"แหลมทอง" ผนึกกำลังโออีซีเอฟดึงซอฟต์โลนฟื้นเศรษฐกิจชุมชน - newswit
กรุงเทพ--1 มิ.ย.--ธ.แหลมทอง แบงก์แหลมทองผนึกกำลังส่วนงานทุนภาคเอกชนของโออีซีเอฟ อัดฉีดเงินเศรษฐกิจชุมชนตามแนวพระราชดำริ "สุรเกียรติ์" แจงผลสำเร็จหลังเดินทางกลับจากเยือนญี่ปุ่น ชี้กรกฎาคม เจรจาขั้นสุดท้าย ก่อนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะไหลผ่านแบงก์ไปให้ชาวชนบทกู้ลงทุนธุรกิจ แจงผลหารือด้านอื่น บิ๊กธุรกิจแดนอาทิตย์อุทัยยังมั่นใจไทยรอดวิกฤติก่อนประเทศอื่น ย้ำไม่ทิ้งฐานลงทุนให้ชาติตะวันตกติดลบหลัง เตรียมล็อบบี้รัฐบาลอัดฉีดเงินออกช่วยประเทศในเอเซียมากขึ้นเพื่อหวังผลย้อนกลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจญีปุ่น ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหารธนาคารแหลมทอง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการเดินทางไปญี่ปุ่นในระหว่างวันที่ 25-28 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ได้เดินทางไปกล่าวปาฐกถาในเรื่องเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 1998 ตามคำเชิญของสถาบัน THE POLICY STUDY GROUP ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานวิจัยในเชิงนโยบายและประธานของสถาบันดังกล่าวนี้เป็นวุฒิสมาชิกของญี่ปุ่น โดยได้ชี้แจงถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้นนั้นมีที่มาจากอะไรบ้าง และสิ่งที่รัฐบาลกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ส่วนปัญหาที่ยังค้างอยู่ยังมีเรื่องปัญหาสภาพคล่อง ปัญหาเจ้าหนี้สถาบันการเงินยังไม่ยอมขยายเวลาในการชำระหนี้ให้ และปัญหาระยะยาวที่จะต้องป้องกันไม่ให้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาไปกระทบถึงคนยากจนในประเทศ ทั้งนี้หลังการปาฐกถาได้มีการหารือกันเพิ่มเติม โดยตัวแทนของรัฐบาลฝ่ายญี่ปุ่นที่เข้ามาร่วมในงานดังกล่าว ได้แสดงถึงความมั่นใจในแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย และเชื่อมั่นว่าจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย เกาหลี หรือมาเลเซีย เพราะประเทศไทยมีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นศูนย์รวมความสามัคคีทำให้แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ และมั่นใจว่ารัฐบาลไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากเพียงพอ อีกทั้งคนไทยทนยอมรับความเจ็บปวดอย่างรุนแรงมากเพื่อหวังการแก้ปัญหาลุล่วงเร็วขึ้น "สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตัวแทนฝ่ายญี่ปุ่นได้แสดงเจตจำนงจะให้การช่วยเหลือฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่และยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งประเทศไทย โดยเฉพาะประธานและรองประธานของสถาบันการเงินของญี่ปุ่นหลายแห่งได้ย้ำว่าถึงแม้ธนาคารของญี่ปุ่นยังมีปัญหาอยู่แต่ก็ได้ให้คำปรึกษากับลูกค้ารายใหญ่ซึ่งทุกรายยืนยันว่าไม่ทิ้งประเทศไทย "ดร.สุรเกียรติ์กล่าวและว่า บรรดานักธุรกิจญี่ปุ่นยังมีแนวคิดใหม่สำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของญี่ปุ่น โดยจะเสนอให้รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มเม็ดเงินมาช่วยเหลือฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเศภูมิภาคเอเชียซึ่งเป็นทั้งตลาด และแหล่งการผลิตของญี่ปุ่นมากกว่าจัดสรรงบประมาณจำนวนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในญี่ปุ่นเพื่อหวังเพิ่มอำนาจการบริโภคในประเทศ เพราะหากประเทศเหล่านี้ฟื้นตัวได้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็จะฟื้นตัวเร็วเท่านั้น "เรื่องนี้ได้แสดงความเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง และผมได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่าในอดีตที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุน และร่วมพัฒนาประเทศในภูมิภาคเอเชียเป็นจำนวนมากจนมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก หากในช่วงนี้ไม่เข้ามาช่วยเหลือแล้วสหรัฐและยุโรปจะเข้ามาซื้อกิจการที่ญี่ปุ่นสร้างมาในอดีตไปหมด และในอนาคตสหรัฐและยุโรป จะนำบริษัทเหล่านั้นวกกลับมาขายให้ญี่ปุ่นในราคาแพงดังนั้นญี่ปุ่นไม่ควรจะละทิ้งโอกาสครั้งนี้ไป" อนึ่งการกล่าวปาฐกถาครั้งนี้ มีนักธุรกิจชั้นนำของญี่ปุ่นเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น นายโอซาโน ประธานบริษัทอารเบียนออยส์, นายทานิกาชิ จากกลุ่มบริษัทฟูจิเฮฟวี่อินดัสตรีส์, นายอาดาชิ จากกลุ่มฟูจิตสึ, นายทาเคชิ จากบริษัทเอ็นทีที เดลต้า, นายอิชิมารา จากธนาคารซูมิโตโม และผู้บริหารของกลุ่มซูมิโตโม, นายวาไก จากธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิ และผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มมิตซูบิชิ ซึ่งมีอุตสาหกรรมหลายแขนงทั้งเครื่องไฟฟ้า เคมีภัณฑ์และโลหะ รวมทั้งนายธนาคารชั้นนำของญี่ปุ่นจำนวนมาก ดร.สุรเกียรติ์ยังได้พบกับนายคัตซึขิโร นาคากาวา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (มิติ) พร้อมคณะ ซึ่งได้หารือถึงสภาพและแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียและได้แสดงความเป็นห่วงว่าปัญหาอาจจะลุกลามไปยังมาเลเซีย ขณะเดียวกันก็ไม่มั่นใจว่าหลายประเทศที่ประสบปัญหาจะมีความอดกลั้นเพื่อแก้ปัญหาอย่างไทยหรือไม่ ดร.สุรเกียรติ์ยังได้กล่าวว่า การเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ยังได้พบแนวทางที่สำคัญยิ่งสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยได้หารือกับผู้อำนวยการด้านการลงทุนภาคเอกชนของกองทุนการเงินความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลแห่งประเทศญี่ปุ่น (โออีซีเอฟ) ซึ่งเป็นส่วนงานใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ และส่วนงานดังกล่าวนี้มีเงินทุนจำนวนมากที่สามารถสนับสนุนการทำธุรกิจและการพัฒนาประเทศต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ทั้งการไปร่วมทุนหรือให้กู้กับหน่วยงานเอกชนของประเทศต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาประเทศตนจึงได้เจรจาในนามของธนาคารแหลมทองเพื่อสร้างความร่วมมือทางธุรกิจในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยได้เสนอโครงการการขอเงินกู้ เพื่อนำมาจัดสรรเป็นสินเชื่อให้กับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนในระดับชุมชน เช่น กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มออมทรัพย์ต่าง ๆ ให้มีเงินทุนสำหรับการไปทำธุรกิจระดับชุมชนโดยประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากส่วนงานลงทุนภาคเอกชนโออีซีเอฟเป็นอย่างมาก ความร่วมมือดังกล่าวถึอเป็นการสนองทางพระราชดำริขั้นที่ 3 ของทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งทรงเสนอแนะให้เชื่อมโยงภาคเกษตรเข้ากับการตลาดและธุรกิจรายย่อย โดยในส่วนของธนาคารแหลมทองที่เน้นการให้บริการรายย่อยจะสามารถสนองเป้าหมายดังกล่าวได้ ด้วยเครือข่ายสื่อสารคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาร่วมกับกลุ่มยูคอมทำให้ต้นทุนการดำเนินงานต่ำมาก และยังมีร้านค้าปลีกเอเอ็ม/พีเอ็ม ปั้มน้ำมันของปตท.ที่จะให้องค์กรชุมชนมาร่วมลงทุนโดยธนาคารแหลมทองให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อ อีกทั้งมีผู้บริหารที่เข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการทำธุรกิจรายย่อยดังกล่าวอยู่แล้ว โดยเฉพาะนายทวีศักดิ์ ทังสุพานิช กรรมการบริหารธนาคารแหลมทองซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมาก่อนหน้านี้ "หน่วยงานดังกล่าวนี้เป็นเรื่องใหม่มากของธุรกิจไทย โดยหน่วยงานนี้มีเงินทุนจำนวนมากและมีอำนาจอนุมัติการร่วมลงทุนได้ในระดับส่วนงานทันที ซึ่งการอนุมัติเงินทุนไปร่วมทุนกับหน่วยงานใดจะมีเพดานวงเงินสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่การให้กู้นั้นไม่จำกัดวงเงินโดยในอดีตที่ผ่านมาไม่มีใครให้ความสนใจ หากธนาคารแหลมทองสามารถเจรจาได้สำเร็จจะเป็นสถาบันการเงินรายแรกของไทยที่ด้รับการสนับสนุนทางการเงินจากส่วนงานนี้ และโครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารแหลมทองในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยตามแนวพระราชดำริ โดยเปิดโอกาสกลุ่มแม่บ้านหรือพี่น้องคนไทยที่ตกงานจากเมืองใหญ่และอพยพกลับชนบทจะมีเงินทุนจำนวนหนึ่ง ที่สามารถร่วมมือกันตั้งโรงงานผลิตอุตสาหกรรมระดับชุมชนหรือสร้างสถานที่จำหน่ายสินค้า โดยร่วมมือกับเครือข่ายของธนาคารแหลมทอง ส่วนผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจจากเงินกู้ดังกล่าว ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นธนาคารให้ความสำคัญเป็นระดับรองลงไป ดร.สุรเกียรติ์ได้ย้ำว่า โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้อำนวยการด้านการลงทุนภาคเอกชนของโออีซีเอฟ ทำให้เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก จะมีการหารือกันในรายละเอียดระหว่างผู้บริหารของธนาคารแหลมทองและผู้บริหารของส่วนงานการลงทุนภาคเอกชนของโออีซีเอฟในราวเดือนกรกฎาคม โดยได้ย้ำว่าเครือข่ายและเป้าหมายของธนาคารแหลมทองที่จะรองรับการให้บริการรายย่อยมีความสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่เวลานี้ ต้นทุนทางการเงินที่จะนำมาสนองเป้าหมายในการช่วยพัฒนาประเทศยังสูงมากจึงต้องแสวงหาแหล่งเงินทุน ที่มีต้นทุนต่ำมาดำเนินการหากได้รับความสนับสนุนจากส่วนงานลงทุน ภาคเอกชนของโออีซีเอฟเพื่อทำให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จ--จบ--