คณะผู้บริหารกทม. รายงานความก้าวหน้าการบริหารงานที่ผ่านมา และงานก้าวสู่ปี 2
กรุงเทพ--1 ก.ค.--กทม. วันที่ 30 มิ.ย. 40 เวลา 10.00 น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะผู้บริหาร แถลงผลการบริหารงานของคณะผู้บริหารกทม. ให้ประชาชนได้รับทราบถึงความก้าวหน้าของงาน โครงการต่าง ๆ ที่ผ่านมา และโครงการที่จะดำเนินการต่อไปในก้าวปีที่สอง เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือพัฒนาฟื้นฟูกทม. ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาในช่วง 1 ปี ของคณะผู้บริหารกทม. เป็นงานที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องจากคณะผู้บริหารชุดก่อนเช่น โครงการบำบัดน้ำเสีย อุโมงค์ลอดใต้ทางแยกดินแดง โครงการถนนสายหลวงแพ่ง การจัดซื้อจัดหารถดูดฝุ่นเพิ่มเติม เป็นต้น อย่างไรก็ดี การดำเนินการแก้ไขปัญหาของประชาชนที่ผ่านมา แม้คณะผู้บริหาร คณะที่ปรึกษา ผู้ว่าฯ กทม. ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการเขต ข้าราชการกทม. ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องจะทำงานหนักและมีความเหน็ดเหนื่อยก็ตาม แต่ตนก็ยังไม่พอใจกับผลงานที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะเกณฑ์วัดความพอใจในการแก้ไขปัญหาของประชาชน คือการร้องเรียนของประชาชนที่ลดน้อยลง กล่าวคือ การดำเนินงานที่ผ่านมาอาจจะยังไม่พอเพียงกับความต้องการของประชาชน ดังนั้นในปีที่ 2 กทม.จึงต้องทำงานหนักมากขึ้น โดยต้องอาศัยที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ผู้อำนวยการสำนัก และผู้อำนวยการเขต เป็นหัวหอกสำคัญของการทำงานสำหรับการบริหารงานของคณะผู้บริหาร ก้าวสู่ปี 2 จะเป็นการทำงานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก ในการนี้ได้มอบหมายนโยบายรวม 4 ประการ ให้แก่ผู้อำนวยการสำนัก และผู้อำนวยการเขตปฏิบัติ ซึ่งนโยบายดังกล่าวมีโครงการที่ต้องดำเนินการ 124กิจกรรม/โครงการ สำหรับนโยบายทั้ง 4 ประการ ได้แก่ 1. ขจัดพิษภัย เพื่อให้ทุกชีวิตที่จะต้องดำรงอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่สมดุลย์ และมีความปลอดภัย 2. สะดวกสบาย เน้นการเดินทางจะต้องมีระบบสัญจรคล่อง รวมไปถึงสิทธิที่จะได้ใช้พื้นที่เปิดโล่งเพื่อการพักผ่อน และชุมชนได้พบปะกัน 3. บริหารทันสมัย เป็นกระบวนการวิธีการโดยใช้มาตรการใหม่ เพื่อขับเคลื่อนสู่ความหวังสู่อนาคตข้างหน้า โดยเน้นการกระจายอำนาจ 4. สร้างอนาคตใหม่ เน้นการพัฒนาคน โดยให้โอกาสคนทุกกลุ่มอายุ ที่จะได้รับการดูแลได้รับการศึกษา มีส่วนร่วมทางสังคมทุกด้าน รวมไปถึงการจัดระเบียบเมืองในอนาคต ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อไปว่า การบริหารงานของคณะผู้บริหาร ในปีที่ 2 จะไม่เน้นให้ประชาชนทราบว่าโครงการต่าง ๆ จะทำอะไรบ้าง แต่เน้นถึงผลสุดท้ายของแต่ละโครงการที่จะเกิดขึ้นว่าประชาชนได้รับประโยชน์อะไร เช่น โครงการปรับปรุงบาทวิถีให้ครบ 4 ล้านตารางเมตร เพิ่มสวนสาธารณะและสวนหย่อม โครงการรถรางเลียบคลอง 5 สาย รถรางรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ปรับปรุงก่อสร้างจุดกลับรถ อุโมงค์ สะพานลอยบริเวณทางแยก เจาะทางตันของซุปเปอร์บล็อก ตัดถนนใหม่ ทะลุตรอก ซอย สร้างเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการแก้มลิง การประกาศใช้ผังเมืองรวมฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 1 ศูนย์กลางทางการเงินถนนพระราม 3 ถนนคนเดิน ท่องเที่ยว หอศิลป์ ลานคนเมือง 40 แห่ง การเร่งรัดโรงเรียนสามประโยชน์ให้ได้ 200 แห่ง ฯลฯ นอกจากนี้การบริหารงานในปีที่ 2 จะมีการกระจายอำนาจ ให้ผู้อำนวยการเขตมีอำนาจตัดสินใจดำเนินการในโครงการต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ให้เขตแบ่งรับงานการทำบาทวิถีในโครงการบาทวิถี 4 ล้านตารางเมตร รวมทั้งมีการกระจายอำนาจในด้านการเรียนการสอนไปสู่ระดับท้องถิ่นให้มากที่สุดด้วย นพ.ขจิต กล่าวถึงงานด้านการแพทย์ และสาธารณสุขในก้าวสู่ปี 2 ว่าจะเน้นการบริการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน และเกิดความประทับใจแก่ประชาชน ได้แก่ การใช้รถเคลื่อนที่บริการประชาชนด้านการแพทย์ อนามัย ถึงหน้าประตูบ้าน การเพิ่มหน่วยแพทย์กู้ชีวิตที่โรงพยาบาลเจริญกรุงฯ โรงพยาบาลตากสิน (รวมเป็น 4 แห่ง) เพิ่มศูนย์ซับน้ำตา ที่วชิรพยาบาล (รวมเป็น 17 แห่ง) เพิ่มศูนย์สุขภาพชุมชนอีก จำนวน 200 ชุมชน (รวมเป็น 305 ศูนย์) การจัดตั้งสหพันธ์ผู้สูงอายุให้ได้รับบริการที่ถูกต้องและครบวงจร ปรับปรุงสถานที่และขีดความสามารถในการให้บริการด้านต่าง ๆ แก่ผู้ไปรับบริการ โดยเฉพาะโรงพยาบาลของกทม. ทั้ง 7 แห่ง จะใช้ระบบ Onestop service ซึ่งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น การชำระเงิน การรับยา อยู่ที่เดียวกันนอกจากนี้จะเปิดบริการโพลีคลีนิค ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขเพิ่มอีก 6 แห่ง (รวมเป็น 18 แห่ง) เพิ่มแผนกคนไข้นอกที่ศูนย์บริการสาธารณสุข ระหว่างเวลา 16.00-20.00 น. เป็น 30 แห่ง เปิดแผนกคนไข้นอกที่โรงพยาบาลของกทม. ทั้ง 7 แห่ง ระหว่างเวลา 6.00-8.00 น. มีการคุ้มครองผู้บริโภค โดยตรวจสอบคุณภาพอาหารและสุขาภิบาลในตลาดสด ซุปเปอร์มาร์เก็ต และอาหารริมบาทวิถี นายญาณเดช กล่าวว่า สำหรับงานด้านการระบายน้ำ การบำบัดน้ำเสีย การจราจร และอื่น ๆ ในก้าวสู่ปีที่ 2 ได้แก่ โครงการบำบัดน้ำเสีย ด้านฝั่งธนบุรี ครอบคลุมพื้นที่เขตบางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ธนบุรี คลองสาน และจอมทอง มีขีดความสามารถบำบัดได้ 1 ล้านลบ.เมตร/วัน โครงการบำบัดน้ำเสียในเขตคลองเตย คลองตัน พระโขนง และประเวศ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทั้ง 25 จุด ใน 23 เขตปกครอง จะได้รับการแก้ไขอย่างถาวร โดยจะมีการเพิ่มสถานีสูบน้ำ ยกระดับผิวจราจร ทำประตูน้ำ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตามจุดต่าง ๆ ประมาณ 200 จุด ในพื้นที่ 40 เขตปกครอง การทำเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาปีนี้จะแล้วเสร็จ 13.6 กม. ปีหน้าจะพยายามผลักดันให้ได้ถึง 60.9 กม. ส่วนการจัดหาพื้นที่กักเก็บน้ำโครงการ "แก้มลิง" ปีนี้สามารถดำเนินการเก็บกักน้ำได้ ประมาณ 7 ล้านลบ.เมตร อีกประมาณ 4-5 ล้านลบ.เมตร กทม. จะหาพื้นที่ต่อไป ด้านตะวันตกจะขุดลอกคลองหัวกระบือ 2 กว้าง 60 เมตร ยาว 2.9 กม. ซึ่งจะผันน้ำจากด้านอำเภอบางกรวยลงสู่ทะเลบางขุนเทียน งานด้านการจราจรและขนส่ง ในปีที่ 2 ได้แก่ รถรางรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งขณะนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังศึกษาอยู่ จะใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 1 พันล้านบาท โครงการก่อสร้างรถรางเลียบคลองสายแรกช่องนนทรี - พระราม 3 นอกจากนี้ยังมีรถตู้มวลชนซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงคมนาคม ให้กทม. ดำเนินการร่วมกับอีก 3 หน่วยงาน มีการก่อสร้างอุโมงค์ จุดกลับรถ และสะพานลอย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาจราจรในจุดสำคัญอีก 7 จุด อาทิบริเวณ วงเวียนใหญ่ แยกอุรุพงษ์ แยกเสาวนี เป็นต้น โครงการรถเมล์รางใต้ทางด่วน ขณะนี้กำลังศึกษารายละเอียดเรื่องต้นทุน และปริมาณผู้ใช้บริการ หากผลการศึกษาเป็นไปทางที่ดี กทม. จะดำเนินการในทันที การทะลุซอย เพิ่มอีก 120 จุด ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะสบความสำเร็จทั้งหมด การตัดสุขมวิท 2 ใหม่ เพื่อช่วยแบ่งเบาปัญหาจราจร การติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างตามตรอก ซอยต่าง ๆ ประมาณ 5,000 ดวง การเพิ่มทางม้าลาย ปรับปรุงศาลาที่พักผู้โดยสารทั่วกรุง จำนวน 900 จุด การเจาะทางตันของซุปเปอร์บล็อก การสร้างพื่นที่จอดรถในเมืองเพื่อช่วยแก้ไขและบรรเทาปัญหาการจราจร ด้าน รศ.ประภาภัทร กล่าวว่า ตนจะดำเนินงานตามที่ผู้ว่า ฯ กทม. มอบหมายให้เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว ดังนี้งานโยธา ได้แก่ มาตรฐานของบาทวิถีบนถนนจะต้องเกิดผลในปี 2541 งานควบคุมการก่อสร้างหรืองานสาธารณูปโภคจะต้องบรรลุวัตถุประสงค์โดยไม่ก่อมลภาวะแก่ประชาชน และมีความปลอดภัย ผังเมืองรวมฉบับปรับปรุงจะแล้วเสร็จในปี 2541 และในระหว่างรอประกาศผังเมืองรวมบังคับใช้ จะมีการทำงานที่สำคัญ ๆ เช่น พื้นที่ด้านเศรษฐกิจบริเวณถนนพระราม 3 พื้นที่ด้านประวัติศาสตร์บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีแผนการทำผังเมืองบริวาร และ Sub Center ที่จะออกตาม พ.ร.บ.ผังเมืองรวม งานรักษาความสะอาด มีโครงการใหญ่ ๆ เช่น โครงการกำจัดขยะ 3 แห่ง รวมจำนวนประมาณ 6 พันตัน/วัน โดยมอบให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการและจะต้องให้เกิดผลในปี 2541 โครงการรณรงค์ให้ประชาชนรู้จักวิธีแยกขยะเพื่อลดปริมาณขย รวมทั้งใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า การสร้างสถานีขนย้ายขยะกลางเมือง จำนวน 9 จุด เพื่อลดระยะเวลาการนำขยะไปทิ้งที่หัวกอง ซึ่งขณะนี้กำลังหาพื้นที่ดำเนินการอยู่ งานพัฒนาชุมชน จะดำเนินการใน 4 ด้าน คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยตั้งสำนักงานประชาคมเมืองและมีกลุ่มประชาคมเมืองอย่างชัดเจนที่จะร่วมมือกับ กทม.ในหลายด้านเช่น การแยกขยะ การต่อต้านยาเสพติด นอกจากนี้ กทม.จะเป็นหน่วยประสานเพื่อให้ได้มาซึ่งที่อยู่อาศัยทดแทนชุมชนแออัด โดยกลุ่มแรกที่จะดำเนินการ คือ ชุมชนที่อยู่ตามริมคลอง ประมาณ 100 แห่ง รวมทั้งมีโครงการขุดลอกคลองเพื่อเปิดทางน้ำไหล และองค์กรชุมชนที่พึ่งตนเองได้ นายถิรชัย กล่าวถึงงานในส่วนที่รับผิดชอบ ได้แก่ งานด้านสวัสดิการสังคม และการศึกษาว่า กทม.ปรารถนาจะให้ประชาชนมีความสุขขั้นพื้นฐานครบถ้วนในด้านคุณภาพชีวิต กล่าวคือ ในปีการศึกษาที่จะถึงนี้ นักเรียนของ กทม.ตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน นักเรียน ป.1-ป.6 เรียนฟรี ได้รับหนังสือเรียนและเครื่องแต่งกายนักเรียน 2 ชุด อาหารกลางวันและอาหารเสริมฟรี เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง นอกจากนี้โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ครบทั้ง 429 โรงเรียนรวมทั้งกทม. จะพยายามดึงเด็กและเยาวชนเข้าร่วมโครงการห้องเรียนธรรมชาติ การให้สวัสดิการบุตรครู โดยให้ทุนการศึกษาถึงปริญญาตรี การเปิดชั้นเรียนเด็กก่อนวัยเรียนจะเปิดให้ครบ จำนวน 429 โรงเรียน ภายใน 2 ปี ส่วนโรงเรียนสามประโยชน์ภายในปีการศึกษานี้จะเปิดให้ครบทุกสำนักงานเขต มีการกระจายอำนาจให้ครูกับชุมชน ร่วมระดมสมองเพื่อกำหนดแนวทางการเรียน การสอน ว่าเป็นอย่างไรแล้วเสนอแผนงานสู่ส่วนกลาง การเปิดสอนภาษาต่างประเทศ ซึ่งกทม.ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนนานาชาติ และจัดหาจัดจ้างอาสาสมัครชาวต่างชาติ โครงการแลกเปลี่ยนครูระหว่างประเทศ การจัดกีฬาสี่มุมเมือง ซึ่งกทม. ได้สำรวจพื้นที่ 50 ไร่ ปีนี้ได้งบประมาณก่อสร้างทางเข้า-ออก คาดว่าปีงบประมาณหน้าคงได้งบประมาณก่อสร้างศูนย์กีฬาสี่มุมเมือง โครงการศูนย์เด็กก่อสร้าง ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 7 แห่ง และมีแผนงานเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง โครงการรถเคลื่อนที่สำหรับผู้ด้อยโอกาสเพิ่มอีก 4 คัน และในปีการศึกษาหน้าจะเปิดโรงเรียนกีฬาให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าช่วยแก้ไขปัญหาเยาวชนกับยาเสพติดได้ ส่วนเรื่องสวนสาธารณะจะพยายามเพิ่มสัดส่วนให้ได้ 1.2 - 1.5 ตร.เมตร/คน ทั้งนี้จะมีการปลูกต้นไม้รวมระยะทาง 300 กม.ทั่วกรุงด้วย ด้านปลัดกทม. กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีปัญหาทุกรูปแบบ ดังนั้นการบริหารเมืองจึงค่อนข้างลำบาก ถ้าการแก้ไขปัญหาดำเนินการอย่างไม่สอดคล้องและประสานกันแล้ว จะไม่สามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ อย่างไรก็ดี การบริหารงานก้าวสู่ปี 2 ตนเริ่มมองเห็นภาพอนาคตของกรุงเทพมหานครว่า จะต้องเป็นเมืองที่น่าอยู่ในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้เพราะกทม.มีกลุ่มพลังทำงานที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ กลุ่มพลังทำงานดังกล่าว ได้แก่ ผู้ว่าฯ กทม. รองผู้ว่าฯ กทม. ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ปลัดกทม. รองปลัดกทม. ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการเขต ข้าราชการทุกระดับ รวมทั้งผู้ปฏิบัติจริง เช่น พนักงานเก็บขยะ พนักงานเฝ้าเครื่องสูบน้ำ พนักงานดูแลต้นไม้ เป็นต้น ซึ่งทุกคนต้องมีความเป็นเอกภาพ กล่าวคือ มีความเข้าใจในปัญหาเดียวกัน เข้าใจวิธีแก้ปัญหาเหมือนกัน และมีความสามัคคีกลมเกลียว มีความรักในองค์กรเหมือนกัน ปลัดกทม.กล่าวต่อไปว่า ในด้านการบริหารบุคลากร กทม. มีการฝึกฝนในด้านวินัย เทคนิค และประสิทธิภาพบุคลากรให้ทันโลก แต่ก็ไม่ได้ขาดการอบรมเรื่องคุณธรรม ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ รำลึกเสมอว่า กทม.เป็นองค์กรที่จะต้องดูแลแก้ไขปัญหาบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ประชาชน 8 ล้านคน โดยยึดเป็นปรัชญาในการทำงานของทุกคน ตนจึงมีความเชื่อมั่นว่า อนาคตของกทม. ที่จะก้าวไป มีเป้าหมายโครงการที่ค่อนข้างชัดเจนว่า จะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ในฐานะที่ตนเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรกทม. ต้องขอบคุณผู้ว่าฯ กทม. รองผู้ว่าฯ กทม. ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. รองปลัดกระทรวงกทม. ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการเขต ข้าราชการทุกระดับ สื่อมวลชน และประชาชนที่มีความเข้าใจในองค์กรร่วมกัน รวมทั้งช่วยผลักดันให้กทม. สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้--จบ--