อินเทลสร้างรายได้ประจำไตรมาสที่สองรวมมูลค่า 6,700 ล้านเหรียญ รายได้สูงขึ้นร้อยละ 14 และรายได้ต่อหุ้นสูงขึ้นร้อยละ 55 จากไตรมาสที่สองของปี 2541
กรุงเทพ--20 ก.ค.--อินเทล คอร์ปอร์เรชั่น อินเทล คอร์ปอร์เรชั่น ประกาศรายได้ประจำไตรมาสที่สองซึ่งมีมูลค่ารวม 6,700 ล้านเหรียญ และมีกำไรทั้งสิ้น 1,700 ล้านเหรียญ หรือ 0.51 เหรียญต่อหุ้น รายได้ประจำไตรมาสที่สองนี้สูงขึ้นร้อยละ 14 จากรายได้จำนวน 5,900 ล้านเหรียญในไตรมาสที่สองของปี 2541 และลดลงร้อยละ 5 จากรายได้จำนวน 7,100 ล้านเหรียญในไตรมาสแรกของปี 2542 กำไรสุทธิในไตรมาสที่สองนี้คิดเป็นมูลค่า 1,700 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงขึ้นร้อยละ 49 จากกำไรสุทธิจำนวน 1.2 พันล้านเหรียญที่ทำไว้ในไตรมาสที่สองของปี 2541 ขณะเดียวกันลดลงร้อยละ 13 จากกำไรสุทธิจำนวน 2,000 ล้านเหรียญในไตรมาสแรกของปี 2542 สำหรับกำไรต่อหุ้นประจำไตรมาสที่สองนั้นคิดเป็นมูลค่า 0.51 เหรียญ ซึ่งสูงขึ้นร้อยละ 55 จากจำนวน 0.33 เหรียญในไตรมาสที่สองของปี 2541 กำไรต่อหุ้นในไตรมาสที่สองลดลงร้อยละ 11 จากจำนวน 0.57 เหรียญในไตรมาสแรกของปี 2542 "อินเทลรู้สึกพอใจกับความสำเร็จที่ได้รับในไตรมาสนี้ และมีความก้าวหน้าในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต เพนเทียม(tm) ทรี โปรเซสเซอร์ เป็นโปรเซสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงในด้านมัลติมีเดียสำหรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ด้านอินเตอร์เน็ตซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการสูงสุด และเป็นโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ที่ทำงานได้เร็วที่สุดในบรรดาโปรเซสเซอร์ทุกรุ่นที่เคยมีมา" ดร. เครก อาร์. บาร์เรตต์ ประธานและหัวหน้าสำนักบริหารของอินเทล กล่าว "นอกจากนี้ เรายังดึงส่วนแบ่งในตลาดแวลูพีซีได้จาก อินเทล(tm) เซลเลอรอน(tm) โปรเซสเซอร์ อีกด้วย รายได้ที่ได้รับในไตรมาสที่สองนี้เป็นไปตามที่คาดไว้ นั่นคือ เป็นช่วงฤดูการซื้อที่ชะลอตัวลง ซึ่งเรารอดูการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง" ในระหว่างช่วงไตรมาสนี้ บริษัทได้จ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสเป็นเงินสดจำนวน 0.03 เหรียญต่อหุ้น เพิ่มจากเงินปันผล 0.02 เหรียญต่อหุ้นที่จ่ายในไตรมาสแรก โดยเงินปันผลดังกล่าวได้จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 1 มิถุนายน 2542 ตามบัญชีรายนามผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2542 ทั้งนี้อินเทลจ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว ในระหว่างไตรมาสนี้ บริษัทได้ซื้อหุ้นสามัญกลับคืนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 25 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,500 ล้านเหรียญ ตามโครงการซื้อหุ้นคืนที่ดำเนินการอยู่ โดยบริษัทได้ซื้อหุ้นคืนมาแล้วรวมทั้งสิ้น 634.6 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 16,400 ล้านเหรียญ นับตั้งแต่เริ่มโครงการนี้เมื่อปี 2533 ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 นี้ อินเทลได้เข้าซื้อกิจการของ ไดอะโลจิก คอร์ปอเรชั่น ในราคา 44 เหรียญต่อหุ้น โดยอินเทลได้เสนอจ่ายในรูปเงินสดรวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 780 ล้านเหรียญ แนวโน้มธุรกิจ ข้อความต่อไปนี้เป็นการคาดคะเนแนวโน้มจากสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจแตกต่างไปจากผลที่เกิดขึ้นจริงได้ หมายเหตุ: ข้อความเหล่านี้ไม่ได้รวมถึงผลกระทบจากการเข้าซื้อกิจการของไดอะโลจิก คอร์ปอเรชั่น หรือ เลเวล วัน คอมมูนิเคชั่นส์ หรือแม้แต่ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมกิจการหรือการเข้าซื้อกิจการใด ๆ ที่อาจกระทำจนเสร็จสมบูรณ์หลังจากวันที่ 26 มิถุนายน 2542 ** บริษัท ฯ คาดว่ารายได้ในไตรมาสที่สามของปี 2542 จะสูงขึ้นเล็กน้อยจากรายได้จำนวน 6,700 ล้านเหรียญของไตรมาสที่สอง และคาดว่าธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ** อัตรากำไรเบื้องต้นในไตรมาสที่สามของปี 2542 คาดว่าจะสูงขึ้นเล็กน้อยจากอัตราร้อยละ 59 ในไตรมาสที่สอง กำไรเบื้องต้นของอินเทลตลอดปี 2542 ขณะนี้คาดว่าจะมีอัตราร้อยละ 60 ซึ่งสูงกว่าเดิมที่คาดไว้ในอัตราร้อยละ 57 ทั้งนี้ ผลกำไรเบื้องต้นที่คาดไว้ดังกล่าว อาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงเล็กน้อย อัตราที่การคาดการณ์ไว้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเนื่องจากผลกระทบในทางบวกของบริษัทด้านการผลิตและควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงเวลาอันสั้นนี้ อัตรากำไรเบื้องต้นของอินเทลจะแปรผันไปตามระดับรายได้และสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยเป็นหลัก ** ค่าใช้จ่าย (การพัฒนาและวิจัย รวมถึงค่าใช้จ่ายทั่วไปในการบริหารและการจัดการ) ประจำไตรมาสที่สามของปี 2542 คาดว่าจะสูงขึ้นร้อยละ 4 - 6 จากค่าใช้จ่ายจำนวน 1,700 ล้านเหรียญของไตรมาสที่สอง เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นของโครงการวิจัยและพัฒนา โดยค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับระดับของรายได้ด้วย ** ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาตลอดปี 2542 คาดว่าจะอยู่ที่อัตราประมาณ 3,000 ล้านเหรียญ ** บริษัทคาดว่าดอกเบี้ยและรายรับอื่น ๆ ในไตรมาสที่สามของปี 2542 จะมีมูลค่าประมาณ 275 ล้านเหรียญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย งบดุลเงินสด และความสามารถในการเพิ่มผลกำไรได้ตามที่บริษัทคาดไว้ รวมถึงไม่มีเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น ** อัตราภาษีของปี 2542 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 33.0 ** ค่าใช้จ่ายด้านทุนสำหรับปี 2542 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านเหรียญ ** ค่าเสื่อมราคาและค่าจัดจำหน่ายในปี 2542 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 3,300 ล้านเหรียญ ส่วนค่าเสื่อมราคาและค่าจัดจำหน่ายในไตรมาสที่สามของปี 2542 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 810 ล้านเหรียญ ข้อความที่กล่าวถึงข้างต้นในหัวข้อแนวโน้มธุรกิจนี้ เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าโดยนำเอาความเสี่ยงและความไม่แน่นอนบางประการเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจทำให้ผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นจริงนั้นแตกต่างออกไปจากการคาดการณ์นี้ ปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ : * สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสภาพธุรกิจ เช่น ปัญหาด้านการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบันและการเติบโตของตลาดคอมพิวเตอร์ในแต่ละภูมิภาค * การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสั่งซื้อของลูกค้า รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในการรักษาระดับสินค้า คงคลังของลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาปี 2000 * ความเปลี่ยนแปลงของไมโครโปรเซสเซอร์ ทั้งในแง่ของรุ่นและความเร็ว ส่วนประกอบที่ซื้อมา และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ * ปัจจัยด้านการแข่งขันต่าง ๆ เช่น สถาปัตยกรรมชิปและเทคโนโลยีการผลิตของคู่แข่งการแข่งขันกับไมโครโปรเซสเซอร์ของคู่แข่งที่ใช้กับซอฟต์แวร์แบบเดียวกันได้ และการยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดจำเพาะบางตลาด * แรงกดดันด้านราคา * การพัฒนาและช่วงจังหวะการเปิดตัวซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ * สินค้าคงคลังที่ตกรุ่นหรือมีมากเกินไป และความแตกต่างในการประเมินราคาสินค้าคงคลัง * ความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างแต่เนื่อง ซึ่งรวมถึงการพัฒนาและการปรับปรุงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้สมบูรณ์ ตลอดจนความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์พิเศษสำหรับตลาดจำเพาะบางตลาด * การเริ่มใช้วิธีการผลิตแบบใหม่ รวมถึงการผลิตเพนเทียม ทรี โปรเซสเซอร์ และการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ 0.18 ไมครอน * ความสามารถและกำลังการผลิตที่มีมากหรือน้อยเกินไป * ความสามารถในการสร้างธุรกิจใหม่และการดำเนินธุรกิจที่ซื้อมานั้นอย่างประสบความสำเร็จ * ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดไว้ก่อน หรือผลกระทบอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องจากการที่โปรเซสเซอร์และผลิตภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ทำงานผิดไปจากข้อกำหนดเฉพาะที่ระบุไว้ * การดำเนินธุรกิจของบริษัท ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาปี 2000 ทั้งที่เกิดขึ้นกับระบบภายในบริษัทเอง ระบบของซัพพลายเออร์ หรือระบบขององค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง * คดีความอันเนื่องจากวิกฤติปี 2000 ที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท หรือความพยายามในการแก้ไขปัญหาปี 2000 ของบริษัท * คดีความเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ทรัพย์สินทางปัญญา ผู้บริโภค และปัญหาอื่น ๆ * ปัจจัยความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ได้ระบุไว้บ้างแล้วในรายงานที่บริษัทจัดทำเพื่อส่งต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) รวมถึง แต่ไม่จำกัดเฉพาะปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในรายงานฟอร์ม 10-คิว (10-Q) สำหรับปี ซึ่งสิ้นสุดลง ณ วันที่ 27 มีนาคม 2542 (ส่วนที่ 1 รายการที่ 2 ในหมวด "แนวโน้ม") สรุปผลการดำเนินธุรกิจประจำไตรมาสที่สองของปี 2542 กลุ่มธุรกิจสถาปัตยกรรมอินเทล ** ยอดจัดส่งไมโครโปรเซสเซอร์มีจำนวนลดลงเล็กน้อย ** ยอดจัดส่งมาเธอร์บอร์ดมีจำนวนลดลง** ยอดจัดส่งชิปเซ็ตมีอัตราคงที่ กลุ่มขยายธุรกิจคอมพิวเตอร์ ** ยอดจัดส่งโปรเซสเซอร์ชนิดฝังและไมโครคอนโทรลเลอร์มีจำนวนเพิ่มขึ้น ** ยอดจัดส่งหน่วยความจำแฟลชมีจำนวนเพิ่มขึ้น กลุ่มธุรกิจการติดต่อสื่อสารและผลิตภัณฑ์เครือข่าย ** ยอดการจัดส่งอุปกรณ์ต่อเชื่อมและสวิตช์แบบฟาสต์ อีเธอร์เน็ต มีจำนวนเพิ่มขึ้น ภาพรวมด้านการเงิน ** ราคาจำหน่ายของไมโครโปรเซสเซอร์โดยเฉลี่ยลดลงในไตรมาสที่สอง เนื่องจากบริษัทได้ส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์แวลูพีซี ** อัตรากำไรเบื้องต้นในไตรมาสที่สองยังอยู่ในระดับคงที่ ผลจากการควบคุมค่าใช้จ่าย และการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง ซึ่งส่งผลต่อไมโครโปรเซสเซอร์ ASPs ที่ลดลง ** ค่าใช้จ่ายในระหว่างไตรมาสสูงขึ้น ร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดจาก แนวทางที่ชี้ว่าค่าใช้จ่ายน่าจะสูงกว่าค่าใช้จ่ายในไตรมาสแรกประมาณร้อยละ 6 - 10 ** อัตราภาษีที่ใช้ในไตรมาสที่สองคือร้อยละ 33.0 การดำเนินธุรกิจที่โดดเด่นประจำไตรมาสแรกของปี 2542 กลุ่มธุรกิจสถาปัตยกรรมอินเทล ** ในวันที่ 17 พฤษภาคม อินเทลแนะนำเพนเทียม ทรี โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 550 MHz เพื่อเพิ่มความเร็วให้กับพีซีสำหรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นทั้งของผู้ใช้ตามบ้านและองค์กรธุรกิจ ตลอดจนไซต์อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีความต้องการประสิทธิภาพในด้านนี้สูงมาก ในช่วงปลายไตรมาส บริษัทได้แนะนำแนวคิดใหม่ภายใต้ Intel WebOutfitter Service ซึ่งผู้ใช้พีซีที่มีเพนเทียม ทรี โปรเซสเซอร์ จะสามารถเข้าสู่โลกใหม่ที่เกี่ยวข้องในด้านดนตรี รวมถึงชมการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต ฟังรายการวิทยุบนอินเตอร์เน็ต และสั่งซื้อภาพศิลป์หรือศิลปวัตถุของเหล่าศิลปิน ** ในระหว่างไตรมาส อินเทลได้แนะนำอินเทล เซลเลอรอน โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 466 MHz ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์รุ่นความเร็วสูงสุดสำหรับแวลูพีซี นอกจากนี้ บริษัทยังได้แนะนำชิปเซ็ต อินเทล 810 ซึ่งรวมประสิทธิภาพการทำงานด้านกราฟิกสามมิติ ความสามารถด้านระบบเสียงของซอฟต์แวร์ ตลอดจนมีโมเด็มและสามารถเล่นดีวีดีได้อีกด้วย ** ในวันที่ 14 มิถุนายน อินเทลได้แนะนำโมบาย เพนเทียม ทู โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 400 MHz ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ 0.18 ไมครอน บริษัทยังได้แนะนำโมบาย อินเทล เซลเลอรอน โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 366 MHz พร้อมกับชิปเซ็ตโมบาย 440MX และ 440ZX ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถของแวลูโน้ตบุ๊คอีกด้วย ** ในระหว่างไตรมาส อินเทลและฮิวเล็ตต์-แพ็คการ์ดได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่ใช้ชุดคำสั่งแบบ IA-64 อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ทั่วโลกสามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชั่น เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกับโปรเซสเซอร์แบบ IA-64 ที่จะออกสู่ตลาดในไม่ช้าได้ โดยจะเริ่มจากโปรเซสเซอร์ "Merced" ในปี 2543 ** ในระหว่างไตรมาส บริษัทได้เปิดตัวชิปเร่งความเร็วการแสดงผลภาพกราฟิก อินเทล 752 สำหรับพีซีที่ใช้เพนเทียม ทรี โปรเซสเซอร์ รุ่นยอดนิยม ** ในระหว่างไตรมาส อินเทล และบริษัท ฮิวจ์ เน็ตเวิร์ก ซิสเต็มส์ ประกาศถึงความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซ็ตท็อปซึ่งใช้โปรเซสเซอร์ของอินเทลในการรับสัญญาณดิจิตอลจากดาวเทียม โดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่จะเป็นผลจากความร่วมมือกันนี้คือ กล่องเซ็ตท็อปเพื่อการใช้งานสองลักษณะคือสามารถรับบริการ AOL TV* และสัญญาณโทรทัศน์ดิจิตอลอีกมากกว่า 200 ช่องผ่านบริการ DIRECTV* ได้พร้อมๆ กัน กลุ่มขยายธุรกิจคอมพิวเตอร์ ** ในระหว่างไตรมาส อินเทลเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยี โปรเซสเซอร์รุ่นต่อไปซึ่งได้แก่ StrongARM(r) *** สำหรับคอมพิวเตอร์แบบมือถือที่ทันสมัย เครื่องมือการเข้าสู่อินเตอร์เน็ตที่ต้องกินไฟต่ำและมีประสิทธิภาพสูง และผลิตภัณฑ์ในแบ็คโบนของอินเตอร์เน็ต โปรเซสเซอร์รุ่น StrongARM ที่จะออกมานี้คาดว่าจะมีระดับความเร็วเริ่มต้นที่ 600 MHz แต่กินไฟเพียงครึ่งวัตต์ของแบตเตอรี่ชนิดที่มีอายุการใช้งานยาวนาน** ในระหว่างไตรมาส บริษัทได้แนะนำซอฟต์แวร์ Intel Persistent Storage Manager สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows* CE ที่สามารถใช้ชิปหน่วยความจำ Intel SrateFlash(tm) แบบเดี่ยวมาใส่แทนหน่วยความจำชนิดถาวรที่ไม่ทำให้ข้อมูลสูญหายเมื่อปิดเครื่อง (non-volatile memory) จำนวนหลายหน่วยได้ โซลูชั่นที่ใช้ชิปเพียงตัวเดียวนี้บันทึกรหัสคำสั่งการทำงาน แฟ้มข้อมูล หน้าที่การทำงานสำรองไว้ข้างในเพื่อให้นำมาใช้แทนหน่วยความจำ DRAM หน่วยความจำ mask ROM และการ์ดหน่วยความจำที่ทำงานด้วยพลังแบตเตอรี่ในแอพพลิเคชั่นแบบฝังหลายตัวได้ กลุ่มธุรกิจการติดต่อสื่อสารและผลิตภัณฑ์เครือข่าย ** ในวันที่ 6 เมษายน อินเทลได้แนะนำสายผลิตภัณฑ์ AnyPoint Home Network ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวที่มีพีซีมากกว่า 1 เครื่องสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อเข้าอินเตอร์เน็ต การใช้เครื่องพิมพ์ แฟ้มข้อมูลและเล่นเกมส์ร่วมกันได้อย่างง่ายดาย ผลิตภัณฑ์ AnyPoint Home Network สามารถใช้สายโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้วเพื่อต่อพีซีเครื่องต่างๆ ภายในบ้านได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งสายไฟเพิ่มเติม ** ในระหว่างไตรมาส บริษัทได้เปิดตัว Intel LANDesk(r) Client Manager 6 ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์พีซีที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของเครื่องพีซี อุปกรณ์ของระบบ การวิเคราะห์ปัญหา วิธีแก้ไขปัญหา และข้อมูลด้านการจัดการเครื่องเดสก์ทอปจากแผงควบคุมใดก็ได้ที่มีการเชื่อมต่อถึงระบบอินเตอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตขององค์กร นอกจากนี้ บริษัทยังได้แนะนำ Intel LANDesk Management Suite 6.3 ซึ่งช่วยจัดทำรายงานเกี่ยวกับข้อมูลระบบของเครื่องลูกข่ายให้กับผู้ดูแลระบบเครือข่าย ** ในระหว่างไตรมาส อินเทลประกาศแผนการบุกตลาดโปรเซสเซอร์สำหรับเครือข่าย โดยบริษัทจะนำเสนอส่วนประกอบต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านข้อมูลและการติดต่อสื่อสารสามารถใช้ประโยชน์และบริการใหม่ ๆ จากสวิตช์ เราท์เตอร์และแอคเซส คอนเซนเทรเตอร์ได้ กลุ่มธุรกิจใหม่ ** ในระหว่างไตรมาส อินเทลได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้จัดตั้งแผนกบริการข้อมูลด้านอินเตอร์เน็ต (Internet Data Services) ซึ่งกำลังสร้างเครือข่ายศูนย์ข้อมูลระดับโลกจากเซิร์ฟเวอร์จำนวนหลายพันตัวที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้กับเนื้อหาบนเครือข่ายอย่างเช่น อี-คอมเมิร์ซ ในช่วงต้นไตรมาสนั้น อินเทลได้ประกาศข้อตกลงที่กินเวลาหลายปีกับบริษัทเอ็กซ์ไซต์ อิงค์ เพื่อพัฒนาบริการอี-คอมเมิร์ซแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถหาและจัดซื้อผลิตภัณฑ์รวมถึงบริการมากมายหลายประเภทได้อย่างง่ายดายผ่านระบบออนไลน์ บริการใหม่นี้จะใช้เทคโนโลยีอี-คอมเมิร์ซจากแผนก iCAT ของอินเทล และจะเป็นบริการของแผนกบริการข้อมูลด้านอินเตอร์เน็ต การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท ** ในวันที่ 12 กรกฎาคม อินเทลได้เข้าซื้อกิจการบริษัท ไดอะโลจิก คอร์ปอเรชั่น ในราคา 44 เหรียญต่อหุ้น โดยอินเทลได้เสนอจ่ายในรูปเงินสดรวมมูลค่าประมาณ 780 ล้าน การซื้อกิจการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายธุรกิจเซิร์ฟเวอร์แบบ standard-high-volume (SHV) ของอินเทลเข้าสู่ตลาดการติดต่อสื่อสารและผลิตภัณฑ์เครือข่ายที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ โดยการจัดหาส่วนประกอบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในเครือข่ายสัญญาณเสียงและข้อมูลให้กับบรรดาผู้ผลิตในอุตสาหกรรม** ในระหว่างไตรมาส อินเทลได้ประกาศจัดตั้งกองทุน Intel 64 Fund, LLC ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าประมาณ 250 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ทันสมัยสำหรับองค์กรธุรกิจและอินเตอร์เน็ต กองทุนซึ่งได้รับจากเงินลงทุนจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าและบรรดาผู้ใช้ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่นี้จะมุ่งไปที่โซลูชั่นสำหรับ สถาปัตยกรรม IA-64 ของอินเทล เริ่มตั้งแต่โปรเซสเซอร์ที่มีชื่อรหัสว่า "Merced" ในช่วงปลายของไตรมาส Intel 64 Fund ได้ประกาศการลงทุนเบื้องต้นในบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีความโดดเด่น ** ในช่วงสิ้นไตรมาส อินเทลมีการลงทุนตามนโยบายในบริษัทต่างๆ ประมาณ 275 แห่งทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,500 ล้านเหรียญ การลงทุนทั้งหมดนี้ยังรวมถึงหลักทรัพย์ของผู้ออกหลักทรัพย์ทั้งที่ทำการขายแบบเฉพาะเจาะจง (private) หรือแบบทั่วไป (publicly-traded) และการประเมินราคาเมื่อสิ้นสุดไตรมาสนั้นจะใช้ราคาตลาดสำหรับหลักทรัพย์ที่ขายทั่วไปและใช้ฐานต้นทุน (cost basis) สำหรับหลักทรัพย์อื่น ๆ มูลค่าของการลงทุนรวมจะแตกต่างไปตามราคาตลาด การประเมินราคาด้วยวิธีอื่น การซื้อกิจการและการโอน สรุปผลงานด้านเทคโนโลยีและการผลิต ** ในระหว่างไตรมาส อินเทลได้ประกาศเริ่มดำเนินโครงการการพัฒนาเวเฟอร์แบบ 300 มิลลิเมตร (มม.) การใช้เวเฟอร์ขนาด 300 มม.นี้คาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตชิปจำนวนมากได้ถึงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการผลิตด้วยเวเฟอร์ขนาด 200 มม. อินเทลวางแผนที่จะเริ่มผลิตเวเฟอร์ขนาด 300 มม. ด้วยกระบวนการผลิตแบบ 0.18 ไมครอนโดยการทำโลหะทองแดง ในปี 2545 ประมาณหนึ่งปีหลังจากที่บริษัทเริ่มผลิตเวเฟอร์ขนาด 200 มม. ด้วยการทำโลหะทองแดงตามกระบวนการผลิตแบบ 0.13 ไมครอน การพัฒนาเทคโนโลยี 300 มม. จะทำขึ้นที่โรงงานการพัฒนา D1C ของอินเทลในรัฐโอเรกอน โดยมีกำหนดว่าจะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์ราวต้นปี 2543 ** บริษัทวางแผนจะผลิตและจัดส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูลเพนเทียม ทรี โปรเซสเซอร์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบ 0.18 ไมครอนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2542 อินเทลกำลังจัดส่งโมบาย เพนเทียม ทู โปรเซสเซอร์ ความเร็ว 400 MHz ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัทที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีแบบ 0.18 ไมครอน ข้อมูลทางด้านการเงิน หมวดการทบทวนผลประกอบการทางด้านการเงินจัดทำในรูปของตารางต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ด้านหลังข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมด้วยข้อมูลเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุนและงบดุลได้จากที่อยู่เว็บไซต์ www.intc.com โดยข้อมูลจะอยู่ในรูปของสเปรดชีต ซึ่งสามารถดาวน์โหลดเรียกไปดูได้ สำเนาของข่าวผลกำไรและรายงานประจำปีของอินเทลสามารถหาได้จากอินเตอร์เน็ตตามที่อยู่ www.intc.com หรือโทรศัพท์ติดต่อไปที่ธนาคาร แฮริส ทรัสต์แอนด์เซฟวิ่งส์ แบงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของอินเทล ได้ที่หมายเลข (800) 298-0146 อินเทลเป็นบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นผู้นำในวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระบบเครือข่ายและอุปกรณ์สื่อสารด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำนำสมัย อินเทลมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้มีระบบการเชื่อมต่อพีซีที่ก้าวหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพการประมวลผลงานธุรกิจ ด้วยค่าใช้จ่ายด้านการจัดการและสนับสนุนการใช้งานที่น้อยลง ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทอินเทลได้ที่เว็บไซต์ http://www.intel.com/th/thai * ยี่ห้อและเครื่องหมายการค้าอื่นเป็นสมบัติของผู้เป็นเจ้าของ--จบ--