สมาพันธ์ผู้ผลิตทองคำแห่งโลกรายงานพฤติกรรมการซื้อทองของผู้บริโภคชาวไทย - newswit
กรุงเทพ--8 มิ.ย.--สมาพันธ์ผู้ผลิตทองคำแห่งโลก "ทองคำ" นับเป็นเครื่องประดับที่คงความเป็นอมตะมาช้านานสืบเนื่องมาจากประกายทองเหลืองอร่าม ที่สะท้อนคุณค่าแห่งความงามสง่า หรูหรา มีรสนิยม อีกทั้งยังมีราคาสูง และสามารถใช้เป็นประโยชน์ทางด้านการลงทุน ไม่ว่าจะในยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองหรือผันผวนเพียงใด คุณสมบัติเอนกประสงค์เช่นนี้ ทำให้ทองคำเป็นมากกว่าเครื่องประดับ สามารถบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ และคุ้มค่าแก่การซื้อหาเพื่อการลงทุนในอนาคต เมื่อทองคำ โดยเฉพาะในรูปของทองรูปพรรณ เป็นที่ต้องการและหมายปองในกลุ่มคนจำนวนมาก กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายจึงขยายวงกว้างขวางออกไปหลากหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีทัศนคติ นิสัยใจคอ รสนิยม และอาชีพที่แตกต่างกัน ผู้ค้าทองคำในประเทศไทยจึงต้องสรรหากลยุทธ์การตลาดและเทคนิคการขาย ที่จูงใจและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ กัน เพื่อความสำเร็จในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในยุคที่ ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดกันตัวเป็นเกลียวเช่นในปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุนี้ สมาพันธ์ผู้ผลิตทองคำแห่งโลก จึงได้ทำการวิจัยในหัวข้อ "การสำรวจพฤติกรรมการซื้อทองของผู้บริโภค" โดยมีสถาบัน Research International World Service แห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นแกนนำในการสำรวจ และสถาบัน Research International Thailand ทำงานวิจัยภาคสนามในประเทศไทยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน 2539 โดยข้อมูลจากการวิจัยถูกนำมาจัดทำเป็นคู่มือสำหรับผู้ค้าทองคำ ในประเทศไทย เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ซื้อและคิดหากลยุทธ์การส่งเสริมการขายที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า ประเภทต่าง ๆ ต่อไป สำหรับการสำรวจในประเทศไทย จะสุ่มตัวอย่างสำรวจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายคนไทย อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป จำนวน 1,500 คน จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ที่เชียงใหม่ และนครสวรรค์ ภาคตะวันออก-เฉียงเหนือ ที่นครราชสีมา และขอนแก่น ภาคกลาง ที่ กรุงเทพฯ ระยอง สุพรรณบุรี และภาคใต้ ที่สุราษฎร์ธานี และสงขลา จากผลการวิจัยสามารถจัดหมวดหมู่กลุ่มผู้บริโภคได้ 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มหาเช้ากินค่ำ กลุ่มแม่ค้าแม่ขาย กลุ่มสาวนำสมัย กลุ่มอาเสี่ย กลุ่มคุณนาย และกลุ่มคุณระเบียบ ตระหนี่ตระกูล โดยแบ่งตามลักษณะพฤติกรรมเด่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น เพศ วัย สถานภาพทางการสมรส อาชีพ รายได้ ถิ่นฐาน ความถี่และจำนวนในการซื้อ สาเหตุแห่งการซื้อ และทัศนคติที่มีต่อทองคำ เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้ สามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการออกแบบเครื่องประดับทองคำ และใช้เป็นเทคนิคการขายในอนาคตได้เป็นอย่างดี นายพงศ์พันธ์ พงษ์ศิริบัญญัติ ผู้จัดการประจำประเทศไทย สมาพันธ์ผู้ผลิตทองคำแห่งโลก เปิดเผยว่า "การนำเสนอข้อมูลด้วยวิธีการบรรยายลักษณะบุคลิกภาพ พฤติกรรม และภาพประกอบต่าง ๆ แทนวิธีการแสดงข้อมูลด้วยกราฟดังเช่นที่เคยทำมาแต่ก่อน ทำให้ข้อมูลเข้าใจง่าย น่าสนใจ และสามารถอ่านด้วยความเพลิดเพลิน ที่สำคัญทำให้เห็นพฤติกรรมเด่น ๆ ของผู้บริโภคชาวไทยโดยทั่วไปได้อีกด้วย" ลำดับประเภทของผู้บริโภคที่แบ่งตามลักษณะพฤติกรรมการซื้อจากกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด มีดังนี้ กลุ่มหาเช้ากินค่ำ คิดเป็น 34 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด โอกาสซื้อในอนาคตมีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะทั่วไป ได้แก่ เพศชายวัยกลางคน สมรสแล้ว มีถิ่นฐานอยู่ในต่างจังหวัด รายได้ต่ำ มักจะซื้อทองคำขนาดกลางและซื้อบ่อย ๆ มักเป็นเจ้าของระยะสั้น ๆ จำนวนน้อยชิ้น เพราะมีทัศนคติว่าทองคำเป็นการลงทุนระยะยาว บอกสถานภาพทางสังคม สามารถซื้อขายได้ตลอดเวลา การออกแบบทองรูปพรรณสำหรับผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงน่าจะเป็นชิ้นเล็ก และน้ำหนักเบา ส่วนเทคนิคการขาย ควรเน้นให้เห็นว่าการใส่ทองบ่งบอกฐานะ และเป็นการเก็บออมที่ดี กลุ่มแม่ค้าแม่ขาย คิดเป็น 28 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด โอกาสซื้อในอนาคตมีประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะทั่วไปคือ เพศหญิง อายุน้อย สมรสแล้ว มีรายได้ค่อนข้างต่ำ มักจะซื้อบ่อย และชิ้นไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป เป็นเจ้าของในระยะสั้น จำนวนชิ้นพอประมาณ ไม่มากไม่น้อย มีทัศนคติว่าทองคำสามารถบอกสถานภาพทางสังคม เป็นของแปลก และเป็นเครื่องประดับของสตรี เทคนิคการออกแบบของลูกค้ากลุ่มนี้ ควรเป็นทองคำชิ้นใหญ่แต่น้ำหนักเบา มีหลากหลายสไตล์ให้เลือก โดยเทคนิคการขายให้เน้นถึงคุณค่าของทองว่าสามารถแสดงถึงฐานะทางสังคมได้ กลุ่มสาวนำสมัย คิดเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด โอกาสซื้อในอนาคต 11 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะทั่วไปคือ เพศหญิง อายุระหว่าง 16-24 ปี โสด เป็นพนักงานบริษัท มีรายได้ค่อนข้างสูง ความถี่ในการซื้อปานกลาง ซื้อชิ้นเล็ก และส่วนใหญ่จะซื้อให้ตนเอง ระยะเวลาเป็นเจ้าของค่อนข้างนาน จำนวนชิ้นปานกลาง ไม่มากไม่น้อย มีทัศนคติว่า ทองไม่ไช่การลงทุน พร้อมขายได้ทุกเวลา การออกแบบเครื่องประดับทองคำสำหรับกลุ่มนี้ ควรเป็นชิ้นเล็ก แบบทันสมัย ตามแฟชั่น เทคนิคการขายควรเน้นให้เห็นว่ามีแบบกระจุ๋มกระจิ๋มให้เลือกมาก และทองคำคือเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ กลุ่มอาเสี่ย คิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด โอกาสซื้อในอนาคต 5 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะทั่วไป ได้แก่ เพศชาย หลายวัย โสด รายได้สูง มีความถี่ในการซื้อสูงมาก ซื้อชิ้นใหญ่ ส่วนใหญ่ซื้อเพื่อเป็นของกำนัล จะสำรวจราคาอยู่เสมอ ระยะเวลาครอบครองนาน จำนวนชิ้นไม่มากไม่น้อย มีทัศนคติว่า ทองคือการลงทุนระยะยาว และเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ พร้อมขายได้ทุกเวลา เทคนิคการออกแบบควรเน้นในเรื่องน้ำหนักและมีแบบหลากหลาย เทคนิคการขายควรเน้นว่ามีโอกาสในการขายได้สูง ดังนั้น จึงควรเน้นที่จำนวนชิ้นมากกว่าลวดลาย กลุ่มคุณนาย คิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด โอกาสซื้อในอนาคต 2 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะทั่วไปคือ เพศหญิง ค่อนข้างมีอายุ สมรสแล้ว ฐานะดี ซื้อไม่บ่อย แต่จะชิ้นใหญ่ ซื้อเพื่อใช้เองหรือเป็นของกำนัล และมักไม่ขายต่อ จะเป็นเจ้าของจำนวนมากชิ้น มีทัศนคติว่า ทองไม่ถือเป็นการลงทุน ซื้อแล้วไม่คิดขาย บ่งบอกสถานภาพทางสังคม ไม่เน้นเรื่องลวดลาย การออกแบบจึงควรเป็นแบบเรียบ ๆ แต่อยู่ได้นาน ชิ้นเล็ก เหมาะเป็นของกำนัล เทคนิคการขายเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของเปอร์เซ็นต์เนื้อทอง ค่อย ๆ โน้มน้าวใจ ไม่ควรเร่งเร้าการขาย กลุ่มที่มีจำนวนน้อยที่สุด ได้แก่ กลุ่มคุณระเบียบ ตระหนี่ตระกูล คิดเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งหมด โอกาสซื้อในอนาคต 2 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะทั่วไปคือ เพศหญิง ค่อนข้างมีอายุ โสด รายได้ค่อนข้างสูง ซื้อบ่อย แต่จะซื้อชิ้นเล็ก ไม่ค่อยติดตามราคาทอง ระยะเวลาเป็นเจ้าของนาน จำนวนชิ้นไม่มากไม่น้อย มีทัศนคติว่า ทองคือการลงทุน ไม่คิดขายแม้จะได้กำไร ซื้อแบบเรียบ ๆ จะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด ไม่นิยมของปลอม ลวดลายเครื่องประดับทองคำสำหรับกลุ่มนี้ จึงน่าจะเป็นหลากหลายสไตล์ ชิ้นเล็ก น้ำหนักเบา เทคนิคการขายเน้นว่าการซื้อและใส่ทอง เป็นเสมือนการลงทุนเพื่ออนาคต เสนอขายแบบเรียบ ๆ ไม่หวือหวา นายพงศ์พันธ์ กล่าวต่อไปว่า การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับผู้บริโภคและตลาดเครื่องประดับทองคำในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นแนวสร้างสรรค์และวางแผนการตลาด ดังเจตนารมย์ของสมาพันธ์ฯ ที่จะมีส่วนร่วมในการผลักดันและส่งเสริมการขยายตลาดทองคำของไทยให้ก้าวหน้าต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง "สำหรับตลาดทองในอนาคต สมาพันธ์ฯ เชื่อมั่นว่า ยังมีโอกาสเติบโตต่อไปอีกเรื่อย ๆ เพราะมีฐาน ผู้บริโภคกว้างขวาง ครอบคลุมกลุ่มคนเกือบทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะคุณสมบัติพิเศษของทองคำที่เป็นทั้งเครื่องประดับและโลหะมีค่าเพื่อการลงทุน ที่แตกต่างจากเครื่องประดับชนิดอื่น ๆ การสำรวจวิจัย ผู้บริโภคจึงเป็นการหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละประเภทให้ดีขึ้น และเพื่อสร้างสรรค์การออก แบบเครื่องประดับทองคำที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เต็มที่ ทำให้ลูกค้ามั่นใจในตัวสินค้า และ ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยขยายการเติบโตในอุตสาหกรรมการผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับ ทองคำได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังรอการฟื้นตัวเช่นในปัจจุบัน" นายพงศ์พันธ์ กล่าวสรุป ในที่สุด--จบ--