อินเทลสร้างสถิติรายได้สูงสุดในไตรมาสที่สาม - newswit
กรุงเทพ--15 ต.ค.--คอร์ปอเรชั่น บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้สร้างสถิติใหม่ของรายรับประจำไตรมาส และยอดจัดส่งไมโครโปรเซสเซอร์ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการอย่างสูงด้านผลิตภัณฑ์พีซีในตลาดทั่วโลก รายได้ประจำไตรมาสที่สามคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 6,700 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นรายได้ที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดยเพิ่มขึ้นจากรายได้จำนวน 6,200 ล้านเหรียญในไตรมาสที่สามของปี 2540 ถึงร้อยละ 9 และเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14จากรายได้จำนวน 5,900 ล้านเหรียญที่ทำไว้ในไตรมาสที่สองของปี 2541 อินเทลมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่สามนี้ 1,600 ล้านเหรียญ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับกำไรสุทธิในไตรมาสที่สามของปี 2540 กำไรสุทธิในไตรมาสที่สามนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากกำไรสุทธิจำนวน 1,200 ล้านเหรียญ ที่ทำไว้ในไตรมาสที่ผ่านมา สำหรับกำไรต่อหุ้นของไตรมาสนี้มีจำนวน 0.89 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0.88 เหรียญต่อหุ้นที่ทำไว้ในไตรมาสที่สามของปี 2540 รวมทั้งยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากกำไรต่อหุ้นจำนวน 0.66 เหรียญในไตรมาสที่สองของปีนี้เช่นกัน "เรารู้สึกพอใจกับผลประกอบการโดยรวมของไตรมาสสุดท้ายนี้" ดร. เครก อาร์. บาร์เรตต์ ประธานและหัวหน้าสำนักบริหารกล่าว "ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นอย่างทั่วถึงเกือบทุกสายผลิตภัณฑ์และทุกเขตภูมิภาคของโลกซึ่งรวมถึงยอดจำหน่ายของไมโครโปรเซสเซอร์ที่ทำได้เป็นจำนวนมากด้วย ในไตรมาสที่สามนี้อุตสาหกรรมพีซีเริ่มมีสภาพฟื้นตัวขึ้นจากปัญหาสินค้าคงคลัง และคาดว่าจะมีสภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมอีกจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้" "ในด้านของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราประสบความสำเร็จในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์แต่ละระดับ นับตั้งแต่ Pentium(r) II Xeon(tm) โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่สำหรับเซิร์ฟเวอร์และ เวิร์กสเตชั่น จนถึง Intel(r) Celeron(tm)โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 333 MHz และ 300A MHz สำหรับคอมพิวเตอร์เพื่องานพื้นฐาน" ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสตามปกติเป็นเงินสดจำนวน 0.03 เหรียญต่อหุ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541ให้กับผู้ถือหุ้นตามรายชื่อในบันทึกผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2541 โดยคณะกรรมการประกาศว่าจะจ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสหุ้นละ 0.04 เหรียญในวันที่ 1 ธันวาคม 2541ให้กับผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อในบันทึก ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2541 อีกด้วย อินเทลได้มีการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดทุกไตรมาสมาเป็นเวลาหกปี โดยจำนวนเงินปันผลในแต่ละไตรมาสมีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดห้าปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ซื้อหุ้นสามัญกลับคืนมาจำนวนทั้งสิ้น 20.1 ล้านหุ้นในราคา 1,700 ล้านเหรียญ ในปีนี้บริษัทฯ ได้ทำการซื้อหุ้นคืนกลับมาแล้ว จนถึง ณ ขณะนี้ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 64.4 ล้านหุ้นในราคา 5,200 ล้านเหรียญ นับตั้งแต่เริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนในปี 2533 บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นคืนมาแล้วทั้งสิ้น 277.8 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าทั้งหมด12,100 ล้านเหรียญ ข้อความต่อไปนี้เป็นการคาดคะเนแนวโน้มจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจแตกต่างไปจากผลที่จะเกิดขึ้นจริงได้ ข้อความเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมกิจการหรือการเข้าซื้อกิจการใดๆที่อาจเสร็จสมบูรณ์หลังจากวันที่ประชาสัมพันธ์ข่าวฉบับนี้ ** บริษัทฯ คาดว่ารายได้ในไตรมาสที่สี่ของปี 2541 จะเพิ่มขึ้นเล็กจากรายได้จำนวน 6,700ล้านเหรียญของไตรมาสที่สามเล็กน้อย และคาดว่ารายได้ในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นไปตามที่บริษัทฯ ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้กล่าวคือจะเพิ่มขึ้นจากรายได้ของครึ่งปีแรก ** อัตรากำไรเบื้องต้นในไตรมาสที่สี่ของปี 2541 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 53ในไตรมาสที่สามโดยอัตรากำไรเบื้องต้นในระยะสั้นของอินเทลจะแปรผันไปตามระดับรายได้และสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทเป็นหลัก **ค่าใช้จ่าย (การพัฒนาและวิจัย รวมถึงค่าใช้จ่ายทั่วไปในการบริหารและการจัดการ) ในไตรมาสที่สี่ของปี 2541คาดว่าจะสูงกว่าค่าใช้จ่ายจำนวน 1,400 ล้านเหรียญของไตรมาสที่สามประมาณร้อยละ 3 ถึง 5 โดยค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับระดับรายได้ ** บริษัทฯ ปรับลดจำนวนพนักงานไปประมาณ 2,000 รายตั้งแต่สิ้นไตรมาสที่สอง แต่ได้เพิ่มจำนวนพนักงานประมาณ 1,800รายซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัท ดิจิตอล อีควิปเม้นท์ คอร์ปอร์เรชั่น โดยคาดว่าแผนการปรับลดจำนวนพนักงานประมาณ 3,000 ราย จะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ **บริษัทฯ คาดว่าดอกเบื้ยและรายรับอื่นๆ ในช่วงไตรมาสที่สี่ของปี 2541 จะมีมูลค่าประมาณ 160 ล้านเหรียญ หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยหรืองบดุลเงินสดที่คาดไว้ รวมถึงไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น **อัตราภาษีสำหรับไตรมาสที่สี่ของปี 2541 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 33.0 **ในปัจจุบัน คาดว่าปี 2541 จะมีค่าใช้จ่ายด้านทุนเกิดขึ้นประมาณ 4,200 ล้านเหรียญ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 4,500 ถึง 4,700 ล้านเหรียญตลอดทั้งปี ความเปลี่ยนแปลงที่คาดไว้ดังกล่าวเป็นผลมาจากการปรับปรุงองค์กร และความพยายามในการลดต้นทุนที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาตลอด การคาดการณ์ดัวกล่าวนี้ยังรวมถึงการเข้าซื้อสินทรัพย์ด้านทุนจากโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัท ดิจิตอลอีควิปเม้นท์ คอร์ปอร์เรชั่น ด้วย **ค่าเสื่อมราคาในไตรมาสที่สี่ของปี 2541 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 780 ล้านเหรียญ ข้อความที่กล่าวถึงข้างต้นในหัวข้อแนวโน้มธุรกิจนี้เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งได้นำเอาความเสี่ยงและความไม่แน่นอนบางประการเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย นอกจากปัจจัยต่างๆดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้ผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นจริงนั้นแตกต่างออกไปจากการคาดการณ์นี้ ซึ่งได้แก่: * สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสภาพธุรกิจ เช่น ปัญหาด้านการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบันและการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ในแต่ละภูมิภาค * การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสั่งซื้อของลูกค้าซึ่งรวมถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับสินค้าคงคลังของลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย * ความเปลี่ยนแปลงของไมโครโปรเซสเซอร์ทั้งในแง่ของรุ่นและความเร็ว ส่วนประกอบที่ซื้อมา และผลิตภัณฑ์อื่นๆ * ปัจจัยด้านการแข่งขันต่างๆ เช่นสถาปัตยกรรมชิปและเทคโนโลยีการผลิตของคู่แข่งไมโครโปรเซสเซอร์ของคู่แข่งที่ใช้กับซอฟต์แวร์เดียวกันได้และการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดแต่ละระดับ * แรงกดดันด้านราคา *สินค้าคงคลังที่ตกรุ่นหรือมีมากเกินไปและความแตกต่างในการประเมินราคาสินค้าคงคลัง * ความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาและการวางตลาดโปรเซสเซอร์และผลิตภัณฑ์รุ่นสำคัญๆสำหรับตลาดแต่ละระดับ * การเริ่มใช้วิธีการผลิตแบบใหม่ * ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกำลังการผลิตที่มากหรือน้อยเกินไป *ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดไว้ก่อนหรือผลกระทบจากโปรเซสเซอร์และผลิตภัณฑ์ตัวอื่นที่ทำงานผิดไปจากข้อกำหนดเฉพาะที่ระบุไว้ *การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาปี 2000 ที่เกิดขึ้นกับระบบภายในบริษัทเอง ระบบของซัพพลายเออร์หรือระบบของบุคคลที่สาม * คดีความเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ทรัพย์สินทางปัญญา ผู้บริโภคและคดีความด้านอื่น *ปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ที่ได้ระบุไว้บ้างแล้วในรายงานที่บริษัทฯจัดทำเพื่อส่งต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวถึงในรายงานฟอร์ม 10-Q ประจำไตรมาสที่สิ้นสุดลง ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2541 (ส่วนที่ 1 รายการที่ 2 ในหมวดแนวโน้ม) ** ยอดการจัดส่งไมโครโปรเซสเซอร์ในไตรมาสที่สามนี้เป็นสถิติที่สูงที่สุด ** ยอดการจัดส่งชิปเซ็ตมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่สองอย่างมาก และเป็นสถิติที่สูงที่สุด ** ยอดการจัดส่งมาเธอร์บอร์ดในไตรมาสสาม มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากยอดการจัดส่งในช่วงไตรมาสที่สอง ** ยอดการจัดส่งโปรเซสเซอร์ชนิดฝังและไมโครคอนโทรลเลอร์ ลดลงจากช่วงไตรมาสที่สอง ** หน่วยความจำแฟลชที่จัดส่งในไตรมาสที่สาม มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากยอดการจัดส่งในไตรมาสสอง ** ยอดการจัดส่งอุปกรณ์ต่อเชื่อม ฮับและสวิตช์แบบฟาสต์ อีเธอร์เน็ต มีจำนวนสูงกว่าไตรมาสที่สอง ** อัตรากำไรเบื้องต้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 53 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 49 ของไตรมาสที่สองซึ่งเป็นผลจากการวางสัดส่วนการขายโปรเซสเซอร์ในตระกูล P6 ได้อย่างเหมาะสมและรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสที่สามรวมทั้งผลดีที่เกิดจากความพยายามในการลดต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง **ค่าใช้จ่ายในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสที่สอง ซึ่งตรงตามที่บริษัทฯได้ประมาณการณ์ซ้ำอีกครั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ คาดว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่สองร้อยละ 7 ถึง 8 **อัตราภาษีที่นำมาใช้ในไตรมาสที่สองคือร้อยละ 33.0 ** ในวันที่ 24 สิงหาคม อินเทลได้เปิดตัว Pentium II โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 450 MHz ซึ่งเป็นรุ่นที่มีความเร็วสูงสุดสำหรับพีซีแบบเดสก์ทอปสมรรถนะสูง และสำหรับเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชั่นระดับพื้นฐาน ** ในระหว่างช่วงไตรมาส อินเทลได้แนะนำ Intel Celeron โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ ความเร็ว 333 MHz และ 300 MHz ที่มีหน่วยความจำแคช L2 128 กิโลไบต์ (KB) ที่ฝังอยู่ในตัวโปรเซสเซอร์ เพื่อตอบสนองความต้องการแบบเฉพาะตัวสำหรับผู้ใช้พีซีเพื่องานพื้นฐาน ** อินเทลเปิดตัว Pentium II โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 300 MHz สำหรับพีซีแบบพกพาซึ่งได้รับการยอมรับจากตลาดอย่างแพร่หลายและรวดเร็ว โปรเซสเซอร์รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีสมรรถนะสูง กินไฟน้อยจึงช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนาน ** อินเทลแนะนำ Pentium II Xeon โปรเซสเซอร์ ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชั่นระดับกลางและระดับสูง โปรเซสเซอร์รุ่นนี้มีประสิทธิภาพการทำงานระดับสูง สามารถปรับขยายระบบได้มีความสามารถในการจัดการและความน่าเชื่อถือในการประมวลผลข้อมูลที่สำคัญต่อธุรกิจอย่างมาก ** อินเทลแนะนำโซลูชั่นชิปซิลิคอนเดี่ยวตัวแรกของอุตสาหกรรม สำหรับระบบเครือข่ายภายในบ้านโดยใช้สายโทรศัพท์ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งมีชื่อว่า Intel 21145 Phoneline/Ethernet LAN controller สามารถติดตั้งกับระบบเครือข่ายภายในบ้านได้โดยผ่านทางสายโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้ว เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวสามารถเรียกข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ในเวลาเดียวกัน รวมทั้งยังสามารถพิมพ์เอกสารและเล่นเกมคอมพิวเตอร์จากพีซีภายในบ้านเครื่องใดก็ได้ ** อินเทลเปิดตัว ProShare(r) Video Systems 500 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมเพื่อใช้สำหรับการประชุมทางไกลผ่านจอภาพโดยใช้กับเครื่องเดสก์ทอป ผลิตภัณฑ์ตัวนี้โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์การออกแบบบนบอร์ดแผ่นเดียว ซึ่งใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นและมีภาพที่คมชัดยิ่งขึ้น ** ในระหว่างช่วงไตรมาส อินเทลได้เปิดตัว LANDesk(r) Client Manager 3.3 cv ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์การจัดการระบบรุ่นใหม่ซึ่งนับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มความสามารถด้านการจัดการของพีซีรุ่นเก่าระบบเชื่อมโยงเพื่อการจัดการ(Wired for Management) ** ในวันที่ 29 กันยายน บริษัท อีสต์แมน โกดัก และอินเทล ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายใหม่ด้านภาพดิจิตอลเพื่อผสานการบันทึกภาพแบบเก่ากับข้อดีของการบันทึกภาพดิจิตอลเข้าด้วยกัน โดยผ่านการจัดเก็บฟิล์มในรูปแบบดิจิตอลซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัททั้งสองร่วมกันพัฒนาและทำตลาดเป็นเวลาสามปี ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนถึง 150 ล้านเหรียญ บริษัททั้งสองแห่งยังได้เริ่มทดสอบตลาดสำหรับ Kodak Picture CD ซึ่งเป็นซีดี-รอมที่สามารถเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ในแผ่นเดียวและโหลดภาพได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้ลูกค้าใช้งานและเก็บบันทึกภาพซึ่งอยู่ในรูปของระบบดิจิตอลได้อย่างง่ายดาย ** ในระหว่างช่วงไตรมาส อินเทลสรุปยอดการซื้อหุ้นใหม่จำนวนประมาณ 25 หุ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 65 ล้านเหรียญ แผนการลงทุนตามนโยบายของบริษัทอินเทลในปัจจุบันยังรวมถึงการลงทุนซื้อหุ้นมูลค่าประมาณ 200 หุ้น ธุรกิจบางส่วนที่บริษัทอินเทลเข้าไปลงทุนในช่วงไตรมาสที่สามยังรวมถึงซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร เครือข่ายไร้สายและเทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ทันสมัย การลงทุนเหล่านี้กระทำขึ้นตามเจตนาที่จะขยายอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และพัฒนาความสามารถในการทำธุรกิจของอินเทล ** อินเทลกำลังก้าวไปสู่เทคโนโลยีการผลิตแบบ 0.25 ไมครอนได้สำเร็จตามแผนที่ได้วางไว้และคาดว่าจะจัดส่งไมโครโปรเซสเซอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 0.25 ไมครอนทั้งหมดได้ภายในปี 2541 อินเทลวางแผนที่จะเริ่มนำเทคโนโลยีการผลิตแบบ 0.18 ไมครอน มาใช้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2542 ** อินเทลยังคงสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างช่วงไตรมาสนี้ บริษัทฯได้ประกาศแผนการปรับลดจำนวนพนักงานขึ้นอีกครั้งสำหรับปี 2542 ซึ่งประกอบด้วยตำแหน่งด้านการผลิตประมาณ 675ตำแหน่งที่โรงงาน 17 (Fab 17) ในเมืองฮัดสัน มลรัฐแมสซาชูเซ็ต และตำแหน่งด้านการผลิตอีกประมาณ 500 ถึง 700ตำแหน่งในเปอโต ริโก้ การทบทวนผลประกอบการทางด้านการเงินจะมีสรุปอยู่ในตารางต่างๆ ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมด้วยข้อมูลเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุนและงบดุลได้จากที่อยู่เว็บไซต์ www.intc.com โดยข้อมูลจะจัดอยู่ในรูปของสเปรดชีท ซึ่งสามารถดาวน์โหลดเรียกไปดูได้ สำเนาของข่าวผลกำไรและรายงานประจำปี 2540 ของอินเทลสามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ตตามที่อยู่ www.intc.com หรือโทรศัพท์ติดต่อไปที่ธนาคาร แฮริส ทรัสต์แอนด์เซฟวิ่งส์ แบงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของ อินเทล ที่หมายเลข 1-800-298-0146 รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ: คุณเพชราภรณ์ เจริญนิพนธ์วานิช อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) (66 2) 654-0654 [email protected] จบ-- อินเทลสร้างสถิติรายได้สูงสุดในไตรมาสที่สาม xthai xlocal xpr xcorp xcomphw xcompsv xitbus xfinmktsource: อินเทล คอร์ปอเรชั่น บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้สร้างสถิติใหม่ของรายรับประจำไตรมาส และยอดจัดส่งไมโครโปรเซสเซอร์ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการอย่างสูงด้านผลิตภัณฑ์พีซีในตลาดทั่วโลก รายได้ประจำไตรมาสที่สามคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 6,700 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นรายได้ที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดยเพิ่มขึ้นจากรายได้จำนวน 6,200 ล้านเหรียญในไตรมาสที่สามของปี 2540 ถึงร้อยละ 9 และเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14จากรายได้จำนวน 5,900 ล้านเหรียญที่ทำไว้ในไตรมาสที่สองของปี 2541 อินเทลมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่สามนี้ 1,600 ล้านเหรียญ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับกำไรสุทธิในไตรมาสที่สามของปี 2540 กำไรสุทธิในไตรมาสที่สามนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากกำไรสุทธิจำนวน 1,200 ล้านเหรียญ ที่ทำไว้ในไตรมาสที่ผ่านมา สำหรับกำไรต่อหุ้นของไตรมาสนี้มีจำนวน 0.89 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0.88 เหรียญต่อหุ้นที่ทำไว้ในไตรมาสที่สามของปี 2540 รวมทั้งยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากกำไรต่อหุ้นจำนวน 0.66 เหรียญในไตรมาสที่สองของปีนี้เช่นกัน "เรารู้สึกพอใจกับผลประกอบการโดยรวมของไตรมาสสุดท้ายนี้" ดร. เครก อาร์. บาร์เรตต์ ประธานและหัวหน้าสำนักบริหารกล่าว "ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นอย่างทั่วถึงเกือบทุกสายผลิตภัณฑ์และทุกเขตภูมิภาคของโลกซึ่งรวมถึงยอดจำหน่ายของไมโครโปรเซสเซอร์ที่ทำได้เป็นจำนวนมากด้วย ในไตรมาสที่สามนี้อุตสาหกรรมพีซีเริ่มมีสภาพฟื้นตัวขึ้นจากปัญหาสินค้าคงคลัง และคาดว่าจะมีสภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมอีกจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้" "ในด้านของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราประสบความสำเร็จในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์แต่ละระดับ นับตั้งแต่ Pentium(r) II Xeon(tm) โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่สำหรับเซิร์ฟเวอร์และ เวิร์กสเตชั่น จนถึง Intel(r) Celeron(tm)โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 333 MHz และ 300A MHz สำหรับคอมพิวเตอร์เพื่องานพื้นฐาน" ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสตามปกติเป็นเงินสดจำนวน 0.03 เหรียญต่อหุ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541ให้กับผู้ถือหุ้นตามรายชื่อในบันทึกผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2541 โดยคณะกรรมการประกาศว่าจะจ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสหุ้นละ 0.04 เหรียญในวันที่ 1 ธันวาคม 2541ให้กับผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อในบันทึก ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2541 อีกด้วย อินเทลได้มีการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดทุกไตรมาสมาเป็นเวลาหกปี โดยจำนวนเงินปันผลในแต่ละไตรมาสมีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดห้าปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ซื้อหุ้นสามัญกลับคืนมาจำนวนทั้งสิ้น 20.1 ล้านหุ้นในราคา 1,700 ล้านเหรียญ ในปีนี้บริษัทฯ ได้ทำการซื้อหุ้นคืนกลับมาแล้ว จนถึง ณ ขณะนี้ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 64.4 ล้านหุ้นในราคา 5,200 ล้านเหรียญ นับตั้งแต่เริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนในปี 2533 บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นคืนมาแล้วทั้งสิ้น 277.8 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าทั้งหมด12,100 ล้านเหรียญ ข้อความต่อไปนี้เป็นการคาดคะเนแนวโน้มจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจแตกต่างไปจากผลที่จะเกิดขึ้นจริงได้ ข้อความเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมกิจการหรือการเข้าซื้อกิจการใดๆที่อาจเสร็จสมบูรณ์หลังจากวันที่ประชาสัมพันธ์ข่าวฉบับนี้ ** บริษัทฯ คาดว่ารายได้ในไตรมาสที่สี่ของปี 2541 จะเพิ่มขึ้นเล็กจากรายได้จำนวน 6,700ล้านเหรียญของไตรมาสที่สามเล็กน้อย และคาดว่ารายได้ในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นไปตามที่บริษัทฯ ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้กล่าวคือจะเพิ่มขึ้นจากรายได้ของครึ่งปีแรก ** อัตรากำไรเบื้องต้นในไตรมาสที่สี่ของปี 2541 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 53ในไตรมาสที่สามโดยอัตรากำไรเบื้องต้นในระยะสั้นของอินเทลจะแปรผันไปตามระดับรายได้และสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทเป็นหลัก **ค่าใช้จ่าย (การพัฒนาและวิจัย รวมถึงค่าใช้จ่ายทั่วไปในการบริหารและการจัดการ) ในไตรมาสที่สี่ของปี 2541คาดว่าจะสูงกว่าค่าใช้จ่ายจำนวน 1,400 ล้านเหรียญของไตรมาสที่สามประมาณร้อยละ 3 ถึง 5 โดยค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับระดับรายได้ ** บริษัทฯ ปรับลดจำนวนพนักงานไปประมาณ 2,000 รายตั้งแต่สิ้นไตรมาสที่สอง แต่ได้เพิ่มจำนวนพนักงานประมาณ 1,800รายซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัท ดิจิตอล อีควิปเม้นท์ คอร์ปอร์เรชั่น โดยคาดว่าแผนการปรับลดจำนวนพนักงานประมาณ 3,000 ราย จะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ **บริษัทฯ คาดว่าดอกเบื้ยและรายรับอื่นๆ ในช่วงไตรมาสที่สี่ของปี 2541 จะมีมูลค่าประมาณ 160 ล้านเหรียญ หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยหรืองบดุลเงินสดที่คาดไว้ รวมถึงไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น **อัตราภาษีสำหรับไตรมาสที่สี่ของปี 2541 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 33.0 **ในปัจจุบัน คาดว่าปี 2541 จะมีค่าใช้จ่ายด้านทุนเกิดขึ้นประมาณ 4,200 ล้านเหรียญ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 4,500 ถึง 4,700 ล้านเหรียญตลอดทั้งปี ความเปลี่ยนแปลงที่คาดไว้ดังกล่าวเป็นผลมาจากการปรับปรุงองค์กร และความพยายามในการลดต้นทุนที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาตลอด การคาดการณ์ดัวกล่าวนี้ยังรวมถึงการเข้าซื้อสินทรัพย์ด้านทุนจากโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัท ดิจิตอลอีควิปเม้นท์ คอร์ปอร์เรชั่น ด้วย **ค่าเสื่อมราคาในไตรมาสที่สี่ของปี 2541 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 780 ล้านเหรียญ ข้อความที่กล่าวถึงข้างต้นในหัวข้อแนวโน้มธุรกิจนี้เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งได้นำเอาความเสี่ยงและความไม่แน่นอนบางประการเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย นอกจากปัจจัยต่างๆดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้ผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นจริงนั้นแตกต่างออกไปจากการคาดการณ์นี้ ซึ่งได้แก่: * สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสภาพธุรกิจ เช่น ปัญหาด้านการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบันและการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ในแต่ละภูมิภาค * การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสั่งซื้อของลูกค้าซึ่งรวมถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับสินค้าคงคลังของลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย * ความเปลี่ยนแปลงของไมโครโปรเซสเซอร์ทั้งในแง่ของรุ่นและความเร็ว ส่วนประกอบที่ซื้อมา และผลิตภัณฑ์อื่นๆ * ปัจจัยด้านการแข่งขันต่างๆ เช่นสถาปัตยกรรมชิปและเทคโนโลยีการผลิตของคู่แข่งไมโครโปรเซสเซอร์ของคู่แข่งที่ใช้กับซอฟต์แวร์เดียวกันได้และการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดแต่ละระดับ * แรงกดดันด้านราคา *สินค้าคงคลังที่ตกรุ่นหรือมีมากเกินไปและความแตกต่างในการประเมินราคาสินค้าคงคลัง * ความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาและการวางตลาดโปรเซสเซอร์และผลิตภัณฑ์รุ่นสำคัญๆสำหรับตลาดแต่ละระดับ * การเริ่มใช้วิธีการผลิตแบบใหม่ * ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกำลังการผลิตที่มากหรือน้อยเกินไป *ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดไว้ก่อนหรือผลกระทบจากโปรเซสเซอร์และผลิตภัณฑ์ตัวอื่นที่ทำงานผิดไปจากข้อกำหนดเฉพาะที่ระบุไว้ *การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาปี 2000 ที่เกิดขึ้นกับระบบภายในบริษัทเอง ระบบของซัพพลายเออร์หรือระบบของบุคคลที่สาม * คดีความเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ทรัพย์สินทางปัญญา ผู้บริโภคและคดีความด้านอื่น *ปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ที่ได้ระบุไว้บ้างแล้วในรายงานที่บริษัทฯจัดทำเพื่อส่งต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวถึงในรายงานฟอร์ม 10-Q ประจำไตรมาสที่สิ้นสุดลง ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2541 (ส่วนที่ 1 รายการที่ 2 ในหมวดแนวโน้ม) ** ยอดการจัดส่งไมโครโปรเซสเซอร์ในไตรมาสที่สามนี้เป็นสถิติที่สูงที่สุด ** ยอดการจัดส่งชิปเซ็ตมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่สองอย่างมาก และเป็นสถิติที่สูงที่สุด ** ยอดการจัดส่งมาเธอร์บอร์ดในไตรมาสสาม มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากยอดการจัดส่งในช่วงไตรมาสที่สอง ** ยอดการจัดส่งโปรเซสเซอร์ชนิดฝังและไมโครคอนโทรลเลอร์ ลดลงจากช่วงไตรมาสที่สอง ** หน่วยความจำแฟลชที่จัดส่งในไตรมาสที่สาม มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากยอดการจัดส่งในไตรมาสสอง ** ยอดการจัดส่งอุปกรณ์ต่อเชื่อม ฮับและสวิตช์แบบฟาสต์ อีเธอร์เน็ต มีจำนวนสูงกว่าไตรมาสที่สอง ** อัตรากำไรเบื้องต้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 53 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 49 ของไตรมาสที่สองซึ่งเป็นผลจากการวางสัดส่วนการขายโปรเซสเซอร์ในตระกูล P6 ได้อย่างเหมาะสมและรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสที่สามรวมทั้งผลดีที่เกิดจากความพยายามในการลดต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง **ค่าใช้จ่ายในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสที่สอง ซึ่งตรงตามที่บริษัทฯได้ประมาณการณ์ซ้ำอีกครั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ คาดว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่สองร้อยละ 7 ถึง 8 **อัตราภาษีที่นำมาใช้ในไตรมาสที่สองคือร้อยละ 33.0 ** ในวันที่ 24 สิงหาคม อินเทลได้เปิดตัว Pentium II โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 450 MHz ซึ่งเป็นรุ่นที่มีความเร็วสูงสุดสำหรับพีซีแบบเดสก์ทอปสมรรถนะสูง และสำหรับเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชั่นระดับพื้นฐาน ** ในระหว่างช่วงไตรมาส อินเทลได้แนะนำ Intel Celeron โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ ความเร็ว 333 MHz และ 300 MHz ที่มีหน่วยความจำแคช L2 128 กิโลไบต์ (KB) ที่ฝังอยู่ในตัวโปรเซสเซอร์ เพื่อตอบสนองความต้องการแบบเฉพาะตัวสำหรับผู้ใช้พีซีเพื่องานพื้นฐาน ** อินเทลเปิดตัว Pentium II โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 300 MHz สำหรับพีซีแบบพกพาซึ่งได้รับการยอมรับจากตลาดอย่างแพร่หลายและรวดเร็ว โปรเซสเซอร์รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีสมรรถนะสูง กินไฟน้อยจึงช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนาน ** อินเทลแนะนำ Pentium II Xeon โปรเซสเซอร์ ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชั่นระดับกลางและระดับสูง โปรเซสเซอร์รุ่นนี้มีประสิทธิภาพการทำงานระดับสูง สามารถปรับขยายระบบได้มีความสามารถในการจัดการและความน่าเชื่อถือในการประมวลผลข้อมูลที่สำคัญต่อธุรกิจอย่างมาก ** อินเทลแนะนำโซลูชั่นชิปซิลิคอนเดี่ยวตัวแรกของอุตสาหกรรม สำหรับระบบเครือข่ายภายในบ้านโดยใช้สายโทรศัพท์ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งมีชื่อว่า Intel 21145 Phoneline/Ethernet LAN controller สามารถติดตั้งกับระบบเครือข่ายภายในบ้านได้โดยผ่านทางสายโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้ว เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวสามารถเรียกข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ในเวลาเดียวกัน รวมทั้งยังสามารถพิมพ์เอกสารและเล่นเกมคอมพิวเตอร์จากพีซีภายในบ้านเครื่องใดก็ได้ ** อินเทลเปิดตัว ProShare(r) Video Systems 500 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมเพื่อใช้สำหรับการประชุมทางไกลผ่านจอภาพโดยใช้กับเครื่องเดสก์ทอป ผลิตภัณฑ์ตัวนี้โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์การออกแบบบนบอร์ดแผ่นเดียว ซึ่งใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้นและมีภาพที่คมชัดยิ่งขึ้น ** ในระหว่างช่วงไตรมาส อินเทลได้เปิดตัว LANDesk(r) Client Manager 3.3 cv ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์การจัดการระบบรุ่นใหม่ซึ่งนับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มความสามารถด้านการจัดการของพีซีรุ่นเก่าระบบเชื่อมโยงเพื่อการจัดการ(Wired for Management) ** ในวันที่ 29 กันยายน บริษัท อีสต์แมน โกดัก และอินเทล ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายใหม่ด้านภาพดิจิตอลเพื่อผสานการบันทึกภาพแบบเก่ากับข้อดีของการบันทึกภาพดิจิตอลเข้าด้วยกัน โดยผ่านการจัดเก็บฟิล์มในรูปแบบดิจิตอลซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัททั้งสองร่วมกันพัฒนาและทำตลาดเป็นเวลาสามปี ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนถึง 150 ล้านเหรียญ บริษัททั้งสองแห่งยังได้เริ่มทดสอบตลาดสำหรับ Kodak Picture CD ซึ่งเป็นซีดี-รอมที่สามารถเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ในแผ่นเดียวและโหลดภาพได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้ลูกค้าใช้งานและเก็บบันทึกภาพซึ่งอยู่ในรูปของระบบดิจิตอลได้อย่างง่ายดาย ** ในระหว่างช่วงไตรมาส อินเทลสรุปยอดการซื้อหุ้นใหม่จำนวนประมาณ 25 หุ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 65 ล้านเหรียญ แผนการลงทุนตามนโยบายของบริษัทอินเทลในปัจจุบันยังรวมถึงการลงทุนซื้อหุ้นมูลค่าประมาณ 200 หุ้น ธุรกิจบางส่วนที่บริษัทอินเทลเข้าไปลงทุนในช่วงไตรมาสที่สามยังรวมถึงซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร เครือข่ายไร้สายและเทคโนโลยีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ทันสมัย การลงทุนเหล่านี้กระทำขึ้นตามเจตนาที่จะขยายอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และพัฒนาความสามารถในการทำธุรกิจของอินเทล ** อินเทลกำลังก้าวไปสู่เทคโนโลยีการผลิตแบบ 0.25 ไมครอนได้สำเร็จตามแผนที่ได้วางไว้และคาดว่าจะจัดส่งไมโครโปรเซสเซอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 0.25 ไมครอนทั้งหมดได้ภายในปี 2541 อินเทลวางแผนที่จะเริ่มนำเทคโนโลยีการผลิตแบบ 0.18 ไมครอน มาใช้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2542 ** อินเทลยังคงสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างช่วงไตรมาสนี้ บริษัทฯได้ประกาศแผนการปรับลดจำนวนพนักงานขึ้นอีกครั้งสำหรับปี 2542 ซึ่งประกอบด้วยตำแหน่งด้านการผลิตประมาณ 675ตำแหน่งที่โรงงาน 17 (Fab 17) ในเมืองฮัดสัน มลรัฐแมสซาชูเซ็ต และตำแหน่งด้านการผลิตอีกประมาณ 500 ถึง 700ตำแหน่งในเปอโต ริโก้ การทบทวนผลประกอบการทางด้านการเงินจะมีสรุปอยู่ในตารางต่างๆ ในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมด้วยข้อมูลเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุนและงบดุลได้จากที่อยู่เว็บไซต์ www.intc.com โดยข้อมูลจะจัดอยู่ในรูปของสเปรดชีท ซึ่งสามารถดาวน์โหลดเรียกไปดูได้ สำเนาของข่าวผลกำไรและรายงานประจำปี 2540 ของอินเทลสามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ตตามที่อยู่ www.intc.com หรือโทรศัพท์ติดต่อไปที่ธนาคาร แฮริส ทรัสต์แอนด์เซฟวิ่งส์ แบงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของ อินเทล ที่หมายเลข 1-800-298-0146 รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ: คุณเพชราภรณ์ เจริญนิพนธ์วานิช อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) (66 2) 654-0654 [email protected] จบ-- อินเทลสร้างสถิติรายได้สูงสุดในไตรมาสที่สาม xthai xlocal xpr xcorp xcomphw xcompsv xitbus xfinmktsource: อินเทล คอร์ปอเรชั่น บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้สร้างสถิติใหม่ของรายรับประจำไตรมาส และยอดจัดส่งไมโครโปรเซสเซอร์ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการอย่างสูงด้านผลิตภัณฑ์พีซีในตลาดทั่วโลก รายได้ประจำไตรมาสที่สามคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 6,700 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นรายได้ที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดยเพิ่มขึ้นจากรายได้จำนวน 6,200 ล้านเหรียญในไตรมาสที่สามของปี 2540 ถึงร้อยละ 9 และเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14จากรายได้จำนวน 5,900 ล้านเหรียญที่ทำไว้ในไตรมาสที่สองของปี 2541 อินเทลมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่สามนี้ 1,600 ล้านเหรียญ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับกำไรสุทธิในไตรมาสที่สามของปี 2540 กำไรสุทธิในไตรมาสที่สามนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากกำไรสุทธิจำนวน 1,200 ล้านเหรียญ ที่ทำไว้ในไตรมาสที่ผ่านมา สำหรับกำไรต่อหุ้นของไตรมาสนี้มีจำนวน 0.89 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0.88 เหรียญต่อหุ้นที่ทำไว้ในไตรมาสที่สามของปี 2540 รวมทั้งยังเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากกำไรต่อหุ้นจำนวน 0.66 เหรียญในไตรมาสที่สองของปีนี้เช่นกัน "เรารู้สึกพอใจกับผลประกอบการโดยรวมของไตรมาสสุดท้ายนี้" ดร. เครก อาร์. บาร์เรตต์ ประธานและหัวหน้าสำนักบริหารกล่าว "ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นอย่างทั่วถึงเกือบทุกสายผลิตภัณฑ์และทุกเขตภูมิภาคของโลกซึ่งรวมถึงยอดจำหน่ายของไมโครโปรเซสเซอร์ที่ทำได้เป็นจำนวนมากด้วย ในไตรมาสที่สามนี้อุตสาหกรรมพีซีเริ่มมีสภาพฟื้นตัวขึ้นจากปัญหาสินค้าคงคลัง และคาดว่าจะมีสภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมอีกจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้" "ในด้านของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราประสบความสำเร็จในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์แต่ละระดับ นับตั้งแต่ Pentium(r) II Xeon(tm) โปรเซสเซอร์รุ่นใหม่สำหรับเซิร์ฟเวอร์และ เวิร์กสเตชั่น จนถึง Intel(r) Celeron(tm)โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 333 MHz และ 300A MHz สำหรับคอมพิวเตอร์เพื่องานพื้นฐาน" ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสตามปกติเป็นเงินสดจำนวน 0.03 เหรียญต่อหุ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541ให้กับผู้ถือหุ้นตามรายชื่อในบันทึกผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2541 โดยคณะกรรมการประกาศว่าจะจ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสหุ้นละ 0.04 เหรียญในวันที่ 1 ธันวาคม 2541ให้กับผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อในบันทึก ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2541 อีกด้วย อินเทลได้มีการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดทุกไตรมาสมาเป็นเวลาหกปี โดยจำนวนเงินปันผลในแต่ละไตรมาสมีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดห้าปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ซื้อหุ้นสามัญกลับคืนมาจำนวนทั้งสิ้น 20.1 ล้านหุ้นในราคา 1,700 ล้านเหรียญ ในปีนี้บริษัทฯ ได้ทำการซื้อหุ้นคืนกลับมาแล้ว จนถึง ณ ขณะนี้ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 64.4 ล้านหุ้นในราคา 5,200 ล้านเหรียญ นับตั้งแต่เริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนในปี 2533 บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นคืนมาแล้วทั้งสิ้น 277.8 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าทั้งหมด12,100 ล้านเหรียญ ข้อความต่อไปนี้เป็นการคาดคะเนแนวโน้มจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจแตกต่างไปจากผลที่จะเกิดขึ้นจริงได้ ข้อความเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมกิจการหรือการเข้าซื้อกิจการใดๆที่อาจเสร็จสมบูรณ์หลังจากวันที่ประชาสัมพันธ์ข่าวฉบับนี้ ** บริษัทฯ คาดว่ารายได้ในไตรมาสที่สี่ของปี 2541 จะเพิ่มขึ้นเล็กจากรายได้จำนวน 6,700ล้านเหรียญของไตรมาสที่สามเล็กน้อย และคาดว่ารายได้ในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นไปตามที่บริษัทฯ ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้กล่าวคือจะเพิ่มขึ้นจากรายได้ของครึ่งปีแรก ** อัตรากำไรเบื้องต้นในไตรมาสที่สี่ของปี 2541 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 53ในไตรมาสที่สามโดยอัตรากำไรเบื้องต้นในระยะสั้นของอินเทลจะแปรผันไปตามระดับรายได้และสัดส่วนการขายผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทเป็นหลัก **ค่าใช้จ่าย (การพัฒนาและวิจัย รวมถึงค่าใช้จ่ายทั่วไปในการบริหารและการจัดการ) ในไตรมาสที่สี่ของปี 2541คาดว่าจะสูงกว่าค่าใช้จ่ายจำนวน 1,400 ล้านเหรียญของไตรมาสที่สามประมาณร้อยละ 3 ถึง 5 โดยค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับระดับรายได้ ** บริษัทฯ ปรับลดจำนวนพนักงานไปประมาณ 2,000 รายตั้งแต่สิ้นไตรมาสที่สอง แต่ได้เพิ่มจำนวนพนักงานประมาณ 1,800รายซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัท ดิจิตอล อีควิปเม้นท์ คอร์ปอร์เรชั่น โดยคาดว่าแผนการปรับลดจำนวนพนักงานประมาณ 3,000 ราย จะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ **บริษัทฯ คาดว่าดอกเบื้ยและรายรับอื่นๆ ในช่วงไตรมาสที่สี่ของปี 2541 จะมีมูลค่าประมาณ 160 ล้านเหรียญ หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยหรืองบดุลเงินสดที่คาดไว้ รวมถึงไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น **อัตราภาษีสำหรับไตรมาสที่สี่ของปี 2541 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 33.0 **ในปัจจุบัน คาดว่าปี 2541 จะมีค่าใช้จ่ายด้านทุนเกิดขึ้นประมาณ 4,200 ล้านเหรียญ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 4,500 ถึง 4,700 ล้านเหรียญตลอดทั้งปี ความเปลี่ยนแปลงที่คาดไว้ดังกล่าวเป็นผลมาจากการปรับปรุงองค์กร และความพยายามในการลดต้นทุนที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาตลอด การคาดการณ์