SET9: ตลาดหลักทรัพย์ "SP" กลุ่มอุตสาหกรรมเงินทุนหลักทรัพย์และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ - newswit

กรุงเทพ--3 มี.ค.--ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ขึ้นเครื่องหมาย "Halt" เพื่อสั่งพักการซื้อขายหลักทรัพย์ในกลุ่มอุตสาหกรรมเงินทุนหลักทรัพย์ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ของวันที่ 3 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปนั้น บัดนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้รับแถลงข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 10/2540 เรื่อง มาตรการเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบสถาบันการเงิน รายละเอียดปรากฏดังนี้ "ตามที่ปรากฎว่าธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะอสังหาริมทรัพย์ซบเซา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงิน และภาวะตลาดหลักทรัพย์นั้น เพื่อป้องกันมิให้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพิ่มความรุนแรง และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นว่าจำเป็นต้องกำหนดมาตรการดังต่อไปนี้ 1) สั่งให้สถาบันการเงินทำการกันสำรองสำหรับส่วนสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เต็มที่ 2) สถาบันการเงินรายใดที่มีปัญหาสภาพคล่องจำเป็นต้องเพิ่มทุนเพื่อให้มีเม็ดเงินใหม่และมีฐานะการเงินที่มั่นคงยิ่งขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังจะสั่งการให้สถาบันการเงินรายนั้นเพิ่มทุนให้เพียงพอทันที หากไม่สามารถเพิ่มทุนได้เอง กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจะเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนแทน สาระของมาตรการ สรุปได้ดังนี้ 1. มาตรการกันสำรองสำหรับสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน 1.1 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสั่งการให้สถาบันการเงินกันสำรองสำหรับสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งรวมถึงลูกหนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหา สำหรับธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 15 บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ร้อยละ 20 เริ่มตั้งแต่งวดบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไป โดยให้กันสำรองครบถ้วนให้เร็วที่สุดอย่างน้อยครึ่งหนึ่งในปีแรก แต่ไม่เกินระยะเวลา 2 ปี 1.2 วิธีปฏิบัติที่ผ่านมาของประเทศไทยนั้น สถาบันการเงินต้องกันสำรองสำหรับสินทรัพย์จัดชั้นสูญและสงสัยในอัตรา 100% เต็ม แต่ไม่ต้องกันสำรองสำหรับสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ในมาตราฐานสากลมีหลายประเทศที่มีข้อกำหนดในเรื่องนี้ มาตรการนี้จึงเป็นการเพิ่มความเข้มงวดในมาตรฐานการกำกับให้เท่ากับระดับสากล และจะทำให้ฐานะของสถาบันการเงินไทยแข็งแรงขึ้น 1.3 ในการนี้ คาดว่าสถาบันการเงิน (ไม่รวมธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ) จะต้องกันสำรองเพิ่มภายในช่วงระยะเวลา 2 ปีต่อไป ประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นธนาคารพาณิชย์ 24,000 ล้านบาท และบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 26,000 ล้านบาท 2. มาตรการเพิ่มทุนของสถาบันการเงิน 2.1 เพื่อให้สถาบันการเงินดำเนินการต่อไปด้วยความมั่นคง และให้ประชาชนมีความมั่นใจในฐานะของสถาบันการเงินอย่างเต็มที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำการตรวบสอบ วิเคราะห์ และติดตามฐานะของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ทุกรายอย่างละเอียดแล้ว 2.2 ธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่ามีสถาบันการเงินที่มีปัญหาทรัพย์สินด้อยคุณภาพและมีปัญหาสภาพคล่อง จึงจะต้องสั่งการให้เพิ่มทุนทั้งสิ้น 10 ราย เพื่อให้มีทุนพอเพียงที่จะรองรับความเสียหายจากลูกหนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ลูกหนี้ธุรกิจหลักทรัพย์ รวมทั้งมีทุนเกินไว้อีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้เกิดความมั่นคง ประกอบด้วย บริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 9 ราย และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 1 ราย คือ 1. บค. ยูนิโก้เฮ้าซิ่ง จำกัด 2. บงล. คันทรี จำกัด 3. บงล. รอยัลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 4. บงล. ไทยฟูจิ จำกัด 5. บงล. ทรัพย์ธำรง จำกัด 6. บง. ศรีธนา จำกัด 7. บงล. ตะวันออกฟายแนนซ์ จำกัด 8. บงล. ศรีนคร จำกัด 9. บงล. อินเตอร์เครดิตแอนด์ทรัสต์ จำกัด 10. บงล. ไอทีเอฟ จำกัด 2.3 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสั่งการให้สถาบันการเงินเหล่านี้เพิ่มทุนโดยเร็วที่สุด แต่หากรายใดไม่สามารถเพิ่มทุนได้ภายในเวลาที่กำหนด ให้ขายหุ้นเพิ่มทุนนั้นให้แก่กองทุนฯ แทน ทั้งนี้กองทุนฯ จะรับซื้อหุ้นเพิ่มทุนของสถาบันการเงินทุกรายตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งการ 2.4 สถาบันการเงินรายใดที่กองทุนฯ เข้าไปเพิ่มทุนจะต้องมีการปรับปรุงการบริหารงานเพื่อมิให้เกิดปัญหาอีกในอนาคต และจะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะมีสถาบันการเงินทำการควบหรือรวมกิจการกันในอนาคต 2.5 นอกจากสถาบันการเงิน 10 รายข้างต้น สถาบันการเงินรายอื่นที่เหลือมีฐานะการเงินและความสามารถที่จะเพิ่มทุนได้ด้วยตนเอง อนึ่ง การควบกิจการระหว่างธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นการริเริ่มของทั้งสองฝ่าย เพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขนาดและขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเป็นการผนึกกำลังระหว่างสององค์กร กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแล้วเห็นด้วยในการดำเนินการดังกล่าวและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนเพื่อให้การควบกิจการในครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี จึงขอยืนยันว่าการควบกิจการดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบใด ๆ แก่ผู้ฝากเงิน และเจ้าหนี้อื่น ๆ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่ามาตรการต่าง ๆ ของทางการซึ่งได้ดำเนินการมานี้ จะทำให้สถาบันการเงินมีความมั่นคงตามมาตรฐานสากล และขอให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ อย่าได้ตื่นตระหนกตามข่าวลือ ทางการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนฯ จะดูแลช่วยเหลือสภาพคล่องให้แก่สถาบันการเงินต่าง ๆ อย่างเต็มที่" ดังนั้น เพื่อให้ผู้ลงทุนได้มีเวลาในการติดตามข่าวแถลงการณ์เกี่ยวกับมาตรการเสริมสร้างความมั่นคงในสถาบันการเงินของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยข้างต้น ก่อนทำการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงขึ้นเครื่องหมาย "SP" (Suspension) เพื่อพักการซื้อขายหลักทรัพย์ในกลุ่มอุตสาหกรรมเงินทุนหลักทรัพย์ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นการชั่วคราวตั้งแต่เวลา 14.30 น. ของวันที่ 3 มีนาคม 2540 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายสารนิเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อาคารสินธร 1 ชั้น 10 ถ.วิทยุ กทม. 13300 โทร.2540960-9, 2632474-93 โทรสาร. 2632734-6--จบ--

ข่าว กระทรวงการคลั ล่าสุด