เครือเบทาโกรชี้แจงกรณีปรับสัดส่วนการถือหุ้นและเพิ่มทุนในธุรกิจสุกรเอสพีเอฟ

กรุงเทพ--31 มี.ค.--เบทาโกร กลุ่มซูมิโตโม่ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ลงทุนเพิ่มใน บริษัท ไทย เอส พี เอฟ โปรดักส์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตสุกรขุน เอสพีเอฟ ร่วมกับเครือเบทาโกร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานที่เสนอไว้กับบีโอไอ นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร เปิดเผยแก่ผู้สื่อข่าวถึงกรณีการปรับสัดส่วนการถือหุ้นและเพิ่มทุนในบริษัท ไทย เอส พี เอฟ โปรดักส์ จำกัด ว่า จากการที่เครือเบทาโกรร่วมทุนกับ กลุ่มซูมิโตโม่ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตสุกรเอสพีเอฟ ในชื่อบริษัท ไทย เอส พี เอฟ โปรดักส์ จำกัด ตั้งแต่ พ.ศ.2539 โดยมีสัดส่วนการร่วมทุน คือ เครือเบทาโกรถือหุ้น 57.5 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มซูมิโตโม่ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้น 42.5 เปอร์เซ็นต์ มีทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายในการพัฒนาการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา และขณะนี้บริษัทฯได้พิจารณาเพิ่มทุนจาก 150 ล้านบาท เป็น 250 ล้านบาท เพื่อขยายงานตามแผนงานที่เสนอไว้กับบีโอไอ นายวนัสกล่าวต่อไปว่า ในตอนที่บริษัทฯยื่นหนังสือเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอนั้น ได้มีการนำเสนอแผนงานและเป้าหมายการดำเนินการของบริษัทฯ ไว้ว่าจะเปิดดำเนินการฟาร์มสุกรขุนฟาร์มแรกภายในเดือนมิถุนายน 2542 ด้วยกำลังการผลิตสุกรขุนจำนวน 55,000 ตัวต่อปี ประกอบการขอรับการส่งเสริมด้วย และเมื่อได้รับการส่งเสริมแล้ว บริษัทฯจึงต้องดำเนินการตามแผนงานให้ได้ โดยจะต้องเร่งดำเนินการขยายฟาร์มเพิ่มขึ้น เพื่อใช้เป็นฟาร์มผลิตสุกรขุนเพิ่ม โดยฟาร์มแรกที่ดำเนินไปแล้วในโครงการแรกเป็นฟาร์มผลิตพ่อแม่พันธุ์ เพื่อส่งสุกรพ่อแม่พันธุ์ให้กับฟาร์มที่จะขยายเพิ่มขึ้นในโครงการต่อไป และจะต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติม ซึ่งบริษัทฯได้มีการเจรจากับสถาบันการเงินในประเทศเพื่อขอรับสนับสนุนด้านการเงิน แต่จากสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ขาดแคลนสภาพคล่องในภาคธุรกิจและสถาบันการเงินระงับการปล่อยสินเชื่อ บริษัทฯ จึงได้หารือกับผู้ถือหุ้น คือ กลุ่มซูมิโตโม่ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และได้ข้อสรุปว่าทางซูมิโตโม่ จะให้การสนับสนุนเรื่องการเงิน โดยการเข้ามาเพิ่มทุนในบริษัท ไทย เอส พี เอฟ จำกัด จำนวน 100 ล้านบาท ทำให้ทุนจดทะเบียนของบริษัทเพิ่มเป็น 250 ล้านบาท และสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ไทย เอส พี เอฟ โปรดักส์ จำกัด เปลี่ยนไป โดยฝ่ายซูมิโตโม่จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 62.5 เปอร์เซ็นต์ และเครือเบทาโกรถือหุ้น 37.5 เปอร์เซ็นต์ “หลังจากการเพิ่มทุนใน บริษัท ไทย เอส พี เอฟ โปรดักส์ แล้ว บริษัทฯ จะได้เร่งขยายฟาร์มตามแผนการดำเนินงานของบริษัทฯที่ได้แจ้งไว้กับทางบีโอไอ อย่างไรก็ตามการบริหารงานก็ยังคงเป็นการร่วมกันบริหารจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทฯ” นายวนัสกล่าวเพิ่มเติม “การเพิ่มทุนครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือทางการเงินจากผู้ถือหุ้น ซึ่งเครือเบทาโกรต้องขอขอบคุณ กลุ่มซูมิโตโม่ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ผู้ถือหุ้นของเราที่ได้เล็งเห็นโอกาสของธุรกิจนี้ และมีความปรารถนาดีที่จะพัฒนาโครงการการผลิตสุกรเอสพีเอฟ (สุกรอนามัย) ซึ่งเป็นการผลิตสุกรที่มีคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคในประเทศไทย ไม่ให้โครงการเกิดการหยุดชะงักจากสภาพวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ การเพิ่มทุนครั้งนี้ทางซูมิโตโม่แสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ไทย เอส พี เอฟ โปรดักส์ จำกัด เป็นการถาวร โดยมีข้อตกลงในการเพิ่มทุนที่เปิดโอกาสให้เครือเบทาโกรซื้อหุ้นคืนตามสัดส่วนเดิม 57.5 เปอร์เซ็นต์ได้ใน 5 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่ซูมิโตโม่มีต่อเครือเบทาโกร” นายวนัสกล่าวในตอนท้าย ความหมายของ "สุกรเอสพีเอฟ" มาจากคำว่า Specific Pathogen Free ดังนั้นสุกรเอสพีเอฟจึงหมายถึง สุกรที่ผลิตขึ้นโดยปลอดจากโรค หรือ กลุ่มของโรคที่เฉพาะเจาะจง เช่น พิษสุนัขบ้าเทียมในสุกร บิดมูกเลือด และโพรงจมูกอักเสบ เป็นต้น โดยกลุ่มของโรคที่เฉพาะเจาะจงดังกล่าวนี้ มีความสำคัญและทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ดังนั้นสุกรปลอดจากกลุ่มของโรคดังกล่าว จะทำให้ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และในช่วงสุกรขุนจะไม่มีการใช้สารกระตุ้น หรือ เร่งเนื้อ รวมทั้งยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสารตกค้างในเนื้อสุกรสำหรับผู้บริโภคได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่แผนกประชาสัมพันธ์ เครือเบทาโกรโทรศัพท์ 955 0555 ต่อ 2902--จบ--

ข่าวล่าสุด