
ปัจจุบันการทำหัตถการทางการแพทย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในการดูแลตัวเองของคนทุกช่วงวัย โดยได้รับกระแสมาจากนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มาแรง และอิทธิพลของสังคมออนไลน์ที่สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเสริมสร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจ
ในปัจจุบัน หัตถการประเภทไม่ศัลยกรรม (Non-Invasive) อย่างการฉีดสารเติมเต็มและการใช้เทคโนโลยียกกระชับ กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเพื่อการชะลอวัย (Anti-Aging) และปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องพักฟื้น ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามในประเทศไทยที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นในด้านทักษะความเชี่ยวชาญของแพทย์ มาตรฐานการบริการ และความคุ้มค่าของราคา โดยพบว่า อัตราค่าบริการในประเทศไทยมีราคาต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์ถึง 3 เท่า และต่ำกว่าประเทศมาเลเซียถึง 2 เท่า ส่งผลให้ไทยยังคงความเป็นผู้นำในตลาดความงามระดับภูมิภาค
เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกเข้ารับบริการได้อย่างตรงจุด Atita Clinic จึงได้สรุปปัญหาผิวที่แต่ละกลุ่มช่วงวัยมีความกังวลมากที่สุด พร้อมข้อเสนอแนะทางการแพทย์ ดังนี้

Gen Z (อายุ 12-27 ปี) เน้นการป้องกันและการดูแลคุณภาพผิว
ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่ากลุ่ม Gen Z มีความสนใจในหัตถการความงามสูงถึงร้อยละ 60 และเคยใช้บริการมาแล้วกว่าร้อยละ 29 โดยปัญหาที่พวกเขาให้ความกังวลมากที่สุด 4 อันดับก็คือ
1. ปัญหาสิวและรอยดำจากสิว (ร้อยละ 40)
2. ผิวหมองคล้ำไม่สดใส (ร้อยละ 30)
3. รูขุมขนกว้างและผิวมัน (ร้อยละ 20)
4. การปรับรูปหน้าเพื่อความสมดุล (ร้อยละ 10)
หัตถการที่แนะนำ: แพทย์แนะนำกลุ่มงานผิวเพื่อป้องกันไว้ก่อนแก้ เช่น การฉีดเมโสหน้าใสเพื่อเพิ่ม Skin Quality การเติมวิตามินบำรุงผิวจากภายใน และโปรแกรมรักษาสิวเฉพาะทางอย่าง MADE Collagen ส่วนการปรับรูปหน้า การฉีดโบทอกซ์กราม และเมโสแฟตยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในกลุ่มนี้

Gen Y (อายุ 28 – 43 ปี) เน้นการชะลอวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญที่มีสัดส่วนผู้เคยใช้บริการสูงสุดถึงร้อยละ 53 โดยมีความกังวลหลัก ๆ เกี่ยวกับริ้วรอยและการฟื้นฟูสภาพผิว แต่ยังคงต้องการความเป็นธรรมชาติสูง พร้อมกับลดความกังวลต่อปัญหาก่อนที่จะแก้ไขได้ยากในอนาคต โดย 4 อันดับปัญหาที่คนกลุ่มนี้กังวลมากที่สุดก็คือ
1. ริ้วรอยแรกเริ่ม (ร้อยละ 35)
2. ปัญหาฝ้า กระ และจุดด่างดำ (ร้อยละ 30)
3. ริ้วรอยร่องลึก (ร้อยละ 25)
4. สภาวะผิวขาดน้ำ (ร้อยละ 10)
หัตถการที่แนะนำ: นอกจากการฉีดโบทอกซ์และฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตาและร่องแก้มแล้ว ปัจจุบันสารกลุ่ม Bio Stimulator เช่น Sculptra หรือ Radiesse ได้รับความสนใจอย่างมากในการกระตุ้นคอลลาเจนระยะยาวสำหรับคนกลุ่มนี้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยียกกระชับอย่าง HIFU, Ultraformer III และเครื่อง Pico Laser เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนและใช้เวลาพักฟื้นน้อย ตอบโจทย์ช่วงวัยที่เน้นผลลัพธ์และไม่ต้องใช้เวลาไปกับการผ่าตัด

Gen X (อายุ 44-59 ปี) เน้นยกกระชับ แก้ไขความหย่อนคล้อย และฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึก
กลุ่ม Gen X เน้นผลลัพธ์การยกกระชับที่ดูอ่อนเยาว์และเป็นธรรมชาติ โดยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีคนเคยทำหัตถการมากที่สุดเป็นอันดับสองหรือร้อยละ 45 ด้วยปัญหาความกังวลหลัก 4 อันดับคือ
1. ผิวหย่อนคล้อยและกรอบหน้าไม่ชัดเจน (ร้อยละ 45)
2. ร่องลึกบริเวณร่องน้ำตาและร่องน้ำหมาก (ร้อยละ 30)
3. ริ้วรอยลึกและสภาวะผิวแห้งกร้าน (ร้อยละ 15)
4. ปัญหาเม็ดสีสะสมและฝ้าลึก (ร้อยละ 10)
หัตถการที่แนะนำ:
แพทย์แนะนำการใช้เทคโนโลยีอย่าง Ulthera Prime และ Thermage FLX ควบคู่กับการเติมวอลุ่มด้วยการฉีดฟิลเลอร์บริเวณขมับหรือแก้มตอบ รวมถึงการร้อยไหมและการใช้ Bio Stimulator เพื่อเสริมโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ยกกระชับและลดปัญหาผิวแห้งกร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โปรแกรมอย่างโบทอกซ์ลิฟต์กรอบหน้า ควบคู่กับการเติมความชุ่มชื้นลึกให้ผิว ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติได้มากขึ้น
ความเข้าใจในโครงสร้างผิวและปัญหาที่แตกต่างกันตามช่วงวัย จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกแนวทางการรักษาที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนให้กระแสความนิยมในหัตถการความงามยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2026 และปีต่อ ๆ ไป