สปส.ย้ำ เงินที่จัดเก็บเข้ากองทุนฯ
กรุงเทพ--3 ก.พ.--สปส. เงินเข้ากองทุนประกันสังคม นำไปคุ้มครองดูแลแก่ลูกจ้างผู้ประกันตน นายจำลอง ศรีประสาธน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เปิดเผยว่า มีลูกจ้างและผู้ประกันตน สอบถามกันเข้ามามากว่า เงินสมทบที่เรียกเก็บจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล จำนวนก้อนโตนั้น สำนักงานประกันสังคมนำไปใช้อย่างไร และเกิดประโยชน์หรือไม่ เลขาธิการฯ ชี้แจงว่า ระบบประกันสังคมจะเรียกเก็บเงินสมทบจาก 3 ฝ่าย คือ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ในอัตราร้อยละ 1 ของค่าจ้างรวมเข้าไปในกองทุนประกันสังคม ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะนำไปใช้ในการคุ้มครองลูกจ้างผู้ประกันตนในกรณีเจ็บป่วย หรือประสบอันตราย ทุพลภาพและเสียชีวิตอันไม่เนื่องจากการทำงาน ตลอดจนถึงกรณีคลอดบุตร ในรูปแบบของการให้บริการทางการแพทย์และเงินทดแทนการขาดรายได้ หากต้องหยุดงาน ส่วนขั้นตอนการนำไปใช้นั้นจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งเป็นผู้แทนของทั้งฝ่าย นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล คอยดูแลรักษาเงินกองทุนฯ ให้นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ดังนั้น นโยบายการนำเงินกองทุนฯ ที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อจัดหาผลประโยชน์ ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอน ดังนี้ - คณะอนุกรรมการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม พิจารณากลั่นกรองและเสนอแนะนำเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุน - สำนักงานประกันสังคม พิจารณากลั่นกรอง ข้อเสนอของคณะอนุกรรมการเพื่อนำเสนอคณะกรรมการประกันสังคมพิจารณา - คณะกรรมการประกันสังคมพิจารณา หากเห็นชอบให้นำเสนอกระทรวงการคลัง - กระทรวงการคลังพิจารณาให้เห็นชอบ - สำนักงานประกันสังคมกำหนดแนวปฏิบัติและพิจารณานำเงินไปลงทุนตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งปัจจุบันสำนักงานประกันสังคม ได้นำเงินกองทุนไปฝากประจำกับธนาคารรัฐวิสาหกิจ ธนาคารพาณิย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง และขนาดกลาง 6 แห่ง รวมทั้งซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจชั้นดี เลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดสำนักงานฯ ได้จัดเก็บเงิสมทบเพิ่มในกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ ซึ่งเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 41 โดยได้เรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล อีกในร้อยละ 1 รวมกับ 4 กรณีเดิมเป็นร้อยละ 2 ของค่าจ้าง ทั้งนี้ ขอให้นายจ้าง ลูกจ้างและผู้ประกันตน มั่นใจว่า เงินกองทุนประกันสังคมที่มีอยู่มีขณะนี้ไม่ได้รับความเสียหายจากวิกฤตเศรษฐกิจและจะเป็นที่พึ่งให้แก่ลูกจ้างประกันตนในยามเจ็บป่วย ทุพลภาพ ตาย คลอดบุตร ให้การสงเคราะห์บุตรและดูแลชราภาพ ได้อย่างแท้จริง--จบ--