(ต่อ1) บทประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง MURDER BY NUMBERS - newswit

กรุงเทพฯ--10 เม.ย.--ทเวนตี้ธ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ (ประเทศไทย) กับ ดอน เชดเดล และเควิน สเปซี่ ผลงานอื่นยังมีบทบาทของบอสลี่ใน "Remember the Titans" กับแดนเซล วอชิงตันไมเคิล พิต (จัสติน เพนเดลตัน) ได้รับการขนานนามโดยแมกกาซีนฟิล์มเมกเกอร์ ว่าเป็นหนึ่งในจำนวน 25 นักแสดงหน้าใหม่ในภาพยนต์ไร้สังกัดแห่ง Summer ปี 2000 มีผลงานร่วมกับผู้กำกับชื่อดังอย่างกัส แวนแซนท์ ในเรื่อง "Finding Forrester" และผู้กำกับจอห์น คาเมรอน มิทเชลในเรื่อง "Hedwig and the Angry Inch" (ได้รับรางวัลในปี 2001 จาก Sundance Film Festival) และลาร์รี่ คลาร์ก ในเรื่อง "Bully" พิตมีพื้นฐานการแสดงจากละครเวทีตั้งแต่ปี 1999 เมื่อเขารับบท 'Dalton' เป็นงานแสดงครั้งแรกในละครนอกบรอดเวย์เรื่อง "The Trestle at Pope Lick Creek" ที่ New York Theatre Workshop บทประพันธ์โดย นาโอมิ วอลเลซ และกำกับโดยลิซ่า ปีเตอร์สัน หนังสือ Daily Variety เขียนถึงผลงานของเขาว่า "น่าจับตา" และหนังสือ New York Post เขียนว่า "พิต เป็นผู้สร้างสรรค์ให้ Dalton แสดงความเป็นกวี อารมณ์และความเปิดเผย ซึ่งควรมีอยู่ในเนื้อหาและการแสดงละครเวที" พิตร่วมงานกับนาโอมิ วอลเลซอีกครั้งในช่วงสปริงปี 2000 ที่ Duke University ในเรื่อง "Birdy" กำกับการแสดงโดยเควิน ไนท์ล่าสุดพิตมีผลงานในภาพยนต์สั้นผลงานกำกับเรื่องแรกของ เฟย์ ดันนาเวย์ เรื่อง "The Yellow Bird" ผลงานภาพยนต์อื่นๆ อาทิ เช่น "Nydia's Chuletta's" และ "Hi Life" ผลงานทางโทรทัศน์เคยเป็นดารารับเชิญใน "Law & Order: Special Victims Unit" และยังเป็นดารารับเชิญพิเศษให้กับเรื่อง "Dawson's Creek" ในช่วงปี 1999-2000 นอกเหนือจากความสามารถด้านการแสดง พิตยังเป็นทั้งศิลปินวาดภาพ นักดนตรี และผู้สร้างภาพยนต์ เขาเกิดและเติบโตในนิวเจอร์ซีย์แอ็กเนส บรุ๊คเนอร์ (ลิซ่า) มีผลงานแสดงในหนังไร้สังกัดเรื่อง "Blue Car" ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกที่ Sundance Film Festival ปี 2002 ร่วมแสดงกับฟรานเซส ฟิชเชอร์และเดวิด สเตรทเธน และได้รับการทาบทามโดยมิราแมกซ์เพื่อเป็นผู้จัดจำหน่าย แอ็กเนสมีผลงานร่วมกับลีลี โซไบสกี้ในภาพยนต์ของโคลัมเบีย พิคเจอร์สเรื่อง "The Glass House" และแสดงในภาพยนต์ไร้สังกัดเรื่อง "Homeroom" กับ เอริกา คริสเตนเซน และฮอลแลนด์ ไทเลอร์ แอ็กแนสมีผลงานทั้งทางจอเงินและจอแก้วอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งผลงานในซีรี่ส์ของ CBS ซึ่งได้รับรางวัลดราม่าภาคกลางวันเรื่อง "The Bold and the Beautiful" และยังมีผลงานโทรทัศน์เรื่อง "Minor Threat" ให้กับวอร์เนอร์บราเดอร์ส, เรื่อง "Hell House" ของ MTV และเรื่อง "National Lampoon" ของ Fox นอกจากนี้ยังเป็นดารารับเชิญในเรื่อง "Alias" "Pacific Blue," "The Fugitive" และ "Touched by an Angel" ในปี 2002, แอ็กเนสได้รับรางวัล "Star of Tomorrow" จาก Motion Picture Club คริส เพนน์ (เรย์) ได้รับรางวัลผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Venice Film Festival ในปี 1996 จากภาพยนต์ของอาเบล เฟอร์รารา เรื่อง "The Funeral" มีผลงานกว่า 30 เรื่อง ที่สร้างชื่อได้แก่ "Reservoir Dogs," กำกับโดยเควนติน ทารันติโน ; เรื่อง "True Romance" กำกับโดยโทนี่ สก็อต; เรื่อง "Short Cuts" กำกับโดยโรเบิร์ต อัลท์แมน ; เรื่อง "Rush Hour" กำกับโดยเบรต รัทเนอร์ ; เรื่อง "At Close Range" กำกับโดยเจมส์ โฟลีย์; เรื่อง "Deceiver" กำกับโดยโจนาสและโจช เพต; และเรื่อง "Mulholland Falls" กำกับโดยลี ทามาโฮรี่ ผลงานมีชื่อเรื่องอื่นๆ เช่น "To Wong Foo, Thanks for Everything, Julie Newmar," "Imaginary Crimes," "Beethoven's Second," "The Pickle," "Mobsters," "Pale Rider," "The Wild Life," "Footloose," และ "All the Right Moves." เมื่ออายุ 16 เพนน์เข้าสู่วงการแสดงครั้งแรกโดยการแสดงในภาพยนต์คลาสสิคของฟรานซิส ฟอร์ด คอพโพล่า เรื่อง "Rumblefish"อาร์.ดี. คอล (ร็อด) เป็นผู้มีประสพการณ์โชกโชนทั้งด้านภาพยนต์ โทรทัศน์และละครเวที อาทิ เช่น "Last Man Standing," กำกับการแสดงโดยวอลเตอร์ ฮิลล์; เรื่อง "Other People's Money" กำกับการแสดงโดยนอร์แมน จิววิสัน; เรื่อง "State of Grace" กำกับโดย ฟิล โจอาเนา; เรื่อง "Born on the Fourth of July" กำกับโดยโอลิเวอร์ สโตน; และเรื่อง "Colors" กำกับโดยเดนนิส ฮอบเปอร์ คอลยังมีงานแสดงในเรื่อง "Waterworld," "Young Guns II," "War Party," " "No Man's Land," และ "At Close Range"งานประจำทางโทรทัศน์ของเขายังมี ซีรี่ส์ของ CBS เรื่อง "Easy Streets" ของ ABC เรื่อง "Knights of the City," "Trapper John M.D.," "Little House on the Prairie," "Hart to Hart," "Barnaby Jones" และเป็นดารารับเชิญในซีรี่ส์ต่างๆ เช่น "The Practice," "Family Law," "Bound by Honor," "Murder, She Wrote," "Diagnosis Murder," "Walker, Texas Ranger," และ "The X-Files" ทีมงาน บาร์เบ็ต ชโรเดอร์ (ผู้กำกับการแสดง/อำนวยการผลิต) เกิดในเตห์รานในปี 1941 และเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนต์น่าชมมากมายมากว่า 30 ปี โดยเริ่มจากผลงานที่ทำให้กับ French New Wave ชโรเดอร์ได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเก็บภาพให้กับภาพยนต์ที่ท้าทายและนำสมัยหลายเรื่อง เขาสร้างผลงานให้ผู้กำกับชั้นนำหลากหลายเช่น เวนเดอร์ส, โรเมอร์, โกดาร์ด, ริเวตต์, ฟาสบินเดอร์ และยังมีผลงานกำกับการแสดงของตนเองอย่างต่อเนื่องในภาพยนต์ที่ประสบความสำเร็จมากมาย ทั้งในอเมริกาและต่างประเทศ ผลงานของเขาเรื่อง "Reversal of Fortune" (1990) นำแสดงโดยเจเรมี ไอออนส์ และเกลน โคลส ซึ่งเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลตุ๊กตาทองและลูกโลกทองคำในด้านผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม ผลงานของเขาในอเมริกายังมี "Barfly" บทประพันธ์โดยชาร์ลส บูโคสกี้ แสดงโดย มิกกี้ เริร์ก และเฟย์ ดันนาเวย์; เรื่อง "Single White Female" แสดงโดยเจนนิเฟอร์ เจสัน ลีย์และบริดเจ็ต ฟอนดา; เรื่อง "Kiss of Death" แสดงโดยเดวิด คารูโซ, นิโคลัส เคจ และแซมมวล แอล แจ็คสัน; เรื่อง "Before and After" แสดงโดยเมอร์ริล สตรีพ และเลียม นีสัน; และเรื่อง "Desperate Measures" นำแสดงโดย แอนดี้ การ์เซีย และไมเคิล คีตัน ในปี 1963 ชโรเดอร์ก่อตั้งบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองในนาม Les Films du Losange ตั้งอยู่ในปารีสซึ่งตอนนั้นเขาอายุได้เพียง 22 ปี เงินทุนในการตั้งบริษัทขึ้นมานั้น ได้มาจากการลงทุนของผู้กำกับการแสดงชื่อดัง อีริค โรห์เมอร์ แห่งเรื่อง "Moral Tales" ชโรเดอร์เป็นผู้รับช่วงอำนวยการผลิตของซีรี่ส์ทั้งหมด รวมทั้งเรื่องดัง เช่น "My Night at Maud's" และ "Claire's Knee" ผลงานสร้างอื่นๆ ของ Les Film du Losange ยังมีผลงานหนังยอดนิยมหลายเรื่องในยุโรป เช่น : "An American Friend" ของวิม เวนเดอร์, เรื่อง "The Mother and The Whore" ของจอง อุสตาเช่, เรื่อง"Celine and Julie Go Boating" ของจาค รีเวตต์ และหนังของมาร์เกอริต ดูมาส์, เรนเนอร์ เวิร์น ฟาสบินเดอร์ และจอง-ลุค โกดาร์ด ในปี 1968 ผลงานแรกของชโรเดอร์ในฐานะผู้กำกับคือเรื่อง "More" ซึ่งเป็นการร่วมหุ้นกับดาราหญิง บุล โอไกเออร์ ผลงานที่ติดตามมาคือ "The Valley Obscured by Clouds," "Maitresse," และ "Tricheurs" ผลงานสารคดีชีวประวัติของ "อีดี้ อามิน ดาด้า" และในปี 1978 หนังเรื่อง "Koko the Talking Gorilla" ซึ่งเสนอเรื่องราวการค้นคว้าความมหัศจรรย์ของภาษา และความเป็นไปได้ในการย้อนกลับไปไขอดีตแห่งบรรพบุรุษของมนุษยชาติ บาร์เบ็ต ชโรเดอร์ ยังเคยร่วมแสดงในภาพยนต์หลายเรื่อง อาทิเช่น "Celine and Julie Go Boating", เรื่อง Patrice Chereau's "Queen Margot" โดยเพททริซ เชอร์โรว์ และเรื่อง "Mars Attacks" โดยทิม เบอร์ตัน ในปี 2001 ชโรเดอร์สร้างและกำกับการแสดงหนังดังเรื่อง "Our Lady of the Assassins" เพื่อโคลัมเบียในการประกวดรางวัลออสการ์ ซูซาน ฮอฟแมน (ผู้อำนวยการผลิต) เริ่มชีวิตการทำงานของเธอในวงการดนตรี โดยการทำงานกับผู้จัดการชื่อดัง อัลเบิร์ต กรอสแมน ซึ่งดูแล ทอดด์ รังด์เกรน เธอได้กลายมาเป็นผู้บริหารให้กับบริษัทอัดเสียงของกรอสแมน Bearsville Records เธอจบการศึกษาปริญญาตรีทางด้านจิตวิทยาจาก UCLA หลังจากนั้นเข้าสู่วงการภาพยนต์ กับบริษัท Cannon Films ในแผนกคัดเรื่องระหว่างการทำงานกับ Cannon ฮอฟแมนได้มีส่วนร่วมในงานภาพยนต์กว่า 20 เรื่อง เช่น "Runaway Train," "Tough Guys Don't Dance" และ "52 Pick-Up" เธอได้พบกับบาร์เบ็ต ชโรเดอร์เป็นคร้งแรกระหว่างดูแลภาพยนต์ของเขาเรื่อง "Barfly" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ที่ตามมาระหว่างเขาทั้งคู่ ฮอฟแมนลาออกจาก Cannon เพื่อรับตำแหน่งผู้บริหารด้านพัฒนาให้กับ Carolco Pictures ซึ่งเธอได้ทำงานร่วมกับนักประพันธ์ ผู้กำกับ และนักแสดงชื่อดังมากมาย ในปี 1991 ฮอฟแมนได้กลายเป็นหุ้นส่วนร่วมสร้างกับบาร์เบ็ต ชโรเดอร์ในผลงานเรื่อง "Single White Female" หลังจากนั้นได้มีผลงานสร้าง (โดยการกำกับของชโรเดอร์) หลายเรื่อง เช่น "Kiss of Death" "Before and After" และ "Desperate Measures" ทั้งคู่ยังร่วมกันสร้าง "Shattered Image" จากการกำกับของรอล รูอิซ ในปี 1999 เมื่อบาร์เบ็ต ชโรเดอร์ยังทำงานสร้างหนังสแปนิชอยู่ในโคลัมเบียชื่อเรื่อง "Our Lady of the Assassins" ฮอฟแมนได้ร่วมงานกับเฮนรี่ บีน ผู้เขียนบทภาพยนต์เรื่องนั้น ในฐานะผู้อำนวยการผลิตภาพยนต์ซึ่งเฮนรี่กำกับการแสดงเป็นเรื่องแรกใน "The Believer" ซึ่งได้รับรางวัล Grand Jury Prize จาก Sundance Film Festival ปี 2001 คริส โรเบิร์ต ได้ร่วมเป็นผู้อำนวยการผลิตเรื่อง "The Believer" ด้วย ริชาร์ด คริสตัล (ผู้อำนวยการผลิต) ถือกำเนิดจากครอบครัวซึ่งอยู่ในวงการบันเทิง บิดาของเขาเป็นผู้อำนวยการผลิตให้กับวงคอนเสิร์ตแจ๊ซ และดูแล Commodore Music Shop ในแมนฮัตตัน ส่วนมารดานั้นเป็นนักแสดงซึ่งเป็นผู้สนับสนุนบุตรชายทั้งสามคนให้ร่วมแสดงละครเวทีของโรงเรียน คริสตัลจบการศึกษาปริญญาตรีทางด้าน Speech and Drama จาก Brooklyn College และได้รับทุนการศึกษาจาก Banff School of Fine Arts และเขาได้ศึกษาด้านการแสดงที่ Herbert Berghof Studio และด้านใช้เสียงกับ Albert Malver เขาได้แสดงในละครเวทีหลากหลาย เช่น "The Fantasticks," "Jacques Brel," "Finian's Rainbow," และ "Nash at Nine" ซึ่งนับเป็นส่วนน้อย เมื่อเข้าสู่ฮอลลีวู้ดครั้งแรกเขาตั้งใจที่จะสานต่องานการแสดง แต่ในที่สุดกลับประสบความสำเร็จในการเป็นนักประพันธ์และผู้อำนวยการผลิต คริสตัลยังประพันธ์และอำนวยการสร้างเรื่อง "Reflections from Inside" เรื่องราวชีวประวัติของการีม อับดุล-จาบเบอร์ ให้กับ CBS และ National Basketball Association ซึ่งได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจาก International Film and TV Festival of New York Gold Award ในด้านวิดีโอกีฬายอดเยี่ยมแห่งปี 1989 ผลงานคอมเมดี้เรื่องสั้นของเขาเรื่อง "Bobby Silverman: An Actor Prepared" ซึ่งทำมาจากเค้าโครงเรื่องราวชีวิตการทำงานของเขา อันเป็นผลงานประพันธ์ สร้าง และกำกับของเขาเอง ซึ่งออกฉายครั้งแรกใน HBO นำแสดงโดยดัดลีย์ มัวร์ ริชาร์ด ลูอิส และร็อบ ไรเนอร์ โดยการร่วมงานกับผู้บริหารและดำเนินงาน ร็อบ ไรเนอร์ คริสตัลสร้างผลงานสารคดี "But Seriously" ซึ่งออกอากาศทางโชว์ไทม์และเปิดตัวครั้งแรกที่ Santa Barbara Film Festival และได้รับรางวัล People's Choice Award ที่ Vermont Film Festival คริสตัลเป็นผู้อำนวยการผลิตให้กับ ABC คอมเมดี้เรื่องฮิต "Life's Most Embarrassing Moments" และเรื่อง "Wild & Crazy Kids" ให้กับนิคเคิลโอดีออน, เรื่อง "Family Challenge" ให้กับฟอกซ์และในเครือ, เรื่อง "America Talks Back" ให้ Lifetime, เรื่อง "Funny Flubs & Screw Ups" ให้ CBS, เรื่อง "The Planet's Funniest Animals" ให้แอนนิมอลแพล็นเน็ท, และเป็นผู้บริหารและดำเนินงานสร้างภาพยนต์คอมเมดี้ทางโทรทัศน์เรื่อง "Ghost Mom" ให้ Fox คริสตัลได้สร้างสรรค์ผลงานอีกมากมายซึ่งรวมถึงบทภาพยนต์ร่วมกับนักประพันธ์นวนิยาย แอนดรู ไนเดอร์แมน ในเรื่อง "Blood"; "Another Lifetime"; เรื่องระทึกขวัญ "Deadly Intrusion" จากเค้าโครงนวนิยายของวอลเตอร์ ดิลตัน; เรื่อง "Affirmation" กับลูเซียน ทรูสก็อต จากเรื่องจริงของเฮนรี่ ฟลิปเปอร์ ชายผิวดำคนแรกที่สำเร็จการศึกษาจากเวสต์ปอยต์, เรื่อง "Betrayed" เรื่องจริงของมานูเอล เพนาบาซ ชาวคิวบาผู้หลบหนีกฎหมายกับปีเตอร์ ไฮแอมส์ ล่าสุดมีผลงานเขียนเรื่อง "Beat not the Bones" จากนวนิยายของชาร์ลอต เจย์ และงานเขียนและร่วมอำนวยการผลิตเรื่อง "Goddess" กับปีเตอร์ นิวแมน จานวนิยายของมาร์ค แบรนเดล เจฟฟรีย์ สท็อต (ผู้บริหารและดำเนินงาน) ทำงานร่วมกับผู้กำกับการแสดง ร็อบ ไรเนอร์มาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่ "This is Spinal Tap," "The Sure Thing" และ "Stand by Me" เขาร่วมผลิตเรื่อง "The Princess Bride," "When Harry Met Sally...," "Misery" และ "A Few Good Me." เขาเป็นผู้บริหารและดำเนินงานสร้างเรื่อง "The Story of Us," "North," "The American President" และ "Ghosts of Mississippi" เขารับตำแหน่ง Executive Vice-President, Production Management ให้กับคาสเซิลร็อค เอ็นเตอร์เทนเม้นท์, ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับงานผลิตทางโทรทัศน์และภาพยนต์ เมื่อว่างจากงานของไรน์เนอร์ เขาจบการศึกษาปริญญาโททางศิลปะจาก Brigham Young University และได้รับปริญญาเอกทางด้านประวัติศาสตร์จาก University of California at Santa Barbara ก่อนร่วมงานกับคาสเซิลร็อคเอนเตอร์เทนเมนท์ เขาเป็นผู้บริหารงานให้กับฝ่ายผลิตของ เอ็มบาสซี พิคเจอร์โทนี่ เกย์ตัน (บทภาพยนต์) สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนภาพยนต์ USC ซึ่งได้รับทุนการศึกษาจาก Jack Nicholson Writing Scholarship หลังจบการศึกษาแล้วได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการผลิต จอห์น มิลิอุส และเกย์ตันยังเป็นผู้ประพันธ์บทมืออาชีพมากว่าสิบปี ทำงานด้วยตนเองและร่วมกับน้องชายของเขา โจ เกย์ตัน ("Uncommon Valor," "Shout") เกย์ตันยังได้ทำงานกำกับการแสดงภาพยนต์สารคดีชื่อดังเรื่อง "Athens Georgia: Inside/Out" ซึ่งเป็นเรื่องราวของวง R.E.M. และ B-52 รวมทั้งศิลปินเพลงโฟล์คผู้มีบุคคลิกแปลกๆ Reverend Howard Finster เกย์ตันเป็นผู้เขียนบทให้กับคาสเซิลร็อค เอนเตอร์เทนเมนท์ เรื่อง "The Salton Sea" นำแสดงโดยวาล คิมเมอร์, ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด, และวินเซนต์ โดโนฟริโอ กำกับการแสดงโดย ดีเจ คารูโซ ลูเซียโน โทโวลี่, A. I. C., ASC (ผู้กำกับภาพ) ได้รับการยอมรับมาเป็นเวลานานว่าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้กำกับภาพที่ยอดเยี่ยมในยุทธภพตากล้องนานาชาติ เขาเคยร่วมงานกับบรรดาผู้สร้างภาพยนต์ชื่อก้องของโลกทั้งสองฝั่งแอตแลนติค ผลงานที่สร้างชื่อเสียงครั้งสำคัญย้อนไปถึงยุค 1960 เมื่อเขากลายเป็นที่รู้จักในอเมริกา จากภาพยนต์ของมัวริซ เพียแลต เรื่อง "We Won't Grow Old Together" (1972) และหนังได้รับรางวัลของฟรังโก บรูซาตี้ เรื่อง "Bread and Chocolate" (1973) ในปี 1975 เขาร่วมงานกับไมเคิล แอนเจโล อันโตนิโอ ผู้โด่งดังในเรื่อง "The Passenger" นำแสดงโดยแจ็ค นิโคลสัน และได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างไม่รู้จบเกี่ยวกับการถ่ายทำฉากจบที่ประทับใจที่สุดของภาพยนต์นั้น ซึ่งมีความยาวถึง 7 นาที ซึ่งเป็นการถ่ายทำที่แสนจะนุ่มนวลแต่ดูลึกลับและล่องลอยผ่านกำแพงและหน้าต่าง คำชื่นชมนั้นยังคงเป็นหนึ่งในสองหรือสามฉากที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงตลอดมาในประวัติศาสตร์การถ่ายทำภาพยนต์ โทโวลี่ยังเคยร่วมงานกับผู้กำกับอย่างมาร์โก เฟอร์เรอรี่ ("The Last Woman," "Bye, Bye Monkey"), ดาริโอ อาร์เจนโต ("Suspiria," "Tenebrae"), ลิเลียน่า คาวานี่ ("Behind the Door") และเอตอร์ สโกล่า ("Splendor," "What Time Is It?," "Capitan Fracasse") เขากลับมาร่วมงานกับ มัวริซ เพียแลต ในเรื่อง "Police" และกับอันโตนิโอนีในหนังเกี่ยวกับประสบการณ์จริงอย่าง "The Mystery of Oberwald" เขามีความสามารถทั้งในงานดราม่าและคอมเมดี้ และได้ทำงานในภาคต่อของเรื่อง "La Cage Aux Folles" ซึ่งเป็นหนังของฟรานซิส เวเบอร์ เรื่อง "La Cage Aux Folles III" และเขายังเป็นหุ้นส่วนกับเวเบอร์ต่อไปในเรื่อง "Les Fugitifs," "Jaguar," และหนังฝรั่งเศสยอดฮิต "The Dinner Game" (1997) และ "Le Placard" [The Closet] (2000) ผลงานของโทโวลี่ได้แพร่หลายในอเมริกาในการร่วมงานเป็นระยะกับบาร์เบ็ต ชโรเดอร์ ซึ่งเขาได้เป็นผู้ถ่ายทำผลงานชนะรางวัลออสการ์เรื่อง "Reversal of Fortune," รวมทั้ง "Single White Female," "Kiss of Death," "Before and After" และ "Desperate Measures" เขายังได้ถ่ายทำภาพยนต์ที่ได้รับการยกย่องจากบทประพันธ์ของเชคสเปียร์ในเรื่องราวของติตุส อันโดรนิคัส ในเรื่อง "Titus" ดัดแปลงและกำกับการแสดงโดยจูลี่ เทย์เมอร์ นำแสดงโดยแอนโทนี่ ฮอบกินส์ และเจสสิกา แลงค์ งานชิ้นล่าของโทโวลี่ที่ได้รับการแสดงที่ New York's Guggenheim Museum ในโปรแกรม "Conversations Between Shadows and Light: Italian Cinematography" ซึ่งไฮไลท์ผลงานของผู้กำกับภาพชาวอิตาเลียน 16 คน ซึ่งรวมถึงโทโวลี่ ผลงานที่เขาได้รับการชื่นชมก็คือภาพยนต์ของไมเคิลแอนเจโล อันโทนีโอนี่ เรื่อง "The Passenger" สจ๊วต เวิร์ทเซล (ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองจากผลงานในหนังของวู้ดดี้ อัลเลน เรื่อง "Hannah and Her Sisters" เขาเป็นผู้ออกแบบให้กับหนังของอัลเลนเรื่อง "The Purple Rose of Cairo" รวมทั้งหนังของปีเตอร์ แยทส์ หลายเรื่อง เช่น "Suspect," "The House on Carroll Street" และ "An Innocent Man" ล่าสุดออกแบบให้เรื่อง "Wit" ของ HBO กำกับการแสดงโดยไมค์ นิโคลส์ นำแสดงโดยเอ็มมา ทอมป์สัน เวิร์ทเซล ยังมีผลงานที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น "Before and After" กำกับโดยบาร์เบ็ต ชโรเดอร์ , เรื่อง "Stepmom," "Hair," "Used People," "Mermaids," "Romeo is Bleeding," "Three Men and a Little Lady," "Old Gringo," "Brighton Beach Memoirs," "The Mambo Kings," "When a Man Loves a Woman," "I.Q." และ "The Ghost and the Darkness." ผลงานออกแบบในภาพยนต์เรื่องแรกของเขาคือหนังของโจแอน มิกคลิน ซิลเวอร์ เรื่อง "Hester Street" ซึ่งเขาร่วมงานกับแพทริเซีย วอน บรันเดนสไตน์ ภรรยาของเขา และงานที่ทำให้กับซิลเวอร์ยังตามมาด้วย "Bernice Bobs Her Hair" ในซีรี่ส์อเมริกันเรื่องสั้นใน PBS และภาพยนต์เรื่อง "Between the Lines" เติบโตในเมืองฮิลไซด์ นิวเจอซี่ย์ เวิร์ทเซลศึกษาทางด้านออกแบบฉากที่ Carnegie Mellon University ได้รับปริญญา MFA และเริ่มงานด้วยการออกแบบฉากละครเวทีเป็นเวลา 4 ปีการแสดงที่ American Conservatory Theater ในซานฟรานซิสโก และอีก3 ปีการแสดงที่ Cincinnati's Playhouse ที่พาร์ค หลังจากย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์ค เวิร์ทเซล ได้ออกแบบให้กับผลงานที่บรอดเวย์มากมายรวม "Unexpected Guests," "Tiny Alice," "A Flea in Her Ear," "Sizwe Banze is Dead," "The Island" และ "Wally's Caf?" และละครนอกบรอดเวย์ ได้แก่ "Trumpets and Drums," และ "Romersholm" ที่ Roundabout Theater, "Gimme Shelter" ที่ BAM, และ "Sorrows of Stephen" (ซึ่งเขาได้รับรางวัล Joseph Maharam Award ในการออกแบบเวที) และ "Henry IV, Part I" ให้กับ New York Shakespeare Festival ผลงานโทรทัศน์ของเขายังมี "Little Gloria …Happy at Last" ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ในด้านกำกับศิลป์ ลี เพอร์ซี, A.C.E. (ผู้ลำดับภาพ) ทำงานกับบาร์เบ็ต ชโรเดอร์ในเรื่อง "Our Lady of the Assassins," Desperate Measures," "Before and After," Kiss of Death," "Single White Female," และ "Reversal of Fortune" เพอร์ซีได้รับการฝึกฝนให้เป็นนักแสดงจาก Juilliard School ประสพการณ์จากละครเวทีเป็นสิ่งมีค่ามากสำหรับเขาเนื่องจากการแสดงของดาราคือความรับผิดชอบโดยตรงของเขา ตามมาด้วยท่วงท่าลีลา เขาคิดว่าตนเองโชคดีมากที่ได้ร่วมงานกับนักแสดงที่ยอดเยี่ยมหลายคนและยังได้เป็นผู้ลำดับภาพให้ภาพยนต์ถึงสามเรื่องที่ผู้แสดงได้รับรางวัลออสการ์ ได้แก่ : วิลเลียม เฮิร์ท จาก "Kiss of the Spiderwoman," เจเรมี ไอออนส์จาก "Reversal of Fortune โดยชโรเดอร์" และฮิลลารี่ แสวงค์ จาก "Boys Don't Cry" ล่าสุดเขาเป็นผู้ลำดับภาพให้เฮนรี่ บีน เรื่อง "The Believer"ซึ่งชนะรางวัลของ Sundance grand Jury ในปี 2001, รวมทั้ง "Lift" (เสนอชื่อชิงรางวัล Sundance Grand Jury) และเรื่อง "Center of the World" ผลงานเรื่องที่สองของเขากับผู้กำกับ เวนย์ หวัง เพอร์ซีเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากการได้รับรางวัล American Cinema Editors Eddie Award จาลงานที่ทำให้ HBO เรื่อง "Against the Wall" กำกับการแสดงโดยจอห์น แฟรงค์เกนไฮเมอร์ แฟรงค์ คาปรา III (ผู้ร่วมอำนวยการผลิต) ล่าสุดรับตำแหน่งผู้บริหารและดำเนินงานเรื่อง "Story of Us," ผลงานกำกับของร็อบ ไรเนอร์, และ "The Deep End of the Ocean," นำแสดงโดยมิเชล ไฟเฟอร์, และเป็นผู้ร่วมอำนวยการผลิตและผู้ช่วยผู้กำกับหมายเลขหนึ่งให้กับหนังของวอร์เรน เบ็ตตี้เรื่อง "Bulworth" คาปราได้ร่วมงานกับร็อบ ไรเนอร์มาเป็นเวลานาน โดยเป็นผู้ร่วมอำนวยการผลิตและผู้ช่วยผู้กำกับให้เรื่อง "Ghosts of Mississippi" และยังเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหมายเลขหนึ่งให้ร็อบ ไรเนอร์ในเรื่อง "The American President," "North" และ "A Few Good Men"ในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับหมายเลขหนึ่ง คาปรายังมีผลงานเรื่อง "Eraser," "I.Q.," "The Distinguished Gentleman," "My Cousin Vinny," "Honey, I Blew Up the Kids," และ "Oscar" ผลงานที่กำลังจะออกฉายเรื่องต่อไปคาปรารับหน้าที่ผู้ร่วมอำนวยการผลิตในเรื่อง "The Adventures of Pluto Nash" แสดงโดยเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ย์ และแรนดี้ เควด กำกับการแสดงโดยรอน อันเดอร์วู้ด แครอล โอดิทซ์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ออกแบบให้ทั้งภาพยนต์และละคร เป็นหนึ่งในผู้ออกแบบชาวอเมริกันจำนวนห้าคนที่มีผลงานแสดง Biennale delia moda di Firenze ในฟลอเรนส์ งานออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับเจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ ในเรื่อง "Georgia" ได้รับฉายา 'One of the Great Fashion Moments on Film' แห่งทศวรรษโดย Vogue แมกกาซีน และเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ 'slip as a dress' ปีถัดมาเครื่องแต่งกายของเธอในหนังเรื่อง "The Ice Storm" ก็ได้ถูกเลือกอีกครั้งโดย Vogue ให้เป็น 'Best Fashion in Film for '97' ซึ่งผลงานกลายเป็นต้นแบบของแฟชั่นดีไซน์เนอร์ทั้งในอเมริกาและยุโรป ในการย้อนยุคกลับไปราวปี '70 ผลงานออกแบบใน "Tin Cup"ของเธอยังเป็นการเริ่มต้นถ่ายทอดจากหนังสู่แฟชั่นในรอบทศวรรษ สร้อยอซึ่งในปัจจุบันเป็นที่รู้จักทั่วโลกในนาม 'Tin Cup pearls' เปลี่ยนธุรกิจไข่มุกไปโดยสิ้นเชิง ผลงานในหนังเรื่องอื่นๆ เช่น หนังของจอห์น ซิงเกิลตัน เรื่อง "Higher Learning," "Ethan Frome" แสดงโดยเลียม นีสัน, เรื่อง "Molly"แสดงโดยเอลิซาเบธ ซู (แสดงที่ Biennale), เรื่อง "Staying Together," "No Place Like Home," และ"Nobody's Child" - ทั้งหมดกำกับโดยลี แกรนท์ , "Zebrahead," "Smooth Talk," "Last Exit to Brooklyn," และ "Autumn in New York" นำแสดงโดยริชาร์ด เกียร์ และวิโนน่า ไรเดอร์ ล่าสุดยังออกแบบเครื่องแต่งกายย้อนยุคให้กับ "Glitter" นำแสดงโดยมาไรห์ แครี่ โอดิทซ์เริ่มจากการเป็นช่างแกะสลักก่อนเป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เธอได้ออกแบบให้กับงานละครในนิวยอร์คและทั่วประเทศมาแล้ว งานชิ้นแรกของเธอที่นิวยอร์คเธียเตอร์เป็นการร่วมงานกับเฮอร์เบิร์ต เบอร์กอฟ และยูท่า ฮาเก้นที่ Bank Street Studio และกับยีน เอิร์ดแมน ภรรยาของโจเซฟ แคมเบลผู้ล่วงลับ ที่ Theatre for The Open Eye และยังได้ทำงานให้กับ ละครนอกบรอดเวย์ ที่ได้รับรางวัล Obie Award เรื่อง "The Crazy Locomotive" เธอยังได้รับรางวัล San Francisco Critics Award ในฐานะ "The Good Person of Sechuan" ผลงานของเธอยังมีละครเวทีที่ Lincoln Center, The Kennedy Center, New York Shakespeare Festival/Joseph Papp, John Houseman's Acting Company, Ford's Theatre, Arena Stage และอีกมากมาย เธอเป็นสมาชิกของ New York Women in Film, The Academy of Motion Picture Arts & Sciences, The League of Professional Theatre Women/NY, และ Mensa คลินท์ แมนเซล (ผู้ประพันธ์เพลง) เป็นหัวกะทิและผู้ก่อตั้งรุ่นแรกของ English rock/hip hop band, Pop Will Eat Itself แมนเซลเล่นกีต้าร์และคีย์บอร์ดให้กับวงซึ่งมีผลงานออกมาถึง 5 อัลบั้มให้กับ RCA/BMG Records และ Trent Reznor's Nothing Records ระหว่างปี 1986 ถึง 1996 แมนเซลทำงานกับดาร์เรน อโรนอฟสกี้ เมื่อเขาแต่งเพลงประกอบเรื่อง "Pi" และ "Requiem for a Dream" ผลงานล่าสุดของเขาซึ่งกำลังจะออกฉาย คือ "World Traveler" แสดงโดยจูเลียน มัวร์และบิลลี่ ครัดอัพ, เรื่อง "Abandoned," ให้กับพาราเมาท์ พิคเจอร์สแสดงโดยเบนจามิน แบรท และ เคธี่ โฮมส์ เรื่อง "The Hole" แสดงโดยธอร่า เบิร์ช และเรื่อง "Knockaround Guys" แสดงโดยจอห์น แมคโควิช, เดนนิส ฮอปเปอร์ และวิน ดีเซล แมนเซลกำลังอยู่ระหว่างผลิตผลงานเดี่ยวชิ้นแรกของเขา โฮเวิร์ด ฟิวเออร์, C.S.A., (ผู้คัดเลือกตัวแสดง) มีความภูมิใจที่ได้รับ 5 รางวัลซ้อนจากผลงานคัดเลือกตัวแสดงของเขาให้กับภาพยนต์ ได้แก่ "Moonstruck," "Dead Poet's Society," "Mississippi Burning," "The Fisher King," และ "That Thing You Do" รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงหลายครั้งในรางวัล ARTOS Awards จากภาพยนต์เรื่อง "Silence of the Lambs," "Reversal of Fortune," และ "To Die For" เขาได้รับเกียรติให้ร่วมงานกับผู้กำกับการแสดง, นักระพันธ์และผู้แนวยการสร้างชื่อดังมากมายในภาพยนต์กว่า 80 เรื่อง และเป็นส่วนสำคัญที่นำความสามารถของเหล่านักแสดงมาปรากฎบนจอเงิน -murder by numbers--- จบ-- -อน-

ข่าว โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ล่าสุด