บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินลดลง ระวัง "โรคมีเนีย" แพทย์เตือน อาการเกิดซ้ำอย่ารอให้หายเอง อาจกระทบ "การได้ยิน" ในระยะยาว - newswit

บ้านหมุนอาจหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าความผิดปกติในหูชั้นในจะจบลง โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำร่วมกับ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ "โรคมีเนีย" (Meniere's Disease) ความผิดปกติของหูชั้นในที่ส่งผลทั้งต่อระบบการทรงตัวและการได้ยิน และในผู้ป่วยบางราย การดำเนินของโรคอาจทำให้การได้ยินค่อย ๆ เสื่อมลงจนเกิดการสูญเสียการได้ยินถาวรได้

บ้านหมุน หูอื้อ ได้ยินลดลง ระวัง "โรคมีเนีย" แพทย์เตือน อาการเกิดซ้ำอย่ารอให้หายเอง อาจกระทบ "การได้ยิน" ในระยะยาว

นพ.พงศธร โตวิวัฒน์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคมีเนียสัมพันธ์กับภาวะของเหลวในหูชั้นในผิดปกติ หรือ Endolymphatic Hydrops ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงดันภายในหูชั้นใน และรบกวนการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการรับเสียงและการทรงตัว ผู้ป่วยจึงอาจมีทั้งอาการบ้านหมุนและความผิดปกติของการได้ยินร่วมกัน โดยอาการมักเกิดเป็นช่วง ๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

จุดที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องการได้ยิน เพราะเมื่ออาการบ้านหมุนหาย ผู้ป่วยอาจคิดว่าหายแล้ว ทั้งที่ความผิดปกติของหูชั้นในอาจยังส่งผลต่อการได้ยินอยู่ หากมีหูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือรู้สึกว่าได้ยินลดลงร่วมกับบ้านหมุน โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุและการได้ยินตั้งแต่ระยะแรก"

ลักษณะสำคัญของโรคมีเนียคือ อาการมักเกิด เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นรอบ (Episodes) ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากรู้สึกแน่นหรือเต็มในหู มีเสียงหึ่งหรือเสียงรบกวนในหู ร่วมกับหูอื้อหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลง ก่อนเกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน บางรายอาจรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวหมุนอย่างรุนแรงจนยืนหรือเดินลำบาก และอาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย โดยอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งโดยทั่วไปอาจนานประมาณ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคมีเนียอย่างแน่ชัด แต่มีหลายสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การควบคุมของเหลวภายในหูชั้นใน การติดเชื้อบางชนิด รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรมในผู้ป่วยบางกลุ่ม โรคสามารถเกิดได้ในหลายช่วงอายุ แต่มักพบในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน และเกิดได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

นพ.พงศธร ให้ข้อมูลต่อว่า "บ้านหมุน" เป็นอาการ ไม่ใช่ชื่อโรค และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการบ้านหมุนทุกคนจะเป็นโรคมีเนีย เพราะยังมีโรคและความผิดปกติอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกัน หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยและมักถูกสับสนคือ โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) ซึ่งมักเกิดอาการบ้านหมุนเมื่อเปลี่ยนท่าศีรษะ เช่น พลิกตัวบนเตียง ลุกจากที่นอน ก้ม หรือเงยหน้า อาการมักเกิดช่วงสั้น ๆ และโดยทั่วไปไม่มีการสูญเสียการได้ยินร่วมด้วย

ขณะที่โรคมีเนีย อาการบ้านหมุนมักเกิดขึ้นเองเป็นช่วง ๆ และมีอาการทางหูร่วมด้วย เช่น หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง ดังนั้น สิ่งที่ควรสังเกตเบื้องต้นคือ "หมุนตอนไหน-หมุนนานแค่ไหน-มีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่" เพราะข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการประเมินหาสาเหตุ แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนควรทำโดยแพทย์ ไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเองจากอาการเพียงอย่างเดียว

การวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะ ระยะเวลาและความถี่ของอาการ รวมถึงอาการหูอื้อ เสียงรบกวนในหู ความรู้สึกแน่นหู และการเปลี่ยนแปลงของการได้ยิน ร่วมกับการตรวจร่างกายและประเมินระบบการทรงตัว โดยหนึ่งในการตรวจสำคัญคือ การตรวจวัดระดับการได้ยิน (Audiometry) เพื่อประเมินว่ามีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับเสียงหรือไม่ และมีรูปแบบที่สอดคล้องกับโรคมีเนียหรือไม่ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจระบบการทรงตัวหรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคหรือภาวะอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน

นพ.พงศธร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับการรักษา เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอาการบ้านหมุน ลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ ดูแลการได้ยิน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ในช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน ส่วนการรักษาระยะยาวจะพิจารณาตามอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย หากการรักษาเบื้องต้นยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการให้ยาผ่านหูชั้นกลางหรือแนวทางการรักษาอื่นตามความเหมาะสม ขณะที่หัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย โดยต้องพิจารณาประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบต่อการได้ยินเป็นสำคัญ

นอกจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล โดยอาจพิจารณา ลดอาหารเค็มและควบคุมปริมาณโซเดียม ลดอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จัดการความเครียด และสังเกตปัจจัยที่อาจสัมพันธ์กับการกำเริบของอาการในแต่ละคน

สำหรับผู้ที่มีอาการ หูอื้อ เสียงรบกวนในหู แน่นหู หรือการได้ยินลดลง สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือ https://praram9.com/th/medical-center/ear-nose-throat-center-th หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร. 1270

ข่าว โรงพยาบาลพระราม ล่าสุด