ASIAN กำไรปี 63 นิวไฮ 818 ลบ. โตกว่า 515% ปันผลเป็นหุ้นและเงินสดรวม 1.05 บ./หุ้น เชื่อปี 64 ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังโต ปักธงรายได้โต 8-10%

จันทร์ ๐๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ๑๗:๓๐
"เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น" เผยงบปี 63 กำไรพีคแรงอยู่ที่ 818 ลบ. พุ่งทะยาน 515% สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 16% ยอดขายรวมอยู่ที่ 8,645 ลบ.ผลจากการที่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตแข็งแกร่ง และมีมาร์เก็ตแชร์กลุ่มอาหารสัตว์น้ำเพิ่ม ขณะที่ผลประกอบการงวด Q4/63 กำไรอยู่ที่ 211 ลบ. เติบโตกว่า 1,141% ผลจากความสำเร็จของกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงจากการส่งออกมีความโดดเด่นมาก และกลุ่มธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็งฟื้นตัว ด้านบอร์ดประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นปันผลในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นสัดส่วน 2 หุ้นสามัญต่อ 1 หุ้นปันผล และเงินสดหุ้นละ 0.55 บาท กำหนดจ่ายปันผล 17 พ.ค.2564 นี้ ประเมินแนวโน้มธุรกิจปี 64 ยังดีโตต่อเนื่อง ตั้งธงรายได้โต 8-10% ชูธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงโดดเด่น โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา
ASIAN กำไรปี 63 นิวไฮ 818 ลบ. โตกว่า 515% ปันผลเป็นหุ้นและเงินสดรวม 1.05 บ./หุ้น เชื่อปี 64 ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังโต ปักธงรายได้โต 8-10%

นายเอกกมล ประสพผลสุจริต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงินบริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN ผู้ประกอบธุรกิจแปรรูปสัตว์น้ำแช่แข็ง จำหน่ายและส่งออก ทั้งที่เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัท และผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้า และผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทในงวดปี 2563 มีกำไรสุทธิ 818 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 685 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 515% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 133 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 8,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับปีก่อนหน้ารายได้รวมอยู่ที่ 8,194 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายของกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง และได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นในกลุ่มอาหารสัตว์น้ำ สำหรับกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1,393 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 741 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 652 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ 16% ซึ่งทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริมดำเนินกิจการ เทียบกับปีก่อนที่มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 8% เนื่องจากยอดขายกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงสูง และมีอัตรากำไรที่แข็งแกร่งขึ้นมากในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่เยือกแข็ง แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น

สำหรับไตรมาส 4/2563 มีกำไรสุทธิ 211 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,141.18% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2562 ที่มีกำไรสุทธิ 17 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายรวม 2,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 14% โดยยอดขายกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงในไตรมาส 4/2563 อยู่ที่ 903 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 60% โดดเด่นสุดในกลุ่ม

ขณะที่สัดส่วนรายได้จากการขายรวมในปี 2563 แบ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงราว 39% อยู่ที่ 3,454 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า 38% รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแช่เยือกแข็งอยู่ที่ 3,023 ล้านบาท ลดลงราว 22% กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์น้ำอยู่ที่ 1,361 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% กลุ่มผลิตภัณฑ์ทูน่าอยู่ที่ 1,100 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยราว 1%

"ผลประกอบการปี 63 ออกมาเป็นที่น่าประทับใจ จากการเติบโตก้าวสำคัญของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และอัตรากำไรที่ปรับสูงขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเป็นอย่างมาก จากความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกยังคงเติบโตขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ จากการล็อกดาวน์ในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยการเติบโตของยอดขายมาจากทั้งกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน และ ลูกค้ารายใหม่ในญี่ปุ่นและยุโรปที่เริ่มทำธุรกิจกันระหว่างปี ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่มีการเติบโตสูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงบรรจุถุงเพาช์ เนื่องจากใช้สะดวกและอยู่ในกระแสความนิยม ทำให้บริษัทต้องเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา และพร้อมจะขยายกำลังการผลิตอีกในปี 64 เพื่อให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้" นายเอกกมล กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินและหุ้นปันผลจากกำไรสะสม ในอัตราหุ้นละ 1.05 บาท โดยจ่ายเป็นหุ้นปันผลในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นสัดส่วน 2 หุ้นสามัญต่อ 1 หุ้นปันผล และเป็นเงินสดปันผลในอัตราหุ้นละ 0.55 บาท รวมเป็นหุ้นทั้งสิ้น 271,363,774 หุ้น และเป็นเงินทั้งสิ้น 298,500,151.95 บาท ในกรณีที่มีเศษหุ้น บริษัทจะจ่ายเงินสดแทนการจ่ายหุ้นปันผล ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น โดยจ่ายจากกำไรของกิจการที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (Non-BOI) ทั้งหมด และกำหนดให้จ่ายเงินปันผลในวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 หากได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 22 เมษายน 2564 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 30 เมษายน 2564

นอกจากนี้ ยังมีมติให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 เพื่อพิจารณาอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจากเดิม 542,727,549 บาท เป็นทุนจดทะเบียนจำนวน 814,091,323 บาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 271,363,774 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้น

สำหรับแผนธุรกิจปี 2564 เบื้องต้นบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้จากการขายและบริหารหลักจะเติบโตได้ราว 8-10% จากปีก่อน จากการเติบโตของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารสัตว์น้ำเป็นสำคัญ และคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ระหว่าง 14-15% โดยบริษัทประเมินว่ายังคงเป็นปีแห่งความไม่แน่นอน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ยังคงไม่คลี่คลาย บริษัทฯคาดว่าค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าเกือบตลอดทั้งปีเมื่อเทียบกับปี 2563 อุตสาหกรรมสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการทำฟาร์มกุ้งในประเทศ ยังคาดว่าจะเติบโตได้ราว 15% ส่งผลต่อการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์น้ำภายในประเทศ ตลอดจนปริมาณและราคาวัตถุดิบกุ้ง ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตต่อ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา

โดยแผนการลงทุนในปี 2564 บริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท แบ่งเป็นงบลงทุนในการเพิ่มกำลังการผลิตในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า 300 ล้านบาท งบลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต 70 ล้านบาท และงบลงทุนในการขยายระบบ ERP รองรับทุกธุรกิจ 30 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตที่แข็งแกร่งในอนาคต

ที่มา: ไออาร์ พลัส

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด