สวช. ฝึกอบรมแกนนำสภาวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กรุงเทพ--13 ส.ค.--สวช. ในการพัฒนาวิธีการทำมาหากินในการดำเนินชีวิตในอาชีพการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของบรรพบุรุษแม้ว่าเราจะได้กระทำตามบรรพบุรุษเรื่อยมาแล้วก็ตาม แต่การสืบทอดวิธีการทำมาหากินก็อาจจะมีการหล่นหายไปกับกาลเวลาบ้าง ซึ่งบางครั้งเราก็จำเป็นต้องมีการเติมเต็มให้กับวิธีการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยการพึ่งพาตำราบ้าง เพื่อนำมาเป็นส่วนเสริมให้การทำมาหากินและการดำรงชีวิตที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ดังนี้นการค้นคว้าหาความรู้จากตำราก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยตำราของผู้ที่อยู่ในภูมิประเทศเดียวกันเสมอไป แต่อาศัยตำราของผู้ที่มีวิถีการดำรงชีวิตที่ใกล้เคียงกัน มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาวิธีการประกอบอาชีพ ชุมชนบ้านโนนเขวา การทำการเกษตรแบบธรรมชาติ ของชุมชนบ้านโนนเขวา ตำบลหัวฝาย กิ่งอำเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ได้รับการยกย่องด้านการทำการเกษตรที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี โดยใช้วิธีการที่มีอยู่ในธรรมชาติเป็นหลักสำคัญ ซึ่งเริ่มต้นมาจากพ่อคำเดื่อง ภาษี เป็นชาวนาที่ทำการเกษตรแบบธรรมชาติซึ่งเริ่มต้นพ่อคำเดื่องได้อ่านหนังสือ “การปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” เขียนโดยฟูโออากะ ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น พ่อคำเดื่องสนใจวิธีการนี้มากและได้อ่านอยู่หลายเที่ยว อ่านไปก็สรุปได้ว่าชีวิตของฟูโออากะเป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชได้ดีโดยไม่ต้องไถพรวน ไม่ต้องรดน้ำ และไม่ใส่ปุ๋ยเคมี พ่อคำเดื่อง จึงมานั่งทบทวนว่าชีวิตของตนเองต้องการอะไร พอไปทำนาได้สังเกตเห็นต้นข้าวชูช่อขึ้นมาท่ามกลางกองฟาง มีความสมบูรณ์ผิดปกติจึงคิดถึงปรัชญาของฟูโออากะว่าแท้จริงแล้วแม้มีน้ำเพียงน้อยนิดก็สามารถปลูกข้าวได้ ในที่สุดจึงได้ทดลองปลูกข้าวตามทฤษฎีใหม่ นั่นคือได้นำภูมิปัญญาดั้งเดิมผสมผสานกับแนวคิดของฟูโออากะ โดยการปลูกข้าวในนาชนิดที่ไม่ไถนา ไม่พรวนดิน ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี แต่ได้หว่านเมล็ดถั่วลงไปในนาก่อนจนต้อนถั่วงอกงามดีแล้ว ก็จะหว่านเมล็ดข้าวลงไปทีหลัง จากนั้นเมื่อฝนตกลงมาท่วมต้นถั่วนานเข้ารากถั่วจะเน่าต้นถั่วก็จะตาย ส่วนต้นข้าวเมื่อได้น้ำก็จะงอกงามเจริญเติบโต ได้ผลผลิตสูงกว่าเดิมหลายเท่า หลายคนมองว่าเป็นการทำนาแบบคนขี้เกียจ แต่พ่อคำเดื่องกลับเห็นว่าการทำนาโดยใช้ปัญญาจะได้ผลมากกว่าการทำนาโดยใช้แรงงานแต่ขาดปัญญา พ่อคำเดื่องจึงเป็นปราชญ์ชาวนาที่ประสบผลสำเร็จในการทำงาน โดยนำหลักธรรมชาติมาปรับปรุงใช้ในชีวิตประจำวันจนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของประชาชนโยดทั่วไป เป็นคนที่มีแนวควมคิดลึกซึ้งสามารถนำธรรมชาติมาเปรียบเทียบกับการทำงานอย่างแยบยล มองทะลุถึงปัญหาสอดแทรกกับอารมณ์ขันที่ไปอย่างผสมกลมกลืน ในการบริหารงานจะจัดทำในระบบเครือข่ายที่เกิดจากความสมัครใจของสมาชิก โดยนำหลักของการพึ่งตนเองและพึ่งผู้อื่นแล้วให้สมาชิกขยายผลต่อไปเรื่อย ๆ และในการบริหารองค์กรที่เด่นชัดและประสบผลสำเร็จนั้นไดใช้หลักการคือ การให้สมาชิกมีส่วนร่วมมีการวางแผนอย่างเป็นรูปธรรม มีการสรุปเปรีบเทียบผลงานที่ชัดเจน นำหลัการของการทำงานมาทำอย่างเป็นรูปแบบ คือปัญญาธรรม สามัคคี และเมตตาธรรม นอกจากนี้ชุมชนบ้านโนนเขวายังมีโครงการเด่น ๆ ที่น่าสนใจอีกสองโครงการ คือ โครงการคืนป่าให้แผ่นดิน มีการวางแผนในการที่จะให้ปลูกป่าเป็นแนว เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่โดยใช้วิธีการให้สมาชิกได้สมัครใจและขยายเครือข่ายอย่างไม่หยุดยั้ง หากรัฐได้นำแนวคิดนี้ไปใช้อย่างจริงจังเชื่อแน่ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางทรัพยยากรอย่างแน่นอน และในส่วนของโครงการทำนาโดยธรรมชาติก็ทำให้ประหยัดแรงงาน สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำอย่างอื่น ๆ ได้ รวมทั้งดินมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น--จบ--