SEC: ก.ล.ต.แถลงมติคณะกรรมการฯ ฉบับที่ 19/2542 - newswit
กรุงเทพ--12 ต.ค.--ก.ล.ต. ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์กรุงเทพ (BSDC) จัดตั้งขึ้น ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขในการให้ใบอนุญาต คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้ในกรณีที่ BSDC เลิกกิจการว่า หากมีทรัพย์สินเหลือเกินกว่าเงินที่สมาชิกจ่ายเป็นค่าแรกเข้า จะต้องนำส่วนเกินนั้นยกให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน เมื่อที่ประชุมสมาชิก BSDC มีมติให้เลิกกิจการ และ BSDC ได้มีหนังสือถึงสำนักงานขอเลิกกิจการตามมติดังกล่าว คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้ให้ความเห็นชอบให้ BSDC เลิกดำเนินกิจการ โดยให้มีผลภายหลังจากที่ BSDC ได้ดำเนินการชำระบัญชีจ่ายคืนค่าธรรมเนียมแรกเข้าแก่สมาชิกและยกทรัพย์สินที่เหลือให้เป็นสมบัติของแผ่นดินรวมทั้งคืนใบอนุญาตแก่สำนักงานแล้ว นอกจากนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานตรวจสอบกระบวนการดังกล่าวข้างต้น สำนักงานขอเรียนว่า บัดนี้ BSDC ได้คืนใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ให้สำนักงานและดำเนินการชำระบัญชีจ่ายคืนค่าธรรมเนียมแรกเข้า จำนวน 500,018,000 บาท ให้สมาชิก และนำทรัพย์สินที่เหลืออยู่ทั้งหมดจำนวน 54,765,916 บาท ยกให้เป็นสมบัติของแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว จากการตรวจสอบขั้นตอนการเลิกดำเนินกิจการของ BSDC สำนักงานได้พบและรายงานต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. ว่า BSDC มีการจ่ายเงินชดเชยพนักงานคิดเป็นจำนวนถึง 24 เท่าของเงินเดือน ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับกรณีทั่วไป โดย BSDC ได้ชี้แจงเหตุผลและที่มาของเงินชดเชยดังกล่าว ดังนี้ (1) การจ่ายเงินชดเชยพนักงานทั่วไปจำนวน 24 เดือน BSDC ชี้แจงว่า ประกอบด้วยเงินชดเชยตามกฎหมาย 6 เดือน ชดเชยย้อนหลังสำหรับการได้รับโบนัสต่ำในระหว่างปี 2538-2541 อีก 15 เดือนและค่าตกใจอีก 3 เดือน คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีความเห็นว่า การจ่ายเงินชดเชยพนักงานทั่วไปดังกล่าวเป็นสิทธิที่พนักงานพึงจะได้รับตามกฎหมาย การจะพิจารณาว่าจำนวนเงินดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ หากไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงว่าการพิจารณาเป็นไปโดยไม่ชอบหรืออยู่บนข้อเท็จจริงที่ผิดพลาด การจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวย่อมเป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการและที่ประชุมสมาชิก BSDC จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ (2) การจ่ายเงินชดเชยแก่กรรมการผู้จัดการ BSDC ชี้แจงว่า ตามสัญญาการจ้างงานกรรมการผู้จัดการเป็นการจ้างคราวละ 2 ปีมีค่าตอบแทนเดือนละ 300,000 บาท ไม่มีเงินโบนัส และได้มีการเพิ่มเงื่อนไขสัญญาจ้างตามมติคณะกรรมการ BSDC ให้กรรมการผู้จัดการได้รับผลประโยชน์อย่างอื่นเช่นเดียวกับพนักงาน คณะกรรมการ BSDC จึงได้มีมติให้จ่ายเงินชดเชยในอัตรา 24 เท่าของเงินเดือน คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีความเห็นว่า การจ้างกรรมการผู้จัดการเป็นไปตามสัญญาจ้างงานที่มีการกำหนดระยะเวลา และเงื่อนไขในการเลิกจ้างที่ชัดเจน เมื่อ BSDC มิได้มีการเลิกจ้างก่อนกำหนด จึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการจ่ายเงินชดเชย นอกจากนั้น หากจะอ้างว่าการจ่ายเงินชดเชยกรรมการผู้จัดการเป็นไปตามสัญญาว่าจ้างเพิ่มเติมที่ให้กรรมการผู้จัดการได้รับผลประโยชน์ เช่นเดียวกับพนักงานก็ไม่น่าจะอ้างได้ เพราะผลประโยชน์ดังกล่าว น่าจะหมายถึงในขณะที่ปฏิบัติงานกับ BSDC (3) การจ่ายเงินชดเชยแก่ประธานกรรมการ BSDC ชี้แจงว่า สัญญาจ้างงานเป็นการทำงานเต็มเวลา ในฐานะประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโดยว่าจ้างคราวละ 2 ปี ค่าตอบแทนเดือนละ 400,000 บาท (ในปี 2540 ปรับลดลงเป็น 180,000 บาท) ไม่มีเงินโบนัส มีเงื่อนไขการออกจากตำแหน่งโดยการจับฉลากและการเลือกตั้งของที่ประชุมสมาชิก และคณะกรรมการ BSDC ได้มีมติให้จ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวน 8,000,000 บาท คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีความเห็นว่า เมื่อที่ประชุมสมาชิกมีมติให้เลิกกิจการของ BSDC การเป็นกรรมการของประธานกรรมการย่อมสิ้นสุดลง ซึ่งรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาภายใต้เงื่อนไขตามสัญญาว่าจ้างด้วย จึงถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาจ้าง และไม่มีเหตุผลสมควรที่จะต้องจ่ายเงินชดเชย คณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงได้มอบหมายให้สำนักงานมีหนังสือถึงทุกท่านที่เป็นกรรมการ BSDC ในขณะที่คณะกรรมการ BSDC มีมติในเรื่องดังกล่าว เพื่อขอให้พิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ต่อมาคณะกรรมการ BSDC ได้ชี้แจงเหตุผลของการมีมติดังกล่าวว่า การเลิกดำเนินกิจการของ BSDC จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคลากรที่ถูกเลิกจ้าง และเห็นว่าพนักงาน กรรมการผู้จัดการ และประธานกรรมการได้เสียสละและทุ่มเทความรู้ ความสามารถ ในการทำงานมาโดยตลอดและในช่วงที่ BSDC ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและเหตุการณ์รอบข้างในประเทศในปี 2540 กรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการก็ได้บริหารปกป้องเงินกองทุนของ BSDC ได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งได้เคยเสียสละที่จะไม่รับผลประโยชน์อันพึงได้ตามสิทธิในช่วงเวลาที่ได้ทำงานกับ BSDC คณะกรรมการ BSDC จึงได้พิจารณาจ่ายเงินให้แก่ทุกคนที่ปฏิบัติงานเต็มเวลาในสถานภาพและเงื่อนไขคล้ายคลึงกัน โดยเล็งเห็นว่า BSDC มีฐานะทางการเงินอยู่ในภาวะที่สามารถกระทำได้ และเป็นการให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย รวมทั้งไม่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของสมาชิก เพราะ BSDC สามารถสนองตอบต่อเงื่อนไขต่าง ๆ ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องและสมาชิกทุกรายได้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ ในหนังสือชี้แจงครั้งหลังสุด คณะกรรมการ BSDC ใช้คำว่า "เงินบำเหน็จ" แทนคำว่า "เงินชดเชย" คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 12/2542 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 พิจารณาเห็นว่า 1. เนื่องจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ที่จะดำเนินการต่อไปได้ จึงมีมติให้มีหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อรายงานการเลิกดำเนินการของ BSDC พร้อมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมการ ก.ล.ต. เกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยกรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการ เพื่อให้กระทรวงการคลังซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินแผ่นดินพิจารณาดำเนินการต่อไป ตามแต่จะเห็นสมควร 2. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ในการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานและคณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงมีมติให้เปิดเผยผลการดำเนินการเลิกกิจการ และข้อสังเกตของคณะกรรมการ ก.ล.ต. เกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยพนักงาน รวมทั้งคำชี้แจงของคณะกรรมการ BSDC ในเรื่องการจ่ายเงินชดเชยพนักงานดังกล่าวด้วย การขยายกำหนดเวลาการแยกธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ออกจากกัน ตามที่ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แยกธุรกิจเงินทุน และธุรกิจหลักทรัพย์ออกจากกัน ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2541 ได้กำหนดให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.) จะต้องแยกธุรกิจให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2542 และให้อำนาจสำนักงานด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีอำนาจสั่งให้ บงล.ที่ไม่สามารถแยกธุรกิจให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดระงับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ได้ นั้นธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือด่วนมากที่ ธปท. ง. 3215/2542 ลงวันที่ 29 กันยายน 2542 ขอให้คณะกรรมการ ก.ล.ต.ขยายกำหนดวันสิ้นสุดของการแยกธุรกิจของ บงล. ออกไปอีก เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า บงล. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตให้แยกธุรกิจมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถดำเนินการแยกธุรกิจให้เสร็จสิ้นได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น เพื่อมิให้ บงล. ต้องได้รับความเสียหาย จากการถูกระงับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามนัยประกาศกระทรวงการคลังข้างต้น ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงขอขยายกำหนดวันสิ้นสุดของการแยกธุรกิจให้เสร็จสิ้นออกไปอีก 4 เดือน จากวันที่ 30 ธันวาคม 2542 เป็นวันที่ 30 เมษายน 2543 ทั้งนี้ เฉพาะ บงล. ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับเรื่องภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2542 เท่านั้น คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 12/2542 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวข้างต้นเพื่อเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาที่ บงล. จะต้องแยกธุรกิจให้แล้วเสร็จ จากวันที่ 31 ธันวาคม 2542 เป็นวันที่ 30 เมษายน 2543 ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยขอมา การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีนโยบายที่จะสนับสนุนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนของผู้ประกอบธุรกิจ และเป็นทางเลือกในการลงทุนของผู้ลงทุนได้อย่างแพร่หลายทัดเทียมกับตลาดตราสารทุน นั้น คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 12/2542 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 พิจารณาเห็นว่าปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้คือ การพัฒนาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้เป็นที่แพร่หลาย เพื่อเป็นดัชนีให้ผู้ลงทุนใช้ประเมินความเสี่ยงของตราสารหนี้ได้โดยง่าย และทำให้ตราสารหนี้นั้นสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้อย่างคล่องตัวขึ้นนอกจากนี้ผลการจัดอันดับดังกล่าวยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายการลงทุนของภาคเอกชน และยังใช้ในการกำกับดูแลความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ รวมทั้งความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงินและผู้ลงทุนสถาบันอื่น ๆ ได้อีกด้วย ประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ในปัจจุบันจึงกำหนดให้หุ้นกู้ที่เสนอขายต่อประชาชน ต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี หุ้นกู้ในตลาดตราสารหนี้ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ที่เสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (private placement : PP) โดยผู้ลงทุนสถาบันยังไม่มีอำนาจเพียงพอในการต่อรองให้หุ้นกู้ดังกล่าวต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ การจะส่งเสริมให้มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ดังกล่าวอย่างแพร่หลาย ด้วยความสมัครใจต่อไปอาจจะเกิดได้ยาก คณะกรรมการ ก.ล.ต.จึงมีมติเห็นชอบในหลักการที่จะกำหนดให้การเสนอขายหุ้นกู้แบบ PP ต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตลอดอายุของหุ้นกู้ โดยมีข้อยกเว้นสำหรับหุ้นกู้ที่มีมูลค่าการเสนอขายไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือมีข้อจำกัดการโอนว่า ไม่ให้มีผู้ถือเกินกว่า 10 ราย เพื่อมิให้มีผลกระทบต่อการเสนอขายหุ้นกู้ในมูลค่าน้อยหรือในวงแคบ ทั้งนี้ข้อกำหนดดังกล่าวให้เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2543 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ออกหุ้นกู้และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีเวลาเตรียมการพอสมควร อนึ่ง การกำหนดให้หุ้นกู้แบบ PP ต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือนี้ ได้กระทำควบคู่ไปกับการผลักดันและกำกับดูแลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวในปัจจุบัน คือ บริษัทไทยเรทติ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส จำกัด (TRIS) มีมาตรฐานการจัดอันดับเท่าเทียมกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือแห่งที่สอง เพื่อให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจการจัดอันดับนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. เกี่ยวกับวิธีการจัดตั้งและจัดการกองทุนรวม คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 12/2542 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 พิจารณาเห็นว่า เพื่อให้ประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจัดตั้งและจัดการกองทุนรวม มีความชัดเจนในทางปฏิบัติมากยิ่งขั้น รวมทั้งสามารถรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาปี ค.ศ. 2000 จึงมีมติอนุมัติร่างประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจัดตั้งและจัดการกองทุนรวม (ฉบับที่ ..) ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างประกาศเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจจัดการลงทุนแล้ว โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ 1. การกำหนดระยะเวลาการเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม กำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลา การเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมให้ไม่เกิน 6 เดือนนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน และในกรณีที่มีเหตุจำเป็น และสมควรสามารถขอขยายระยะเวลาการเสนอขายได้อีกไม่เกิน 6 เดือน 2. การกำหนดขอบเขตประเภทหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่น เพื่อเป็นทรัพย์สินของกองทุนรวม ในกรณีที่ผู้ออกเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ กำหนดให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) สามารถลงทุนในตราสารที่ผู้ออกเป็นนิติบุคคลต่างประเทศเพื่อเป็นทรัพย์สินของกองทุนรวมได้เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้เท่านั้น 2.1 กรณีที่ผู้ออกเป็นธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นสาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินมาใช้ในประเทศไทย 2.2 ในกรณีที่เป็นการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์ที่นิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ให้เสนอขายหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินนั้นในประเทศไทยได้ 2.3 กรณีอื่นใดที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน 3. การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิไม่ถูกต้อง (incorrect pricing) ในกรณีการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิไม่ถูกต้อง กำหนดให้ บลจ. ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานประกาศกำหนด เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ลงทุน 4. การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ มูลค่าหน่วยลงทุน ราคาขายและราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของกองทุนรวม (กองทุนปิดและกองทุนเปิด) แก้ไขถ้อยคำให้ชัดเจนมากขึ้น และมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 5. การผ่อนผันให้ บลจ.ไม่ต้องจัดส่งรายงาน หรือคำนวณมูลค่าต่าง ๆ กรณีที่ต้องเลิกกองทุนเปิด เพื่อให้ขั้นตอนการปฏิบัติงานในการเลิกกองทุนเปิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในกรณีที่กองทุนเปิดจะต้องเลิกกองทุน และได้ยุติการรับคำสั่งซื้อหรือขายคืนหน่วยลงทุนแล้ว บลจ. จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้ 5.1 การจัดทำและจัดส่งรายงานตามประเภทของกองทุนรวมที่ประกาศกำหนดให้จัดส่ง ซึ่งมีทั้งรายงานรายไตรมาส และรายเดือนขึ้นกับประเภทของกองทุนรวม 5.2 การคำนวณและประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ มูลค่าหน่วยลงทุน ราคาขาย หน่วยลงทุน และราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุน 5.3 การจัดทำและจัดส่งรายงาน เพื่อแสดงข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนเปิดสำหรับรอบปีบัญชี และรอบ 6 เดือน 6. การผ่อนผันในกรณีที่กองทุนรวมประสบปัญหา อันเนื่องมาจากปัญหาปี ค.ศ. 2000 ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นไตรมาสที่สี่ของ พ.ศ. 2542 ถึงสิ้นสุดไตรมาสที่หนึ่งของ พ.ศ. 2543 เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว บลจ.หรือผู้ดูแลผลประโยชน์อาจประสบปัญหาปี ค.ศ. 2000 อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการจัดการกองทุนรวมได้ จึงให้ บลจ.ได้รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามประกาศหลักในประเด็นดังต่อไปนี้ 6.1 การรับรองมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ มูลค่าหน่วยลงทุน ราคาขายหน่วยลงทุน และราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของผู้ดูแลผลประโยชน์ โดย บลจ.อาจประกาศมูลค่าหรือราคาดังกล่าวได้โดยไม่ต้องมีการรับรองโดยผู้ดูแลผลประโยชน์ หากผู้ดูแลผลประโยชน์นั้นประสบปัญหาปี ค.ศ. 2000 6.2 เงื่อนไขในการเลิกกองทุนรวม โดยกองทุนรวมใดไม่มีผู้ถือหน่วยลงทุนหรือ มูลค่าขั้นต่ำตามที่กำหนด ก็ให้ดำรงอยู่ต่อไปได้โดยไม่ต้องเลิกกองทุนรวมนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การจัดตั้ง และจัดการกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน และกองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้อนุญาตให้มีการจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน (กอง 2) และกองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน (กอง 3) เพื่อให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และหรือสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน แล้วแต่กรณี นั้น คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 12/2542 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 พิจารณาเห็นว่า เพื่อให้หลักเกณฑ์การจัดตั้งและจัดการกอง 2 และกอง 3 มีความชัดเจนในทางปฏิบัติและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการอนุญาตให้จัดตั้งกองทุนรวมทั้ง 2 ประเภท จึงมีมติเห็นชอบในหลักการแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าวในประเด็นดังต่อไปนี้ 1. การซื้อสิทธิเรียกร้องของสถาบันการเงิน ในการลงทุนของกอง 2 และกอง 3 ในสิทธิเรียกร้องของสถาบันการเงิน ให้แก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า "สถาบันการเงิน" ให้หมายถึง สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดตั้งในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินในประเทศเท่านั้น 2. การลงทุนของกองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากรูปแบบและวิธีการในการแก้ไขปัญหา ในระบบสถาบันการเงินในปัจจุบันมีความหลากหลายและมีการพัฒนาไปอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการลงทุนและครอบคลุมการแก้ไขปัญหาในกรณีอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดดังต่อไปนี้ 2.1 แก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า "กองทุนรวม" ของกอง 3 ให้ระบุถึงเจตนารมณ์ในการช่วยแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน 2.2 เพิ่มเติมข้อกำหนดให้บริษัทจัดการต้องลงทุน ในลักษณะที่แสดงให้เห็นได้ว่าเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน 2.3 กำหนดให้สำนักงานมีอำนาจ ให้ความเห็นชอบการลงทุนในลักษณะอื่น ๆ ภายใต้กรอบประเภททรัพย์สินที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดไว้ในประกาศที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าการลงทุนของกองทุนรวมจะมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน 3. การซื้อสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงิน เพื่อป้องกันการเก็งกำไรจากการขายต่อเป็นทอด ๆ โดยการจัดตั้งกองทุนรวม เพื่อซื้อสิทธิเรียกร้องต่อจากสถาบันการเงินที่มิใช่เป็นผู้ให้กู้แก่ลูกหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้น จึงเห็นควรเพิ่มเติมข้อกำหนดเกี่ยวกับการลงทุนในสิทธิเรียกร้องว่าต้องเป็นการซื้อจากสถาบันการเงินผู้ให้กู้แก่ลูกหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้น หรือเป็นการซื้อจากหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น ตามนโยบายของทางการเพื่อจัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงิน เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ เป็นต้น 4. การลดทุนของกองทุนรวม เพื่อให้การควบคุมการระดมเงินทุน ในการแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์การลดเงินทุนของกอง 3 เพิ่มเติม โดยกำหนดให้ต้องดำรงเงินทุนขั้นต่ำ 500 ล้านบาท ไว้เป็นระยะเวลา 3 ปี หากจะมีการลดเงินทุนในช่วง 3 ปีแรก จะต้องเป็นการลดในส่วนที่เกินกว่า 500 ล้านบาทเท่านั้น ร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับการปรับปรุงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 12/2542 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 พิจารณาเห็นว่า ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม ในปัจจุบันกำหนดเป็นอัตราแน่นอนตายตัว ปีละ 1,000,000 บาท เป็นภาระแก่บริษัทที่มีปริมาณธุรกิจน้อยและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ประกอบกับการจัดการกองทุนรวม เป็นการจัดการทรัพย์สินให้บุคคลอื่น เช่นเดียวกับการจัดการกองทุนส่วนบุคคลที่ได้มีมติแก้ไขปรับปรุงการคิดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแล้วคณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงมีมติเห็นควรแก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2538) ในส่วนที่เกี่ยวกับการคิดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม โดยจะคำนึงถึงปริมาณการประกอบธุรกิจเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับการคิดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนส่วนบุคคล และมีมติให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับการปรับปรุงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม เพื่อนำเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ 1. ค่าคำขอรับใบอนุญาต 10,000 บาท (เท่าเดิม) 2. ค่าใบอนุญาตปีละ 300,000 - 1,000,000 บาทโดยให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นผู้ประกาศกำหนดอัตราและวิธีการคำนวณ ทั้งนี้จะคำนึงถึงปริมาณการประกอบธุรกิจเป็นสำคัญ 3. การชำระค่าธรรมเนียมแบ่งออกเป็น 2 รอบ รอบแรกชำระภายใน 31 กรกฎาคม และรอบที่สองชำระภายใน 31 มกราคม ของปีถัดไป 4. ในกรณีที่ไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายในเวลาที่กำหนด หรือชำระไม่ครบถ้วน ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อเดือนและหากไม่ชำระค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วนภายในรอบถัดไป ให้สำนักงานมีอำนาจสั่งระงับการประกอบธุรกิจได้ จนกว่าจะชำระครบถ้วน 5. กรณีผู้ได้รับใบอนุญาตก่อนกฎกระทรวงฉบับนี้ มีผลใช้บังคับ หากได้ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไว้แล้วก่อนกฎกระทรวงฉบับนี้มีผลใช้บังคับและมีจำนวนเกินอัตราที่กำหนดใหม่ ให้ถือว่าค่าธรรมเนียมในส่วนที่เกินนั้นเป็นค่าธรรมเนียมที่ชำระไว้ล่วงหน้าบางส่วนหรือทั้งหมด แล้วแต่กรณี การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างประกาศ เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจจัดการลงทุน คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 12/2542 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 มีมติปรับปรุงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างประกาศเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจจัดการลงทุนให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นรวมทั้งมีมติให้ขยายขอบเขตหน้าที่ของคณะอนุกรรมการดังกล่าว ให้ครอบคลุมถึงการพิจารณากลั่นกรองและเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการออกประกาศหลักเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนด้วย โดยในกรณีที่เป็นการประชุมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่ปรึกษาการลงทุน ให้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการฯ จากผู้แทนผู้ดูแลผลประโยชน์เป็นผู้แทนสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เนื่องจากจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งนี้ ภายหลังจากครบกำหนดวาระของคณะอนุกรรมการฯ ชุดปัจจุบัน (วันที่ 14 ตุลาคม 2542) ให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดใหม่ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้ โดยมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละหนึ่งปี 1. นายพนัส สิมะเสถียร ประธานอนุกรรมการ 2. ผู้แทนสมาคมบริษัทจัดการลงทุน อนุกรรมการ 3. ผู้แทนผู้ดูแลผลประโยชน์ อนุกรรมการ หรือ ผู้แทนสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (กรณีที่เป็นการประชุมเกี่ยวกับที่ปรึกษาการลงทุน) 4. ผู้แทนสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย อนุกรรมการ 5. นายศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ อนุกรรมการ 6. นางวรวรรณ ธาราภูมิ อนุกรรมการ 7. ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับธุรกิจจัดการลงทุน อนุกรรมการและเลขานุการ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างประกาศเกี่ยวกับการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 12/2542 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างประกาศเกี่ยวกับการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ชุดใหม่ เพื่อทดแทนคณะอนุกรรมการฯ ชุดเดิมที่หมดอายุลง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 และเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการฯ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เนื่องจากตำแหน่งอนุกรรมการที่ว่างลงจากการปิดกิจการของศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์กรุงเทพและการเปลี่ยนอนุกรรมการที่เป็นผู้วิเคราะห์ความเหมาะสมของการลงทุนจากสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานในอาชีพนี้โดยตรง ทั้งนี้ ให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดใหม่ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้ โดยมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละหนึ่งปี 1. นายวิโรจน์ นวลแข ประธานอนุกรรมการ 2. ผู้แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อนุกรรมการ 3. ผู้แทนสมาคมบริษัทจดทะเบียน อนุกรรมการ 4. ผู้แทนสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ อนุกรรมการ 5. นายยุทธ วรฉัตรธาร อนุกรรมการ 6. นายอโศก วงศ์ชะอุ่ม อนุกรรมการ 7. ผู้อำนวยการฝ่ายจดทะเบียนหลักทรัพย์ อนุกรรมการและเลขานุการ ผลการตรวจสอบกรณีการขายหลักทรัพย์ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 อันเป็นผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ลดต่ำลง ตามที่ปรากฏว่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ในช่วงใกล้เวลาปิดทำการซื้อขายประจำวันได้ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ปรับตัวลดลง 15.13 จุดในช่วง 16.29-16.30 น. อันอาจส่งผลต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของตลาดหลักทรัพย์ฯ และต่อมาสำนักงานได้รับเรื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น สำนักงานได้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและได้ขอข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์และเทปบันทึกบทสนทนาทางโทรศัพท์จากบริษัทหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องขอข้อมูลเกี่ยวกับการทำสัญญาอนุพันธ์ประเภทที่อ้างอิงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (equity swap) จากผู้ที่ขายหลักทรัพย์และคู่สัญญา รวมทั้งขอคำชี้แจงหรือสอบถ้อยคำผู้ที่ขายหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ และเจ้าหน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องแล้ว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 1. เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากการขายหลักทรัพย์ของลูกค้าประเภทสถาบันที่มีถิ่นที่ตั้งในต่างประเทศรายหนึ่ง ซึ่งส่งคำสั่งขายหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาด (market capitalization) สูงจำนวน 27 หลักทรัพย์ โดยส่วนหนึ่งเป็นการส่งคำสั่งผ่านบริษัทหลักทรัพย์ตัวแทนของตนในต่างประเทศ ซึ่งได้ส่งคำสั่งผ่านมายังบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย (บริษัทหลักทรัพย์ เอกธำรง เคจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ (S-ONE) อีกต่อหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นการส่งคำสั่งมายังบริษัทหลักทรัพย์ไทยอีกแห่งหนึ่งโดยตรง ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงในสัญญาอนุพันธ์ประเภทที่อ้างอิงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ 2. ความคลาดเคลื่อนจากการสื่อสาร เกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องเวลาและเงื่อนไขในการขายหลักทรัพย์ ระหว่างลูกค้ากับบริษัทหลักทรัพย์ตัวแทนของลูกค้าในต่างประเทศ และระหว่างบริษัทหลักทรัพย์ตัวแทนฯ ดังกล่าวกับ S-ONE ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ตัวแทนฯ ส่งคำสั่งขายให้ S-ONE ในช่วงใกล้เวลาปิดทำการซื้อขายประจำวัน และทำให้ S-ONE มีเวลาค่อนข้างจำกัดในการดำเนินการส่งคำสั่งขายเข้าไปในระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากนี้ S-ONE มิได้ใช้ความระมัดระวังเท่าที่ควรต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาวะการซื้อขาย ประกอบกับหลักทรัพย์หลายหลักทรัพย์ที่ลูกค้าสั่งขายเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดสูง แต่มีสภาพคล่องไม่เพียงพอที่จะรองรับคำสั่งขายดังกล่าว จึงส่งผลให้ราคาปิดของหลักทรัพย์ดังกล่าวปรับตัวลดต่ำลงจนถึงระดับต่ำสุดหรือเกือบต่ำสุดและเนื่องจากเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดสูงดังได้กล่าวแล้ว จึงส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ให้ปรับตัวลดต่ำลงอย่างรุนแรง 3. จากการตรวจสอบ ไม่พบข้อเท็จจริงใด ที่จะสนับสนุนว่าผู้ขายหลักทรัพย์รายดังกล่าวมีเจตนาในการทำราคาหลักทรัพย์ หรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือมีเจตนาชักจูงให้บุคคลทั่วไปทำการซื้อขายหลักทรัพย์ ในลักษณะที่จะพิจารณาได้ว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 243 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์พ.ศ. 2535 อย่างไรก็ดี จากเหตุการณ์ดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ S-ONE ในฐานะบริษัทสมาชิกที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์พบว่า S-ONE ไม่ได้ควบคุมดูแลพนักงาน ให้ปฏิบัติหน้าที่ในการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยความระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะการซื้อขายเท่าที่ควรและตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินการลงโทษ S-ONE และพนักงานที่เกี่ยวข้องไปตามสมควรแล้ว จากข้อเท็จจริงตามที่กล่าวใน 1. และ 2. เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัจจัยดังต่อไปนี้ - ตลาดทุนในประเทศไทยยังขาดเครื่องมือ (instrument / product) เพื่อช่วยควบคุมหรือป้องกันความเสี่ยงในอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์หรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยงของตนเองในสัญญาอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์หรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย จึงกระทำได้โดยการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตรง - ปัญหาการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายหลักทรัพย์ ณ ขณะใดขณะหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ - วิธีการคำนวณราคาปิดของหลักทรัพย์ที่กำหนดจากราคาซื้อขายรายการสุดท้าย - ปัญหาการสื่อสารและความรับผิดชอบของบริษัทหลักทรัพย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง - ปัญหาการขาดสภาพคล่องในการซื้อขายหลักทรัพย์ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ในตลาดหลักทรัพย์ฯ - วิธีการคำนวณราคาปิดของหลักทรัพย์ที่กำหนดจากราคาซื้อขายรายการ สุดท้าย - ปัญหาการสื่อสารและความรับผิดชอบของบริษัทหลักทรัพย์ รวมทั้งเจ้า หน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สำนักงานขอเรียนว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติอนุพันธ์และตลาด อนุพันธ์ พ.ศ. .... อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นอกจากนี้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับ derivative warrant และ index option แล้ว โดยคาดว่าจะสามารถออกและเสนอขาย derivative warrant หรือทำการซื้อขาย index option ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ภายในปี 2543 นอกจากที่กล่าวตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงวิธีการคำนวณราคา เปิดและราคาปิดของหลักทรัพย์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการซื้อขายที่ชัดเจน ขึ้น โดยไม่ไปอิงกับราคาซื้อขายของหลักทรัพย์ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งมากเกินไป ซึ่ง มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสำนักงานพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ส่วนหนึ่งจะเป็น ปัญหาเกี่ยวกับระบบและโครงสร้างของตลาดทุนไทย แต่สาเหตุแห่งปัญหาอีกส่วนหนึ่ง ก็เกิดจากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งบริษัทควรมีการกำหนดระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับ และส่ง คำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้า โดยเฉพาะคำสั่งที่อาจมีผลกระทบต่อระบบการซื้อขายโดยรวม เช่น market close order และ market order (MP) สำหรับกรณี S-ONE ซึ่งได้รับการลงโทษในระดับหนึ่งแล้ว สำนักงานได้มีหนังสือตักเตือน และกำชับให้บริษัทควบคุมดูแลบุคลากรให้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ โดยคำนึงถึงระบบการซื้อขายโดยรวมอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้สำนักงานจะได้มีหนังสือ แจ้งบริษัทหลักทรัพย์ตัวแทนของลูกค้าในต่างประเทศให้ใช้ความระมัดระวังในการส่ง คำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ และจะแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้องค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแล ตลาดทุนในประเทศดังกล่าว เพื่อทราบและพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป--จบ--