SITCA9: ซิทก้าแนะยุทธวิธีลดต้นทุนองค์กรรับมือเศรษฐกิจถดถอย - newswit

กรุงเทพ--13 ต.ค.--ซิทก้า ปัญหาหลักที่ธุรกิจทุกประเภทต้องเผชิญร่วมกันในขณะนี้ มี 3 ปัญหา คือ 1. ปัญหาการหดตัวของอุปสงค์ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทำให้อำนาจซื้อของตลาดภายในประเทศตกต่ำลง ในขณะที่ตลาดต่างประเทศหลัก ๆ อย่างสหรัฐอเมริกาถึงแม้จะมีอำนาจซื้อสูงมาก เพราะเศรษฐกิจกำลังขยายตัว แต่การที่คู่แข่งด้านการส่งออกของไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นก็มีผลให้อุปสงค์ที่ตลาดต่างประเทศมีต่อสินค้าไทยมิได้สูงขึ้นมากนัก 2. ปัญหาด้านต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเนื่องจากค่าเงินบาทลอยตัวและมีค่าต่ำลงไปอีกประมาณ 40% ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบต่าง ๆสูงขึ้นตามไปด้วย 3. ปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง เนื่องจากสถาบันการเงินหลายแห่งมีปัญหา หลายแห่งถูกปิดกิจการชั่วคราว ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นยกเลิกการใช้วงเงิน ทำให้ธุรกิจขาดเงินทุนอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้คือปัญหาหลักที่ธุรกิจทุกประเภทต้องประสบเหมือนกัน ใครจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ อาทิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งขณะนี้มีแต่ความถดถอย เนื่องจากต้องเผชิญกับทุกปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจสินค้าฟุ่มเฟือยประสบกับปัญหาการหดตัวของอุปสงค์ คือ คนไม่มีเงินซื้อสินค้า ในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งการรักษาบาดแผลทางเศรษฐกิจ สืบเนื่องจากมาตรการหลักของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) ที่เข้ามา ซึ่งมาตรการนี้มีความชัดเจนแล้วว่า จะนำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล การปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% หรือแม้แต่การที่ทางการต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยแพง เพื่อควบคุมไม่ให้เงินเฟ้อขยายตัวสูงเกินไป และปัญหาที่เห็นชัด คือ คนตกงานอีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้น 2 ปี ของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจึงเป็นการตอกย้ำประเด็นว่า การหดตัวของอุปสงค์จะยังต้องมีอยู่ต่อไป ในขณะที่ต้นทุนทางการเงิน และต้นทุนด้านวัตถุดิบยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเช่นนี้ธุรกิจจะมีทางออกอย่างไร?ในแง่ของ "อุปสงค์ที่หดตัวลง" หากพิจารณาในระดับมหภาคหรือระดับอุตสาหกรรม การเพิ่มอุปสงค์ใหม่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หรือในบางอุตสาหกรรมเกือบจะทำไม่ได้เลย แต่หากพิจารณาในระดับจุลภาคหรือระดับบริษัท อาจยังพอช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดมาได้บ้างแต่ก็ยังยากและต้องใช้เวลาพอสมควร ในขณะที่ทางออกที่ 2 คือการควบคุมต้นทุนของธุรกิจจะทำได้ง่ายกว่า เพราะคำถามว่า "ทำอย่างไรจึงจะควบคุมต้นทุนได้...", "ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ต้นทุนของเราพุ่งสูงขึ้น..." หรือ "ทำอย่างไรจึงจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายที่มีอยู่ได้..." เป็นสิ่งที่เราพอจะแสวงหาแนวทางคำตอบให้แก่ตนเองได้ เนื่องจากตัวแปรในการคำนวณต้นทุนทั้งหมดอยู่ในองค์กรของเราเองเราสามารถควบคุมได้ ต่างกับการใช้กลยุทธ์อันหลากหลายเพื่อจะแย่งลูกค้าจากบริษัทอื่น ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมโต้ตอบของคู่แข่งได้ "การลดต้นทุน" สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกส่วนของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้าน Production, Marketting, Accounting หรืออื่น ๆ ทุกกระบวนการของธุรกิจ สามารถลดต้นทุนได้ทั้งสิ้น แม้รูปแบบจะแตกต่างกันไป แต่การตั้งคำถามอันนำไปสู่ประเด็นการลดต้นทุนที่มีประสิทธิภาพยังคงเหมือนกัน อาทิ "เลิกทำได้ไหม... ลดขั้นตอนการทำงานแล้วเอาคนไปทำอย่างอื่นได้ไหม... เอางานมาทำรวมกันได้ไหมจะคุ้มไหมระหว่างต้นทุนกับผลตอบแทนที่ได้รับ" ฯลฯ เป็นต้น ภายหลังตั้งคำถามดังกล่าวแล้ว หากตอบได้ว่าสิ่งเหล่านี้เรายังจำเป็นต้องทำก็ควรถามต่อว่า "เมื่อต้องทำจะมีวิธีการทำให้ดีกว่านี้หรือไม่... ทำน้อยครั้งกว่านี้ได้ไหม... ทำสัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้งได้ไหม... ต้องทำเองหรือจะให้คนอื่นทำแทน..." เป็นต้น นี่คือแนวคิดในการที่จะนำมาลดค่าใช้จ่ายของทุกส่วนของธุรกิจ และควรเริ่มที่ต้นทุนหลัก (Major Cost Items) ก่อน สำหรับ "การขาดสภาพคล่อง" ซึ่งกำลังเป็นปัญหาหนักในขณะนี้ หลักสำคัญที่สุดที่ธุรกิจต้องคำนึงถึง คือ การวางแผนจัดการเกี่ยวกับเรื่องกระแสเงินสดทั้งหลาย ที่ผานมาในยามที่ทุกอย่างรุ่งเรือง มีเงินทุนไหลเข้า (Cash Inflow)มากจนทุกคนไม่สนใจว่าจะมีการไหลออกเท่าใด และเมื่อใด แต่ในวันนี้นอกจากเงินทุนจะไม่ไหลเข้าแล้ว ยังไหลออกอย่างต่อเนื่อง ทุกคนยังต้องหาวิธีอย่างจริงจังเพื่อจะทำให้เกิดสภาพกล่อง โดยดูในรายละเอียดว่ามีเงินส่วนที่ควรไหลเข้ามาแล้วยังไม่เข้าหรือไม่ หากมีต้องเร่งทำให้เงินส่วนนั้นไหลเข้ามาให้ได้ อาทิ การติดตามเก็บหนี้ ควรเร่งทำ ในช่วงเวลาเหล่านี้ เมื่อได้เงินหรือเช็คมาแล้วก็ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป เพราะมีความหมายมากในแง่ของรายได้ กล่าวคือ เช็คที่เข้ามาแล้วต้องนำเข้าบัญชีในวันนั้นทันทีเพื่อไม่ให้เสียเงินในส่วนของดอกเบี้ยไปโดยเปล่าประโยชน์1 วัน หรืออาจต้องไปดูกระบวนการ จัดการเงินสด ว่ามีช่วงไหนที่สะดุด หรือทำให้บริษัทฯ ต้องนำเงินไปกองไว้เฉย ๆ จำนวนมาก ถ้ามีต้องเร่งนำกลับเข้ามาให้ได้เวลาเพียง 1 วันก็ช่วยประหยัดดอกเบี้ยไปได้อีกมาก ปฏิรูปองค์กรทั้งความคิดและการจัดการ ในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว และสภาพคล่องหายากเช่นนี้ ผู้บริหารอาจต้องกลับมาทบทวนว่า ในช่วงที่กิจการเฟื่องฟูบริษัทมีการลงทุนไว้ในที่ใดบ้างและตรวจสอบว่าสินทรัพย์เหล่านั้นมีอะไรพอจะขายเพื่อแลกเป็นสภาพคล่องกลับมาได้บ้าง สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องทำ ถึงแม้จะหาที่ขายลำบากก็ตาม แต่ควรคิดไว้ล่วงหน้าว่าทำได้หรือไม่ นากจากนี้ อาจต้องคิดไปถึงการใช้กลไกทางการเงินบางอย่าง อาทิ แทนที่บริษัทจะตัดสินใจเอาเงินทุนจำนวน 20 ล้านบาท ไปซื้อเครื่องจักรใหม่มาใช้ บริษัทที่ซื้อเครื่องจักรใหม่มาอาจพิจารณาขายต่อให้กับบริษัทลิสซิ่ง จากนั้นบริษัทฯ ก็เช่าเครื่องจักรใหม่ตัวนั้นมาจากบริษัทลิสซิ่งแทน (Selll and Leaseback) รวมถึงการหยุดทำธุรกิจใหม่ที่กำลังคิดว่าจะทำเป็นต้น นี่เป็นวิธีการที่จะทำให้กระแสเงินสดดีขึ้นมาบ้าง นอกจากนี้ เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ภายใต้ภาวะที่ยากลำบากเช่นนี้ "บุคลากร" ต่างต้องการกำลังใจด้วยกันทั้งนั้น คนที่จะเป็นผู้นำต้องให้ขวัญและกำลังใจแก่พนักงาน ถึงแม้วันนี้อาจบอกตัวเองว่าไม่ไหว แต่ก็ต้องพยายามอย่างที่สุด และให้ขวัญกำลังใจแก่พนักงาน วันนี้เราต้องรวมพลังกันฝ่าวิกฤติแต่วันนี้ก็ต้องเป็นวันเริ่มต้นที่ต้องคิดและมองออกไปถึง 2-3 ปีข้างหน้าด้วยว่า เมื่อหมอกเมฆผ่านพ้นไปแล้ว จะทำอย่างไรเพื่อให้บริษัทมีความแข็งแกร่ง และเดินไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ จุดนี้สำคัญมากจะทิ้งไม่ได้เลย ผู้บริหารต้องรื้อแนวความคิดทั้งหมดในการบริหารองค์กร โดยคำนึงถึงอนาคตที่ธุรกิจต้องดำเนินต่อไปในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Superhighway) ซึ่งทำให้เกิดการปฏิวัติทางธุรกิจอย่างแท้จริง วางเป้าหมายธุรกิจรับมือการแข่งขัน ใน 3-4 ปีข้างหน้า Information Technology จะทำให้โลกเล็กลงไปยิ่งกว่านี้อีกมากเพราะฉะนั้นการมองธุรกิจ ต้องมองต่อไปว่าตลาดได้กลายเป็นตลาดโลกโดยสมบูรณ์ ต่อไปอาจใช้คำว่า "Made by Thailand" แทนคำว่า "Made in Thailand" เราต้องไปสู่จุดนั้น และต้องเริ่มกันแล้ว โดยกระบวนการผลิตสินค้าที่จะอยู่รอดได้จะเปลี่ยนไปหมด วิถีชีวิตคนเมืองจะเปลี่ยนไปด้วย ต้องถามตัวเองว่า ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าโลกจะเป็นอย่างไร สินค้าที่จะขายในวันนี้จะขายได้หรือไม่ในวันหน้า คุณค่าทางสังคม (Social Value) จะเปลี่ยนไป ทั้งระดับสังคมไทยและสังคมโลก การเดินไปสู่จุดนั้นสินค้าเราจะอยู่ได้หรือไม่ ต้องแสวงหา Production Technology อะไรมาสนับสนุน ทั้งหมดนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กร หรือที่เรียกว่า "Corporate Transformation" สรุปก็คือ หากเศรษฐกิจจะฟื้นตัวก็คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ปีขึ้นไป สำหรับขณะนี้ทุกธุรกิจต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน แล้วใน 3 ปีข้างหน้าจะต้องมี Corporate Transformation ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงหลากหลายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ คุณสุนีรัตน์ เงินพูลทรัพย์, คุณวิรัตนา สาคริกานนท์, คุณวรรณนิภา ไตรถาวร ส่วนสื่อมวลชน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้าจำกัด (มหาชน) โทร.319-1620 ต่อ 3203, 3228 และ 3229--จบ--

ข่าว เงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า ล่าสุด