สธ.สำรวจอัตราตายมารดาทั่วประเทศครั้งใหญ่ พบตัวเลขต่ำกว่าที่ WHO ระบุไว้
กรุงเทพ--5 มิ.ย.--กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัยจัดดสำรวจตัวเลขอัตราตายของมารดาทั่วประเศ เพื่อเก็บข้อมูลยืนยันผลการดำเนินงานด้านอนามัยแม่และเด็ก ก่อนที่องค์อนามัยโลกจะประเมินผลงานของนานาชาติในปี 2543 พบว่าตัวเลขที่สำรวจได้ของประเทศไทยต่ำกว่าที่ WHO ระบุไว้ นายแพทย์ปรากรม วุฒิพงศ์ ปลัดกระรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงโครงการศึกษาอัตราตายของมารดาในพื้นที่เขต 5 ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ว่า องค์การอนามัยโลกและองค์การยูนิเซฟ ได้กำหนดเป้าหมายว่า ภายในปี 2543 จะลดอัตราตายของมารดาลงครึ่งหนึ่งของอัตราที่พบในปี 2533 ดังนั้นทุกประเทศจำเป็นต้องมีข้อมูลเพื่อใช้เปรียบเทียบและวัดผลการดำเนินงาน แต่เนื่องจากข้อมูลการตายของมารดาของประเทศไทยที่มีอยู่ในขณะนี้อาจจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง กล่าวคือ ข้อมูลของกรมอนามัย ซึ่งได้จากการรายงานของสถานบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ยังขาดข้อมูลในส่วนของโรงพยาบาลหรือสถานบริการในสังกัดหน่วยงานอื่น ๆ ได้รายงานอัตราตายมารดาในปี 2533 เท่ากับ 36 ต่อ 100,000 การเกิดมีชีพส่วนข้อมูลจากสำนักนโยบายและแผนสาธารณสุขซึ่งได้จากทะเบียนราษฎร์ฯ รายงานอัตราตายมารดาในปี 2533 เป็น 25 ต่อ 100,000 การเกิดมีชีพ ในขณะที่ในปี 2539 ทางองค์การอนามัยโลกได้ตีพิมพ์รายงานอัตราส่วนการตายของมารดาในประเทศไทยของปี 2533 เป็น 200 ต่อ 100,000 การเกิดมีชีพ ซึ่งข้อมูลขององค์การอนามัยโลกนั้นค่อนข้างสูงและเป็นตัวเลขที่ไม่น่าจะยอมรับได้ เพราะเท่าที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ ในการพัฒนางานอนามัยแม่และเด็กมาโดยตลอด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินการสำรวจข้อมูลอีกครั้งให้ครอบคลุมประเทศและต้องใช้วิธีการที่เป็นที่ยอมรับในความถูกต้อง เที่ยงตรงเชื่อถือได้ สามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบาย และเปรียบเทียบได้ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย จึงได้ทำโครงการศึกษาข้อมูลอัตราการตายของมารดาใน 12 เขต ทั่วประเทศ โดยใช้วิธี RAMOS (Reproductive Age Mortality Survey) ซึ่งเป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกและองค์การยูนิเซฟยอมรับ โดยศึกษากลุ่มหญิงวัยเจริญพันธ์ อายุระหว่าง 15-49 ปี ที่ตายโดยมีสาเหตุจากการตั้งครรภ์ การคลอดและหลังคลอดภายใน 42 วัน ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 - ธันวาคม 2539 ปรากฎว่าตัวเลขจากการสำรวจครั้งนี้ต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกระบุไว้มาก คือ พบอัตราการตายของมารดาเป็น 44.1 ต่อ 100,000 การเกิดมีชีพซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลงานด้านอนามัยแม่และเด็กของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ทางสำนักงานสาธารณสุข เขต 5 ประกอบด้วย นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ และมหาสารคาม ได้พิจารณาเห็นว่า การสำรวจข้อมูลโดยวิธีดังกล่าว จะมีประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนางานด้านอนามัยแม่และเด็กให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจัดโครงการศึกษาอัตราตายของมารดาในพื้นที่ เขต 5 โดยใช้วิธีเดียวกับที่ทางกรมอนามัยได้ดำเนินการไปแล้ว และจะได้เก็บข้อมูลการตายของทารก และการตายของทารกอายุต่ำกว่า 5 ปี ไปพร้อมกันด้วย จึงได้จัดการประชุมในครั้งนี้ขึ้นเพื่อชี้แจงโครงการให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้สามารถนำไปดำเนินการเก็บข้อมูลให้บรรลุวัตถุประสงค์ต่อไป นายแพทย์ปรากรม กล่าวตอนท้าย--จบ--