บีโอไอเลือกอุตฯเป้าหมายชักจูงการลงทุนเชิงรุกเกษตร ยานยนต์ แฟชั่น อิเล็กทรอนิกส์และบริการเป็นตัวนำ

กรุงเทพฯ--11 เม.ย.--บีโอไอ บีโอไอกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อชักจูงการลงทุนเชิงรุก เน้นนำศักยภาพของที่มีความได้เปรียบและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศมาเป็นจุดขาย เผยได้หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลือก 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตร ยานยนต์ แฟชั่น อิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมบริการ เป็นเป้าหมายในการชักจูงการลงทุนเชิงรุก ชี้เตรียมวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งและความสามารถในการแข่งขันเพื่อใช้กำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสมให้แล้วเสร็จภายในเดือนพ.ค.นี้ และจะพิจารณาขยายประเภทของอุตสาหกรรมเป้าหมายให้กว้างมากขึ้น นายสมพงษ์ วนาภา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนซึ่งมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาห-กรรมเป็นประธานวันนี้ (10 เม.ย.) ว่า บอร์ดบีโอไอให้ความเห็นชอบกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 ประเภท เป็นยุทธศาสตร์เป้าหมายในการชักจูงการลงทุนเชิงรุก ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร, อุตสาหกรรมยานยนต์ ,อุตสาหกรรมแฟชั่น, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ส่วนอุตสาหกรรมสุดท้ายคืออุตสาหกรรมบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลกปัจจุบัน นายสมพงษ์กล่าวว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายดังกล่าวบีโอไอได้หารือร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดมาตรการชักจูงการลงทุนที่เหมาะสม ทั้งในด้านศักยภาพ ปัจจัยที่มีความได้เปรียบและภาพลักษณ์ที่ดีงามของประเทศมาเป็นจุดขายที่สำคัญ จากนั้นก็จะระดมความคิดวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ความสามารถในการแข่งขันของไทย และปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดการลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อกำหนดเป็นมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ "อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดมาตรการชักจูงการลงทุน เช่น อุตสาหกรรมการเกษตรรวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบและมีแหล่งวัตถุดิบในประเทศ อุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ การประกอบ ยานยนต์ชนิดต่างๆ รวมทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์และรถตุ๊กตุ๊ก ตลอดจนการผลิตชิ้นส่วนและการประกอบยานยนต์ ส่วนอุตสาหกรรมแฟชั่น ได้แก่ การผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับและเครื่องหนัง โดยมุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์ทั้งสามประเภทสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง" นอกจากนี้อุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งคืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำประเทศก้าวสูเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความรู้ (Knowledge based economy) ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายกลุ่มสุดท้าย คือ อุตสาหกรรมบริการซึ่งจะมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ โดยในปัจจุบันมีกิจการหลากหลายชนิดซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ อาทิ การส่งเสริมบริการพำนักระยะยาว (Long stay) สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค(Regional Operating Headquarters บริการเกี่ยวเนื่องกับ IT ซอฟต์แวร์ กิจการสำนักพิมพ์และการพิมพ์ นายสมพงษ์กล่าว--จบ-- -อน-

ข่าว สมพงษ์ วนาภา เลขาธิการ ล่าสุด