รัฐ-เอกชนกระตุ้นภาคธุรกิจเข้าร่วม AICO เพิ่มส่งออกและประสิทธิภาพการผลิต - newswit

กรุงเทพ--15 พ.ค.--บีโอไอ บีโอไอ-กระทรวงอุตสาหกรรม-สภาอุตฯ ร่วมกระตุ้นความร่วมมือในโครงการ AICO ให้เกิดมากขึ้น หวังช่วยเพิ่มการส่งออกปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรมให้แข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้ ในการสัมมนาโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN INDUSTRIAL COOPERATION SCHEME : AICO) ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้แทนจากทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็เห็นพ้องที่จะผลักดันให้ภาคเอกชนหันมาสนใจเข้าร่วมโครงการ AICO มากขึ้น เพราะจะเป็นประโยชน์ในสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเพิ่มขึ้น นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า สถานะคำขอยื่นเพื่อเข้าร่วมโครงการ AICO ในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมาคือตั้งแต่โครงการมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 มีภาคเอกชนยื่นคำขอเข้ามาจนถึงขณะนี้ 31 โครงการ ในจำนวนนี้มีคำขอที่ภาคเอกชนไทยเข้าร่วมด้วย 23 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ 18 โครงการ เครื่องใช้ไฟฟ้า 2 โครงการ อาหารแปรรูป 2 โครงการ และเครื่องยนต์การเกษตรอีก 1 โครงการ นายจักรมณฑ์กล่าวว่า ถึงแม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีผู้สนใจเข้าร่วมน้อยเพราะมุ่งให้ความสำคัญกับการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการซื้อในประเทศเป็นหลักก็ตาม แต่ขณะนี้เหตุการณ์ได้เปลี่ยนไปผู้ผลิตต้องหันมาพึ่งการส่งออกมากขึ้น จึงคาดว่าภาคเอกชนจะหันมาให้ความสนใจเข้าร่วม AICO มากขึ้น นายธวัชชัย ตั้งสง่า ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาโครงการ AICO กล่าวว่า แนวโน้มของโครงการนี้จะมีภาคเอกชนสนใจเข้าร่วมมากขึ้น เพราะปัญหาอุปสรรคบางประการได้ถูกแก้ไขไปแล้ว ประกอบกับโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการเสียภาษีนำเข้าสินค้าที่ใช้ผลิตในอัตรา 0-5% ก็ยังมีอยู่อีกนาน เพราะถึงแม้โครงการลดภาษีสินค้าระหว่างอาเซียนเหลือ 0-5% ตามความร่วมมือจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ส่วนหนึ่งจะมีผลตั้งแต่ปี 2543 แต่ก็ยังมีสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ทอดเวลาภาษีไปอีกนานถึงปี 2546 ซึ่งสินค้าในกลุ่มหลังนี้หากภาคเอกชนที่ผลิตยื่นขอเข้าโครงการ AICO ก็จะรับประโยชน์ได้ก่อนระยะเวลาของ AFTA ที่มีผลในปี 2546 โอกาสดังกล่าวจะรวมไปถึงธุรกิจขนาดกลางและเล็กด้วยโดยเฉพาะที่ทำธุรกิจค้าขายอยู่แล้วกับประเทศอาเซียน ซึ่งทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมบีโอไอ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยินดีจะให้ความช่วยเหลือจับคู่ทางธุรกิจให้ด้วยหากภาคธุรกิจต้องการ นายอรุณ เหล่าวัฒนกุล กรรมการในคณะกรรมการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมกับต่างประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวเรียกร้องให้ภาคเอกชนหันมาสนใจติดตาม AICO มากขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็ก เพราะเป็นการฝึกเพื่อเข้าสู่กลไกการทำธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบไม่เพียงแค่การซื้อมาขายไปเท่านั้น ต้องฝึกคิดปรับเปลี่ยนแผน ปรับกลยุทธ์ในการแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ภาคเอกชนควรตื่นตัวเพื่อแจ้งปัญหาที่ประสบให้กับรัฐรับทราบ เพราะในภาครัฐของประเทศอาเซียนเองก็เปิดกว้างให้เอกชนเข้าร่วมประชุมเพื่อเสนอปัญหา แต่ภาคเอกชนค่อนข้างอ่อนแอ ไม่ชี้แจงปัญหาทำให้ภาครัฐไม่ทราบเรื่องและแก้ไขไม่ได้ สำหรับโครงการ AICO เป็นการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างภาคเอกชนของอาเซียน เพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของอาเซียน ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาเซียน ภาคเอกชนที่จะขอร่วมโครงการต้องมีผู้ประกอบการอย่างน้อย 2 รายจากประเทศอาเซียน โดยต้องมีผู้ถือหุ้นเป็นชาติอาเซียนไม่น้อยกว่า 30% สินค้าที่ผลิตต้องมีแหล่งกำเนิดในอาเซียนไม่น้อยกว่า 40% โดยมีสิทธิประโยชน์หรือ สินค้าและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจะเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 0-5% และถือเสมือนเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ--จบ--

ข่าว นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ล่าสุด