กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ทุ่มงบ 2,000 ล้านบาท จับมือร่วมกับ 8 สถาบัน จัดงานใหญ่ "โครงการชุบชีวิตธุรกิจไทย"

กรุงเทพฯ--2 ม.ค.--ธอมสัน พับบลิค รีเลชั่นส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ทุ่มงบ 2,000 ล้านบาท จับมือร่วมกับ 8 สถาบัน จัดงานใหญ่ "โครงการชุบชีวิตธุรกิจไทย"หวังอัดฉีดธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วประเทศให้พลิกฟื้นอีกครั้ง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ทุ่มงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ดึง 8 สถาบันด้านอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการ"ชุบชีวิตธุรกิจไทย" หวังปลุกชีพกลุ่มเอสเอ็มอีให้ฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง เตรียมจัดงานใหญ่วันที่ 16 มกราคม 2545 ดึงเอสเอ็มอีและผู้ที่กำลังหางานทำเข้าร่วมกิจกรรมนับพันคน พร้อมเดินสายโรดโชว์ประชาสัมพันธ์โครงการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง นายมนู เลียวไพโรจน์ ปลัดกระทรวงอุตสหากรรม เปิดเผยว่าตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือกลุ่มเอสเอ็มอี มาอย่างต่อเนื่องนั้น แต่ปรากฏว่าจากการที่ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2540 ส่งผลให้ธุรกิจไทยต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนทำให้ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ตกอยู่ในสภาพขาดสภาพคล่อง ตลาดหดตัวอย่างรุนแรง ซึ่งหากธุรกิจของไทยไม่สามารถปรับตัวรับสถานการณ์ได้ทันท่วงที อาจจะส่งถึงการเลิกจ้างแรงงานหรือปิดกิจการในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ยังมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหลายประเภทที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะปรับตัวและขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้ทันท่วงที หากได้รับความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ธุรกิจกว้างขวาง ช่วยชี้แนะและดูแลการปรับปรุง และแก้ไขปัญหาของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต การตลาด การบริหารจัดการ หรือการเงิน ซึ่งจะมีผลช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถรักษาการจ้างงาน พัฒนาและขยายการส่งออก และนำรายได้เข้าสู่ประเทศเพื่อผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทยโดยรวม นายมนู กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างมั่นคง รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดทำโครงการ"ชุบชีวิตธุรกิจไทย" ( Invigorating Thai Business - ITB ) โดยใช้งบประมาณสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2545 จำนวน 2,000 ล้านบาท โดยร่วมมือกับ 8 สถาบัน ได้แก่ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันไทย-เยอรมัน สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถาบันยานยนต์ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น) ในการให้ความช่วยเหลือธุรกิจไทย จำนวน 2,600 กิจการ ให้สามารถแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจ ยกระดับปรับปรุงความสามารถในการประกอบการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีการค้าโลก รวมทั้งคงสภาพการจ้างงานไว้ได้ มีการจัดนักวินิจฉัยสถานประกอบการเข้าวิเคราะห์สถานภาพ ศักยภาพและปัญหาของกิจการ และจัดที่ปรึกษาเฉพาะด้านให้บริการแนะนำเชิงลึกเพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ของธุรกิจ ทั้งนี้ ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะจัดงานเพื่อเป็นการแนะนำโครงการฯ ดังกล่าว และเชิญชวนให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าร่วมในโครงการนี้ให้มากขึ้น ในวันที่ 16 มกราคม 2545 โดยภายในงานประกอบไปด้วยการอภิปรายจากผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น นายสถาพร กวิตานนท์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษายุทธศาสตร์และการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนยังได้เชิญผู้ที่มีประสบการณ์ในการเข้ารับการอบรมจากผู้ที่เข้าร่วมในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการประกอบอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม หรือโครงการ 13 ของกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมทั้งการเปิดคลินิคให้คำปรึกษาแก่ท่านผู้ประกอบการวิสาหกิจ เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบที่มีข้อสงสัยและต้องการทราบแนวทางการดำเนินธุรกิจให้ได้รับทราาบคำตอบต่างๆอย่างชัดเจน และยังเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการนี้ด้วย นอกจากนี้เพื่อเป็นการเชิญชวนและประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเอสเอ็มอีทั่วประเทศเข้าร่วมในโครงการฯ นี้ ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยังได้จัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อแนะนำชี้แจงโครงการฯ ดังกล่าวนี้ ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค ทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ ระยะเวลาในการดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 จนถึงเดือนกันยายน 2545 โดยจะเปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการ โดยมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้- เป็นกิจการที่จ้างงานไม่เกิน 200 คน หรือมีมูลค่าสินทรัพย์ถาวร (ไม่รวมที่ดิน) ไม่เกิน 200 ล้านบาท- เป็นกิจการที่มีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นอยู่ไม่น้อยกว่า 50 %- เป็นกิจการที่จดทะเบียนการค้าและดำเนินธุรกิจอยู่แล้วสำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมบริการนั้น สถานประกอบการเสียค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการ 2 อัตราตามหลักเกณฑ์ดังนี้ คือ ประเภท ITB 1 จ้างงานไม่เกิน 100 คน ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการร้อยละ 10 ของค่าจ้างที่ปรึกษาเชิงลึก (คาดว่าประมาณ 25,000-60,000 บาทต่อกิจการ) ส่วนประเภท ITB 2 จ้างงานเกินกว่า 100 คน ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ ร้อยละ 20 % ของค่าจ้างที่ปรึกษาเชิงลึก (คาดว่าประมาณ 50,000-120,000 บาทต่อกิจการ) สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานนั้น เมื่อผู้ประกอบการส่งใบสมัครเข้าร่วมโครงการ จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติพร้อมทั้งวินิจฉัยสถานภาพและปัญหาในเบื้องต้น แล้วเสนอแผนปรึกษาแนะนำ จากนั้นจัดที่ปรึกษาเข้าให้บริการปรึกษาแนะนำเชิงลึก 25-60 คน-วัน ประเมินผลสัมฤทธิ์โดยที่ปรึกษาอิสระ สรุปผลการปฏิบัติงานปรึกษาแนะนำติดตาม-แก้ไขปัญหาการให้บริการ นายมนู กล่าวว่า ผลดีที่สถานประกอบการต่างๆจะได้รับจากการเข้าร่วมในโครงการนี้ คือ จะช่วยให้กิจการสามารถอยู่รอด และรักษาสภาพการจ้างงาน มีแผนฟื้นฟูกิจการที่ดี ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งสินเชื่อ หรือแหล่งทุนอื่น มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น มีผลกำไรและความสามารถชำระหนี้สูงขึ้น ได้รับข้อมูลเปรียบเทียบความสามารถของกิจการ กับเกณฑ์ของไทยและต่างประเทศ สำหรับวิสาหกิจที่มีความประสงค์จะขอรับบริการ โปรดติดต่อขอรับใบสมัครเข้าร่วมโครงการ กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน แล้วยื่นใบสมัครหรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันไทย-เยอรมัน สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถาบันยานยนต์ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น(โครงการพัฒนาระบบวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแนะนำสถานประกอบการ) ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค 11 แห่ง ที่ จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก พิจิตร อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุพรรณบุรี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ คุณวงจันทร์ ตั้งทรงศักดิ์ , คุณภิรดี วงศ์ร่มฟ้า ธอมสัน พับบลิค รีเลชั่นส์ โทร. 0-2260-0820 # 2193, 3186--จบ-- -อน-

ข่าว สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย ล่าสุด