แซดทีอี เผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี 2564

จันทร์ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๕ ๐๘:๐๐
เติมเต็มความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสร้างความฉลาดทางดิจิทัลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
แซดทีอี เผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี 2564

แซดทีอี คอร์ปอเรชัน (ZTE Corporation) (0763.HK / 000063.SZ) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันโทรคมนาคมและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมือถือสำหรับองค์กรและผู้บริโภค ได้เผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี 2564 ทั่วโลก

รายงานแสดงให้เห็นว่า หลังจากที่แซดทีอีได้วางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในฐานะ "ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล" บริษัทก็ได้เติมเต็มความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแข็งขันตลอดปี 2564 ด้วยการเดินหน้าพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านต่าง ๆ เช่น การกำกับดูแลการปฏิบัติงาน การจัดการการปฏิบัติตามข้อกำหนด การพัฒนาบุคลากรมากความสามารถ การส่งเสริมนวัตกรรม การเปิดกว้างและความโปร่งใส การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนชุมชน เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคมโดยรวม

แซดทีอีเผยแพร่รายงานความยั่งยืนเป็นประจำทุกปีติดต่อกัน 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2552

พัฒนานวัตกรรมอิสระและความฉลาดทางดิจิทัลเชิงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเติมเต็มความรับผิดชอบต่อสังคม

ความไม่แน่นอนอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ที่ซับซ้อนทั่วโลก, การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ, ประชากรสูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศในปี 2564 ได้ก่อให้เกิดความท้าทายมากขึ้นต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลและระบบอัจฉริยะโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่กำลังมีบทบาทสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการส่งเสริมการพัฒนาการทำงานทางไกล การทำงานร่วมกันทางออนไลน์ การเรียนรู้ทางไกล การแพทย์ทางไกล โรงงานอัจฉริยะ การทำเหมืองแบบไร้คนขับ และท่าเรืออัจฉริยะ

คุณสวี่ จื่อหยาง ประธานบริษัท แซดทีอี คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า "การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลและระบบอัจฉริยะทำให้สังคมของเรามี "ภูมิคุ้มกัน" ต่อความไม่แน่นอน ซึ่งช่วยรับประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน ในฐานะผู้เล่นหลักและผู้สนับสนุนซึ่งอุทิศตนให้กับอุตสาหกรรมไอซีทีมานานถึง 37 ปี แซดทีอียังคงสร้างสรรค์นวัตกรรมและความก้าวหน้ามากมาย และเต็มใจที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเดินหน้าขยายขีดความสามารถและธุรกิจในแง่ของเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ อันนำมาซึ่งความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดในการใช้งานระบบดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ"

รายงานระบุว่า เพื่อให้เป็นไปตามการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในฐานะ "ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล" แซดทีอีจึงใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนา และยึดมั่นในการสร้างเสริมสมรรถนะหลักขององค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยบริษัทได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาระดับโลกที่ล้ำสมัยหลายแห่ง นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แซดทีอีได้เดินหน้าลงทุนในภาคส่วนหลัก ๆ เช่น เทคโนโลยีไร้สาย 5G, เครือข่ายหลัก, เครือข่ายการขนส่ง, เครือข่ายการเข้าถึง และชิปเซ็ต โดยเม็ดเงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของรายได้ของบริษัทมานานหลายปีแล้ว

นับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แซดทีอีได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรทั่วโลกมากกว่า 84,000 ฉบับ และได้รับการอนุมัติแล้วกว่า 42,000 ฉบับ โดยในจำนวนนี้มีการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรชิปเซ็ตและได้รับสิทธิบัตรชิปเซ็ตจำนวน 4,572 ฉบับ และ 1,990 ฉบับตามลำดับ นอกจากนี้ รายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 โดยไอพีลิติกส์ (IPLytics) บริษัทข้อมูลสิทธิบัตรชั้นนำ ระบุว่า แซดทีอีอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลกในการประกาศจำนวนสิทธิบัตรที่เป็นมาตรฐาน 5G (5G Standards-Essential Patents) ที่เปิดเผยต่อสถาบันมาตรฐานโทรคมนาคมแห่งยุโรป (ETSI)

ในยุคของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางธุรกิจ แซดทีอีมุ่งมั่นที่จะบรรลุการเติบโตคุณภาพสูงร่วมกับอุตสาหกรรมการสื่อสาร อุตสาหกรรมแนวดิ่ง และสังคมโดยรวม ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดกว้าง และโปร่งใส โดยแซดทีอีได้มีส่วนร่วมในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและอัจฉริยะ ด้วยความมุ่งมั่นในการเร่งเปลี่ยนผ่านสังคมทั้งหมดไปสู่ระบบดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ

แซดทีอีมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งมากขึ้นในอุตสาหกรรมแนวดิ่ง และได้นำเสนอโซลูชันตามสถานการณ์ที่สร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมแนวดิ่งอย่างแท้จริง โดยบริษัทได้สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกกว่า 500 ราย เพื่อสำรวจสถานการณ์การใช้งาน 5G เกือบ 100 รูปแบบ ทั้งสำหรับโรงงานในประเทศไทย ท่าเรือในเบลเยียม ฟาร์มในออสเตรีย รวมถึงภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง พลังงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมแนวดิ่งอีกมากมายในประเทศจีน

ส่งเสริมการจัดการภายในและบรรลุการเติบโตคุณภาพสูง

ปี 2564 มีความสำคัญต่อระยะของการเติบโตภายใต้กลยุทธ์สามระยะของแซดทีอี โดยบริษัทยึดมั่นในความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและบรรลุการเติบโตคุณภาพสูง พร้อมวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการก้าวไปสู่ระยะของการขยายธุรกิจ และมุ่งสู่เป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำ 500 อันดับแรกของโลก

คุณเซี่ย จวิ้นซือ รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของแซดทีอี กล่าวว่า "ภายใต้สถานการณ์ทั้งหลาย แซดทีอียังคงดำเนินงานด้วยความมั่นคง เนื่องจากเรามุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพสูง เราพยายามอย่างต่อเนื่องในการบูรณาการสามเสาหลักของเราเข้าด้วยกัน ได้แก่ การปฏิบัติตามข้อกำหนด การควบคุมภายใน และการส่งเสริมผู้มีความสามารถ"

แซดทีอียึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อกำหนดและความสมบูรณ์ในการดำเนินงาน โดยได้รวมข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบไว้ในกระบวนการทางธุรกิจของบริษัท จึงสามารถสร้างระบบการจัดการการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ดีที่สุดและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติทางธุรกิจของบริษัท ด้วยวิธีนี้ บริษัทมุ่งมั่นที่จะบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก

สำหรับการควบคุมภายในและการกำกับดูแลกิจการนั้น แซดทีอีใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสร้างระบบที่ค่อนข้างสมบูรณ์สำหรับการจัดการความเสี่ยงและการควบคุมภายใน รวมทั้งปรับปรุงระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) อย่างสม่ำเสมอ และด้วยความพยายามเหล่านี้ บริษัทจึงสามารถยกระดับความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ปรับปรุงประสิทธิภาพการหมุนเวียน และลดความเสี่ยงของการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของการพัฒนาผู้มีความสามารถนั้น แซดทีอียังคงดึงดูดและจูงใจผู้มีความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น โครงการบลูซอร์ด (Blue Sword Program) ซึ่งบ่มเพาะผู้นำแห่งอนาคตของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2557 โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์คือผู้ฝึกงานกลุ่มแรกที่ได้รับบทบาทผู้นำในบริษัท สำหรับในปี 2564 แซดทีอีได้ยกระดับความพยายามในการสรรหาบุคลากรตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยเสนอตำแหน่งงานมากกว่า 6,000 ตำแหน่งในสาขาต่าง ๆ เช่น การวิจัยและพัฒนา การตลาด การสนับสนุนการปฏิบัติงาน และห่วงโซ่อุปทาน ให้แก่บัณฑิตที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมจากทั่วโลก

ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าด้วยความเปิดกว้างและโปร่งใส พร้อมสร้างระบบนิเวศความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

แซดทีอีมุ่งมั่นที่จะจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือให้แก่ลูกค้า และรับประกันความปลอดภัยของอุปกรณ์เครือข่ายการสื่อสาร เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

ในปี 2564 แซดทีอีได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพ ISO 9001, TL 9000, QC 080000, ESD, ISO 45001, ISO 14001 และ ISO 22301 ซึ่งครอบคลุมทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา ฐานการผลิตหลักของบริษัท และผลิตภัณฑ์หลัก 62 หมวดหมู่ และในปีเดียวกัน แซดทีอีสามารถลดระยะเวลาเฉลี่ยในการซ่อม (MTTR) ลง 29.5% เมื่อเทียบกับปี 2563 นอกจากนี้ บริษัทยังให้การสนับสนุนลูกค้าทางไกลและบริการอะไหล่ใน 65 ประเทศ โดยมีอัตราความพึงพอใจของลูกค้าสูงกว่า 99%

ในส่วนของความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายนั้น แซดทีอีได้ปรับปรุงข้อตกลงความรับผิดชอบต่อสังคมของซัพพลายเออร์ และหลักจรรยาบรรณด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของซัพพลายเออร์ เพื่อรับประกันการพัฒนาด้วยความรับผิดชอบและยั่งยืนของพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ แซดทีอีได้เผยแพร่รายงานแร่ธาตุแห่งความขัดแย้ง (Conflict Minerals Report) โดยอ้างอิงจากการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะและการประเมินซัพพลายเออร์ 255 ราย และในอนาคต การตรวจสอบสถานะและการประเมินแร่ธาตุแห่งความขัดแย้งจะครอบคลุมซัพพลายเออร์ทั้งหมดของบริษัท

นำการพัฒนาสีเขียวมาปฏิบัติจริง และนำแนวทางดิจิทัลมาใช้เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน

เนื่องจากเผชิญกับความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ แซดทีอีจึงปูเส้นทางสีเขียวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมแนวดิ่งเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แซดทีอีทำงานร่วมกับพันธมิตรและเดินหน้าสำรวจการใช้งาน 5G ที่เป็นนวัตกรรมใหม่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการดำเนินโครงการที่เป็นแบบอย่างมากกว่า 60 โครงการทั่วโลก โดยมีเป้าหมายในการปล่อยคาร์บอนสูงสุดก่อนปี 2573 ก่อนที่จะลดลงจนบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2603

ในปี 2564 แซดทีอีได้ดำเนินโครงการตามยุทธศาสตร์คาร์บอนคู่ (Dual Carbon) ในระดับองค์กร โดยได้จัดตั้งและเพิ่มขีดความสามารถของทีมยุทธศาสตร์คาร์บอนคู่ และสมาชิกในทีมมากกว่า 170 คนได้เข้าร่วมฝึกอบรมมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ISO 14064 และโครงการกำหนดเป้าหมายโดยอิงหลักวิทยาศาสตร์ (Science-Based Targets)

แซดทีอีได้รับการประเมินผลระดับ B จากดัชนีชี้วัดความยั่งยืนซีดีพี (CDP) โดยเป็นผลมาจากการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการมีส่วนร่วมกับซัพพลายเออร์ โดยข้อมูลที่เปิดเผยบนเว็บไซต์ของซีดีพีระบุว่า ซัพพลายเออร์ชั้นนำกว่า 40 รายในห่วงโซ่อุปทานของแซดทีอี มีการกำหนดยุทธศาสตร์การลดคาร์บอน

ในส่วนของการปฏิบัติงานในสำนักงานนั้น แซดทีอีได้ริเริ่มโครงการประหยัดพลังงาน 9 โครงการในประเทศจีน ซึ่งช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 21.56 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี นอกจากนี้ แซดทีอียังลดการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ลง 689.1 ตัน ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักลดลง

ณ ปี 2564 แซดทีอีได้จัดตั้งโรงงานรีไซเคิล 140 แห่งทั่วโลก และในประเทศจีนนั้น บริษัทได้ปรับปรุงศูนย์รีไซเคิลและแปรรูปขยะแบบรวมศูนย์ 4 แห่ง และสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับสถาบันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชั้นนำกว่า 10 แห่งในอุตสาหกรรม จนมีอัตราการรีไซเคิลโดยรวมสูงถึง 97% นอกจากนี้ แซดทีอีได้สร้างความร่วมมือเชิงลึกในระยะยาวกับสถาบันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกว่า 150 แห่งในต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจรีไซเคิลมีการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ จนมีอัตราการรีไซเคิลโดยรวมสูงถึง 98%

ขณะเดียวกัน พาวเวอร์มาสเตอร์ (PowerMaster) ซึ่งเป็นโซลูชันพลังงานแบบไฮบริดของแซดทีอี ยังได้รับรางวัลโซลูชันนวัตกรรมทางเทคโนโลยีด้านการปล่อยคาร์บอนสูงสุดและการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนและการพัฒนาคุณภาพสูง ประจำปี 2564 จากไชน่า เอเนอร์จี นิวส์ (China Energy News)

ยึดมั่นในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความดีในสังคม และมุ่งมั่นสนับสนุนชุมชนทั่วโลกอย่างแข็งขัน

ในขณะที่แซดทีอีเดินหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง บริษัทก็ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยให้ความสำคัญกับผู้รับและความต้องการที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้ แซดทีอีมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาการศึกษา การให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ การช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง การฟื้นฟูชนบท และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมกับสร้างความมั่นใจว่าโครงการสาธารณประโยชน์ทั้งหมดจะตอบสนองความต้องการของผู้รับอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุประโยชน์ทางสังคมตามที่มุ่งหวัง โดยแซดทีอีแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่องผ่านการบริจาคและการสนับสนุนทางเทคโนโลยี

ในปี 2564 มูลนิธิแซดทีอี (ZTE Foundation) ได้บริจาคเงิน 13.17 ล้านหยวน และจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ 220 กิจกรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนราว 12,000 คน นอกจากนั้นยังเปิดตัวระบบบริการอาสาสมัครใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า "แซดทีอี โวลันเทียร์" (ZTE Volunteer) และเปิดสาขาอาสาสมัคร 15 สาขาทั่วโลก จนมีจำนวนอาสาสมัครมากกว่า 5,600 คนในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 76% เมื่อเทียบรายปี

ในอนาคต แซดทีอีจะดำเนินการด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง สร้างองค์กรที่มีความยืดหยุ่น และสนับสนุนการใช้ยุทธศาสตร์คาร์บอนคู่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ในฐานะที่เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแน่วแน่ บริษัทมุ่งมั่นที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนทำงานร่วมกับพนักงานและพันธมิตร เพื่อสร้างความสำเร็จสำหรับทุกฝ่ายด้วยความกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสและสำรวจโอกาสเพิ่มเติมท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

ดาวน์โหลดรายงานความยั่งยืนประจำปี 2564 ฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

https://res-www.zte.com.cn/mediares/zte/Files/PDF/white_book/2021_ZTE_EN.pdf

สื่อมวลชนติดต่อ
มาร์กาเร็ต หม่า
แซดทีอี คอร์ปอเรชัน
โทร. +86 755 26775189
อีเมล: [email protected]

รูปภาพ - https://mma.prnewswire.com/media/1842172/ZTE_2021_Sustainability_Report.jpg



ที่มา:  พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด