TUF9: ทียูเอฟ ไม่หวั่นเศรษฐกิจซบ กำไรพุ่ง 137 เปอร์เซ็นต์ - newswit
กรุงเทพ--15 ส.ค.--ทียูเอฟ ทียูเอฟ ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย ทำกำไรเพิ่มขึ้นถึง 137 เปอร์เซ็นต์ มั่นใจพร้อมเป็นผู้นำทูน่าระดับโลก เข้าซื้อชิคเก้น ออฟ เดอะ ซี แบรนด์ดังของสหรัฐ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ส่งออก อาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ของประเทศไทย รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก สิ้น สุดงวดบัญชีวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ว่ามีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 137 เปอร์เซ็นต์ จาก 52.9 ล้านบาทในปี 2539 เป็น 125.52 ล้านบาทในปีนี้ ส่วนกำไรสุทธิเมื่อ รวมกับบริษัทย่อยแล้ว พบว่ามีถึง 193.06 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับรอบบัญชี เดียวกันของปี 2539 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 112.05 ล้านบาท พบว่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 72 เปอร์เซ็นต์ "ผลประกอบการดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการสวนกระแสครั้งใหญ่ เมื่อ เทียบกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหาร ของบริษัทฯ และการบริหารต้นทุนการผลิตที่ดี มีการเน้นด้านวางแผนการตลาดและ การผลิตให้สอดคล้องกับสภาพของวัตถุดิบ ผนวกกับการที่สามารถขายสินค้าในราคาที่ ดีขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับผลดีมาจากบริษัทย่อยที่บริษัทฯ เข้าไปลงทุนไว้ สามารถให้ผลตอบแทนที่ดี จนรายได้จากบริษัทย่อยเหล่านั้น กลายเป็นรายได้หลักส่วน หนึ่งของบริษัทฯ เลยทีเดียว" นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารกล่าว สำหรับการลงทุนครั้งสำคัญในไตรมาสที่ผ่านมาคือ การที่บริษัทย่อยของ ทียูเอฟ "ไทยยูเนี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล" ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ได้จับมือกับ ไทร-มารีน อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ค้าทูน่าอันดับ 1 ของโลก และเดอะ แกนน์ แฟมิลี่ ทรัสต์ ซึ่งเป็นกองเรือจับทูน่า เพื่อก่อตั้ง "ไทรยูเนี่ยน ซีฟู้ด" เพื่อเข้าซื้อ แวนแคมป์ ซีฟู้ด (Van Camp Seafood) ผู้ผลิตและจำหน่ายทูน่ากระป๋อง แซลมอนกระป๋อง และอาหารทะเลกระป๋องรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อ ชิคเก้น ออฟ เดอะ ซี (Chicken of the Sea) ในราคา 97 ล้านเหรียญสหรัฐ "สาเหตุที่บริษัทฯ เลือกลงทุนในแวนแคมป์ เพราะมีแบรนด์ดังอย่าง ชิค เก้น ออฟ เดอะ ซี ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 15 เปอร์เซ็นต์ คือจัดเป็นผู้นำ ตลาดอันดับที่ 3 ของอเมริกา รองจากสตาร์คิส และบับเบิ้ลบี ส่วนที่ตั้งโรงงานก็อยู่ ในที่ที่สามารถหาแรงงานราคาต่ำได้" นายธีรพงศ์กล่าว "การมีแบรนด์ดังเป็นสิ่งที่เราต้องการมาก ก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้ลงทุน ในไทรยูเนี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อเข้าซื้อโรงงานผลิตและบรรจุทูน่ากระป๋องที่ ตั้งอยู่ที่เทอร์มินัล ไอร์แลนด์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบและ ตลาด ส่วนในครั้งนี้บริษัทฯ เข้าซื้อแวนแคมป์ ซึ่งมีแบรนด์ดังระดับโลก เพื่อให้มี ฐานการตลาดที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทำให้การผลิต บรรจุ และจำหน่ายทูน่ากระป๋อง ของบริษัทฯ เป็นไปอย่างครบวงจรอย่างแท้จริง" นายธีรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม จากการเข้าซื้อแวนแคมป์ ซีฟู้ดในครั้งนี้ จะทำให้ทียูเอฟสามารถขยาย เข้าสู่ตลาดสหรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าจาก ไทย ซึ่งสูงถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถแข่งขันกับตลาดได้อย่างดี นอกจาก นี้ การที่ได้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักระดับโลก "ชิคเก้น ออฟ เดอะ ซี" ทำให้ทียูเอฟมี ศักยภาพที่จะทำการตลาดไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อสร้างตลาดใหม่ให้กับแบรนด์นี้มากขึ้น ในช่วงแรกจะเน้นตลาดในภูมิภาคเอเชียก่อน "แม้บริษัทฯ จะมีการขยายเข้าไปสู่ตลาดหลาย ๆ แห่งในโลก แต่ตลาด สหรัฐก็ยังเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทฯ เนื่องจากมีฐานตลาดที่ใหญ่มาก มี การบริโภคทูน่าสูงถึง 47 ล้านหีบต่อไป หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้าน เหรียญสหรัฐ และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี" นายธีรพงศ์ให้ ความคิดเห็น สำหรับกำลังการผลิตรวมของทียูเอฟหลังการเข้าซื้อแวนแคมป์ในครั้งนี้ จะมีถึง 1,100 ตันต่อวัน ซึ่งทำให้ทียูเอฟกลายเป็นผู้ผลิตทูน่าที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ของโลก รองจากสตาร์คิส ซึ่งการลงทุนในโครงการนี้ จะกลายเป็นแหล่งรายได้ สำคัญให้กับบริษัทในปีหน้าเป็นต้นไป--จบ--