม่สูบบุหรี่' ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นมะเร็งปอด และ 'ไม่มีอาการ' ไม่ได้หมายความว่าปอดยังแข็งแรง มะเร็งปอดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนั้น การรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงและการเข้าถึงการตรวจคัดกรองด้วย Low-Dose CT ในกลุ่มเสี่ยง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดของคนไทยในอนาคต"
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดได้ที่ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ หรือต้องการนัดหมายแพทย์ โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital
สธ. จับมือทุกภาคส่วน เดินหน้าเวทีนโยบายสุขภาพปอด เร่งรับมือมะเร็งปอด-โรคปอดเรื้อรัง ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงการรักษา
ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม (QSCBC) หนึ่งเดียวในเอเชีย ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยระดับโลก OPTIMA Trial ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย รับเคมีบำบัดเท่าที่จำเป็น
เคทีซี-โรงพยาบาลวันเวลา ชี้ "ผู้ดูแล" คือโจทย์ใหญ่ของสังคมสูงวัยไทย เมื่อคุณภาพชีวิตสำคัญไม่แพ้การรักษา
มะเร็งปากมดลูก โรคที่ป้องกันได้ แต่ยังพรากชีวิตผู้หญิงไทยอยู่ทุกวัน
"การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์" อีกหนึ่งความหวังของผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด
HANN ผู้นำโรงพยาบาลลุ่มน้ำโขง รุกธุรกิจ ลงทุนสร้างอาคารใหม่ ที่ยโสธร ขยายห้องผ่าตัด รองรับ ผู้ป่วยมะเร็ง นิ่วและ ระบบทางเดินอาหาร
Happy Chemo Club by Nutrepreme ร่วมกับ Art for Cancer by Ireal จัดกิจกรรม "The Gentle Gut Balance Experience"
จุฬาฯ - สภากาชาดไทย แถลงก้าวสำคัญยาชีววัตถุรักษามะเร็ง พร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล เตรียมทดสอบในอาสาสมัคร