SET9: ตลาดหลักทรัพย์แถลงมติคณะกรรมการฯ
กรุงเทพ--20 ธ.ค.--ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายสิงห์ ตังทัตสวัสดิ์ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แถลงถึง ผลการประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2539 โดยที่ประชุมได้มีมติในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. มีมติให้รับหลักทรัพย์ดังต่อไปนี้เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน 1.1 หุ้นสามัญของบริษัทเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนหุ้น 300 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 75 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท รวม 3,750 ล้าน บาท โดยคณะกรรมการฯ ได้กำหนดเงื่อนไขการรับ หลักทรัพย์ ดังนี้ - กำหนดจำนวนการห้ามขายหุ้นของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นราย ใหญ่เป็นจำนวนรวมกัน เท่ากับร้อยละ 55 ของทุนชำระ แล้ว (3,750 ล้านบาท) จนกว่าบริษัทจะมีการลง ทุนครบตามต้นทุนโครงการ และมีรายได้เชิงพาณิชย์จาก การประกอบธุรกิจหลักครบ 1 ปี - ให้บริษัทดำเนินการแก้ไขความในข้อบังคับของบริษัทข้อ 6 และข้อ 7 เรื่องข้อจำกัดการโอนหุ้นเพื่อให้เกิดความ ชัดเจนและสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของนายทะเบียนหุ้น โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับแต่วัน ที่หลักทรัพย์ของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ - เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต + กำหนดให้ผู้ถือหุ้นและผู้บริหารหลักของบริษัท ได้แก่ นายวิทย์ วิริยประไพกิจ รับรองต่อตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยว่าจะไม่ประกอบธุรกิจผลิตนำเข้าและ จำหน่ายเหล็กรีดเย็นใดๆ ที่เป็นการแข่งขัน กับธุรกิจของบริษัทภายใต้การดำเนินงานของบริษัทอื่น นอกจากบริษัทเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) เท่านั้น + กำหนดให้บริษัทรับรองว่ารายการธุรกรรมระ หว่างบริษัทกับบริษัทที่เกี่ยวข้องหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือ กรรมการ หรือผู้บริหารจะเป็นไปตามราคาตลาดซึ่ง สามารถเปรียบเทียบได้กับรายการที่เกิดขึ้นกับบุคคลภาย นอกและไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเสียผลประโยชน์ โดย ให้กรรมการอิสระของบริษัทเป็นผู้ดูแลรายการดังกล่าว พร้อมทั้งให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบรายการดังกล่าวและ รายงานในงบการเงินประจำปี - กำหนดให้บริษัทรายงานความคืบหน้าของโครงการ และ การใช้เงินลงทุนทุกไตรมาสภายใน 45 วัน นับจากวันสิ้น ไตรมาส พร้อมกับการนำส่งงบการเงินรายไตรมาสของ บริษัทจนกว่าโครงการจะสามารถเริ่มมีรายได้เชิงพาณิชย์ - ให้บริษัทดำเนินการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ตลาดหลักทรัพย์แจ้งผลการ พิจารณาให้บริษัททราบ ทั้งนี้หากในช่วงเวลาดังกล่าวมี เหตุการณ์ใดที่เป็นผลกระทบ อย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนิน ธุรกิจ ตลอดจนผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของ บริษัทตลาดหลักทรัพย์จะพิจารณาลักษณะของหลักทรัพย์และ คุณสมบัติในการเข้าจดทะเบียนเสมือนหนึ่งบริษัทยื่นคำขอ ใหม่ อนึ่ง เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (SSI) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนและมีผู้บริหารหลักบางรายเป็นกลุ่ม เดียวกัน แตกต่างจากประมาณการที่เสนอไว้ต่อตลาดหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ จึง ให้ผู้บริหารของ SSI ชี้แจงถึงปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาของ SSI ในอนาคต 1.2 หุ้นสามัญของบริษัทเบทาโกร อโกรกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนหุ้น 58 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 22 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท รวม 800 ล้านบาท โดยคณะกรรม การฯ ได้กำหนดเงื่อนไขการรับหลักทรัพย์ ดังนี้ - กำหนดจำนวนการห้ามขายหุ้นของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นจำนวนรวมเท่ากับร้อยละ 55 ของทุนชำระแล้ว (800 ล้านบาท) เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่หลักทรัพย์ ของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ - เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นใน อนาคต + เห็นควรกำหนดให้นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ดำรงตำ แหน่งกรรมการผู้จัดการในบริษัทเบทาโกร อโกรกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพียงแห่งเดียวตลอดระยะเวลาที่บริษัทเบทาโกร อโกรกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ + ให้ผู้บริหารหลักของบริษัทและบริษัทย่อยตระกูล แต้ไพสิฐพงษ์ รับรองต่อตลาดหลักทรัพย์ว่าจะไม่ประกอบธุรกิจใด ๆ ที่จะเป็น การแข่งขันกับธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อยอีกภายใต้การดำ เนินงานของบริษัทอื่น นอกจากบริษัทเบทาโกร อโกรกรุ๊ป จำ กัด (มหาชน) และบริษัทย่อยเท่านั้น + ให้บริษัทรับรองว่ารายการธุรกรรมระหว่างบริษัทและบริษัท ย่อยกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกรรมการ หรือผู้บริหารจะเป็นไปตามราคาตลาด ซึ่งสามารถเปรียบ เทียบได้กับรายการที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกและไม่ทำให้ผู้ถือ หุ้นรายย่อยเสียประโยชน์ โดยให้กรรมการอิสระของบริษัท เป็นผู้ดูแลรายการดังกล่าว พร้อมทั้งให้ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจ สอบรายการดังกล่าว และรายงานในงบการเงินประจำปี - กำหนดให้บริษัทดำเนินการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ตลาดหลักทรัพย์แจ้งผลการพิจารณา ให้บริษัททราบ ทั้งนี้ หากในช่วงเวลาดังกล่าวบริษัทมีเหตุการณ์ ที่เป็นผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจตลอดจนผล การดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัท ตลาดหลักทรัพย์จะ พิจารณาลักษณะของหลักทรัพย์และคุณสมบัติของบริษัทในการเข้า จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เสมือนหนึ่งบริษัทที่ยื่นคำขอใหม่ (ยังมีต่อ)