ผู้ค้าเพชรจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม World Diamond Congress ครั้งที่ 28

กรุงเทพ--7 ก.ค.--กรมส่งเสริมการส่งออก ผู้ค้าเพชรจากทั่วโลกกว่า 300 ราย รวมทั้งผู้บริหาร และนักธุรกิจชั้นแนวหน้าที่อยู่ในวงการการค้าและการเจียระไนเพชรอีกกว่า 100 คน มีกำหนดจะเดินทางมาร่วมประชุม World Diamond Congress ครั้งที่ 28 ซึ่งจะจัดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2541 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ และวิทยาการใหม่ๆ อันจะนำไปสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับทิศทางการส่งเสริมและการพัฒนาอุตสาหกรรมการเจียระไนเพชรและการค้าเพชรทั้งในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ ระหว่างการประชุมดังกล่าวยังมีการจัดงาน Bangkok Inter-Bourse เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้าสามารถทำการซื้อขายเพชรได้โดยตรงอีกด้วย การประชุม World Diamond Congress ถือกำเนิดขึ้นจากการริเริ่มและประสานความร่วมมือกันระหว่างองค์กรด้านการค้าและการเจียระไนเพชรระดับนานาชาติ 2 องค์กร คือ สมาพันธ์ตลาดกลางค้าเพชรโลก (World Federation of Diamond Bourses) และ สมาคมผู้ประกอบการเจียระไนเพชรระหว่างประเทศ (International Diamond Manufacturers Association) รวมทั้งองค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนานาชาติและระดับท้องถิ่น โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุก ๆ 2 ปี หมุนเวียนกันในหมู่ประเทศสมาชิก และการประชุม World Diamond Congress ครั้งที่ 28 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเป็นครั้งแรก ดร. สวราช สัจจมาร์ค รองประธานตลาดกลางค้าเพชรและอัญมณีระหว่างประเทศแห่งกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “ประเทศได้รับเลือกให้เป็นประเทศเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวจากการลงมติของคณะกรรมการจัดงานระหว่างการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อสองปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีอัตราการเติบโตอยู่ในเกณฑ์สูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับต้น ๆ ในปัจจุบัน” แม้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่อัญมณีในประเทศไทยจะมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่อุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณีที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางภาครัฐมีนโยบายการสนับสนุนส่งเสริมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผ่านทางกรมส่งเสริมการส่งออกและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตัวอย่างการให้การสนับสนุนส่งเสริมที่เห็นได้ชัดเจน คือ การยกเว้นภาษีนำเข้าและส่งออกให้กับสินค้าเพชรและอัญมณีชนิดอื่น ๆ รวมทั้งทองคำ เงิน และแพลททินัม การตั้งนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี หรือ Gemopolis ซึ่งเป็นเขตส่งเสริมการผลิตและการค้าเครื่องประดับและอัญมณีที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานคร สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวทั้งสิ้น ดร. สวราช ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “การเจียระไน การขัดแต่ง และการฝังเพชรลงบนตัวเรือนเครื่องประดับ ต้องอาศัยความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้และความชำนาญ ขณะนี้ในประเทศไทยมีบริษัทร่วมทุนที่ดำเนินธุรกิจดังกล่าวอยู่หลายบริษัท ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับของโลก" อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน 10 อุตสาหกรรมที่สร้างรายได้จากการส่งออกเข้าประเทศมากที่สุด ผู้นำเข้ารายใหญ่ 10 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม อิสราเอล เยอรมันนี สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ การส่งออกสู่ประเทศเหล่านี้มีมูลค่ารวมเกือบร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับทั้งหมดของไทย ส่วนมูลค่าการนำเข้าวัตถุดิบอัญมณีในปี 2540 เพชรมีมูลค่าการนำเข้าสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 86 ของมูลค่าการนำเข้าอัญมณีทั้งหมด โดยส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กานา และคองโก ปัจจุบัน ผู้ผลิตเครื่องประดับและอัญมณีรายใหญ่ ๆ ในประเทศมีอยู่ประมาณ 20 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตขนาดกลางและเล็กอีกเป็นจำนวนมากที่กำลังเริ่มเป็นที่รู้จักและสั่งสมชื่อเสียงเพื่อสร้างช่องทางการจำหน่ายสินค้าในตลาดโลก อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับจึงกลายเป็นผู้ว่าจ้างแรงงานรายใหญ่ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และยังมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการว่าจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมนี้มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการประมาณกันว่าขณะนี้มีอยู่กว่า 600,000 คน นอกเหนือจากช่างทองและช่างเจียระไนแล้ว ในจำนวนนี้เป็นช่างเจียระไนเพชรกว่า 7,000 คน นายสนิท วรปัญญา อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า “เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศไทยต้องประสบกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงจากเพื่อนบ้าน เช่น จีน เวียดนาม ซึ่งผลิตสินค้าในปริมาณมาก ๆ อย่างไรก็ตาม สินค้าจากประเทศเหล่านี้ยังเป็นรองประเทศไทยในด้านคุณภาพและประสบการณ์ ทั้งนี้ เนื่องจากช่างเจียระไนเพชรชาวไทยล้วนแล้วแต่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ” นายสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้ว่าตลาดการค้าเพชรจะมีอัตราการขยายตัวลดลง อันเป็นผลมาจากปัญหาเศรษฐกิจในเอเชีย อย่างไรก็ตาม ตลาดในภูมิภาคอื่นของโลกยังคงมีแนวโน้มสดใส เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร เป็นตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูง เช่นเดียวกับตลาดตะวันออกกลางที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง นับตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียสิ้นสุดลง โดยเฉพาะตลาดระดับกลางและระดับบนที่มีอัตราการขยายตัวสูง” “รัฐบาลและภาคเอกชนมีความเห็นตรงกันว่าประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก ดังนั้น การประชุม World Diamond Congress จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ เพราะต่อจากนี้ไปอย่างน้อย 20 ปี จึงจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกเช่นนี้อีก” นายสนิทกล่าว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการส่งออก โทร. 513 1909-17 ต่อ 332--จบ--

ข่าว สมาคมผู้ประกอบการเจียระไนเพชร ล่าสุด