จป. ครบหนึ่งแสนคนสิ้นปี 2540
กรุงเทพ--17 ต.ค.--กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม วันนี้ (17 ต.ค. 40) เวลา 09.00 น. นายมนตรี ด่านไพบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานนิคมอุตสาหกรรม ลำพูน ณ ที่ทำการนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน นายมนตรี กล่าวว่า การพัฒนาและส่งเสริมความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการทำงานเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยของเราจำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมคู่ไปกับการพัฒนาเกษตรกรรม เพื่อการส่งออกซึ่งจะส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ จากสถิติการประสบอันตรายของประเทศไทย โดยภาพรวมยังสูงมากหากเปรียบเทียบกับประเทศที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยกันคือ อันตราการประสบอันตรายจากการทำงานในปี 2539 ประมาณ 45 คนต่อลูกจ้าง 1,000 คน และอีกประการหนึ่ง ปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาการกีดกั้นทางการค้า เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเป็นหัวข้อสำคัญข้อหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวในที่ประชุมระดับนานาชาติ ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาและส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงานให้มีมาตรฐานสากล ซึ่งขณะนี้ได้มีการนำมาตรฐานต่าง ๆ เข้ามาใช้ในสถานประกอบการ เช่น ISO 9000 เน้นหนักทางด้านคุณภาพสินค้า ISO 14000 เน้นหนักทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และในปัจจุบัน องค์การมาตรฐานระหว่างประเทศ กำลังพิจารณาที่จะออกมาตรฐาน ISO 18000 ซึ่งว่าด้วยระบบการจัดการอาชีวอนามัย และความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในสถานประกอบการ ทั้งนี้ เพื่อให้สถานประกอบการทั่วโลกได้มีการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการทำงานอย่างมีระบบ ในส่วนของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้กำหนดนโยบายที่ชัดเจนที่จะพัฒนาบุคคลากรด้านความปลอดภัยในการทำงาน โดยการออกประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ลงวันที่ 31 มีนาคม 2540 เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างและกระจายอำนาจให้หน่วยงานอื่น ๆ จัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานให้ได้ 100,000 คนในสิ้นปี 2540 ฉะนั้น ศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานนิคมอุตสาหกรรมลำพูน เป็นศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานหนึ่งใน 10 แห่งที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีบทบาทที่จะช่วยพัฒนางานด้านความปลอดภัยในการทำงานไปสู่ระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลต่อไป--จบ