ผลสำรวจค่านิยมและพฤติกรรมเพศครั้งแรกพบว่าหญิงไทยอายุ 40-80 ปี ยังคงมีกิจกรรมทางเพศปกติ - newswit

กรุงเทพฯ--1 เม.ย.--ศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย แพทย์ไทยเอาใจใส่สุขภาพทางเพศของผู้ป่วยมากที่สุดในโลก ผลสำรวจวิจัยระดับโลกของไฟเซอร์เรื่องค่านิยมและพฤติกรรมทางเพศของหญิงชาย วัย 40-80 ปี จำนวน 26,000 คน ใน 28 ประเทศทั่วโลก รวมถึงจำนวนคนไทย 500 คน พบว่า ชายร้อยละ 80 และหญิง ร้อยละ 60 เห็นว่า เพศสัมพันธ์เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิต ในทวีปเอเชีย ชาวเกาหลี ร้อยละ 90 รับว่า เพศสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดถึงปานกลางสำหรับการดำรงชีวิตในขณะนี้ ชายหญิงไทยเห็นว่ามีความสำคัญ ร้อยละ 52 แต่ชาวฮ่องกงเห็นความสำคัญเพียงร้อยละ 38 น้อยที่สุดในเอเชีย ผลสำรวจวิจัยทั่วโลกดังกล่าว พบว่า ชายร้อยละ 57 และหญิงร้อยละ 51 ซึ่งมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ยังคงมีกิจกรรมเพศสัมพันธ์ตามปกติ อย่างน้อยเฉลี่ย 1-6 ครั้ง ต่อสัปดาห์ร้อยละ 70 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวอิตาลี บอกว่า มีเพศสัมพันธ์เฉลี่ย 1-6 ครั้ง ต่อสัปดาห์เช่นเดียวกับคนไทยร้อยละ 45 และชาวญี่ปุ่นร้อยละ 21 ชาวเบลเยี่ยมและสเปน รับว่ามีเพศสัมพันธ์อย่างน้อยวันละครั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจจากประเทศอื่นๆ สำหรับชายหญิงไทยนั้น แม้จะมีความเห็นเป็นอันดับสูงสุดถึงร้อยละ 41 ต่อคำกล่าวที่ว่า "คนสูงอายุไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์อีกแล้ว" แต่จำนวนร้อยละ 87 ของผู้ตอบแบสอบถามยอมรับว่า มีความพึงพอใจต่อสัมพันธภาพทางกายและทางใจกับคู่ของตน พ.ญ.โรซี่ คิง นักบำบัดปัญหาทางเพศชื่อดังจากออสเตรเลีย และเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของการศึกษาวิจัยระดับโลกของไฟเซอร์ฯครั้งนี้ กล่าว "เราคงปฏิเสธไม่ได้อีกแล้วว่า ปัญหาสุขภาพทางเพศมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คน เรื่องเพศก็มีความสำคัญเท่ากับการออกกำลังกายและการมีโภชนาการที่ดี" พ.ญ.โรซี่ คิง ได้มาเยือนไทยครั้งนี้ เพื่อเป็นวิทยากรในการสัมมนาต่อเนื่องของไฟเซอร์ เรื่อง "การช่วยเหลือคนไข้เกี่ยวกับปัญหาทางเพศ" สำหรับแพทย์ไทยที่เคยเข้าร่วมรายการอบรมเมื่อปีที่แล้ว ประเด็นที่น่าสนใจอีกก็คือ ชายไทยร้อยละ 64 เชื่อว่าเพศชาย จะมีความสนใจทางเพศลดลงเมื่อมีอายุประมาณ 62 ปีขึ้นไป และชายไทยร้อยละ 85 เข้าใจว่า อายุเป็นเหตุให้ผู้หญิงสนใจเรื่องเพศน้อยลง และมักอยู่ในวัย 51 ปีขึ้นไป ถึงแม้ว่า สำรวจเรื่องระบาดวิทยาของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในประเทศไทยซึ่งดำเนินโดย EDACTT สถาบันนิด้า และไฟเซอร์ฯ พบว่า ผู้ป่วย 2 ใน 5 ราย จะไม่ปรึกษาใครเรื่องโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ แต่ผลสำรวจวิจัยครั้งล่าสุดนี้ พบว่าแพทย์ไทยเอาใจใส่ดูแลผู้ป่วยในเรื่ยงละเอียดอ่อนดีมาก โดยมีการถามปัญหาทางกับผู้ป่วยมากที่สุดในโลก ผู้ตอบแบบสอบถามชายหญิงไทย ร้อยละ 25 บอกว่า แพทย์ไทยได้ถามเรื่องปัญหาสุขภาพทางเพศในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา ในขณะที่เฉลี่ยร้อยละ 9 ของผู้ป่วยในประเทศอื่นๆ ได้รับการซักถามโดยแพทย์ รศ.นพ.อภิชาติ กงกะนันทน์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และเป็นประธานกลุ่มแพทย์ศึกษาและอบรมเรื่องโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ กล่าวว่า "การศึกษาค้นพบว่าชายไทยป่วยเป็นโรคอีดีจำนวนสูงเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญ ดังนั้น ความจริงที่พบว่า ชายไทยในชนบท 4 ใน 10 คน ช่วงอายุ 40-70 ปี เป็นโรคอีดี จึงเป็นประเด็นสำคัญทำให้แพทย์ตระหนักว่า มีชายไทยป่วยเป็นโรคร้ายแรงที่สัมพันธ์กับโรคอีดี เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยเหล่านี้ไม่เข้าใจและสนใจที่จะหาวิธีรักษาโรค หลายคนที่ป่วยเป็นโรคอีดี ยังคงทรมานอยู่เงียบๆ คนเดียว ทั้งๆ ที่โรคนี้ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของตนเองและของคู่ของเขา จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่มารับการรักษา ทั้งๆ ที่โรคนี้และโรคร้ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ดังกล่าวสามารถรักษาได้ โดยเฉพาะถ้ารักษาแต่เนิ่นๆ จากปัญหาเรื่องขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องโรค และการรักษาทำให้กลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ได้ร่วมมือกับบริษัท ไฟเซอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในการก่อตั้งศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย โดยมีกลุ่มแพทย์ EDACTT เป็นที่ปรึกษาในการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องโรคในเพศชาย ศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชายได้ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ เช่น การจัดสัมมนา การจัดรายการสนทนาทางโทรทัศน์ การผลิตภาพยนตร์โทรทัศน์รณรงค์และชักชวนให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ ศ.นพ.อภิชาติ วิชญาณรัตน์ ประธานศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย กล่าวว่า "ขณะนี้ศูนย์ข้อมูลมีสมาชิกทั่วประเทศประมาณ 11,000 คน จุดประสงค์หลักของการจัดศูนย์ข้อมูลนี้เพื่อเผยแพร่โรคในเพศชาย ก็คือ การมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคมที่เราได้ดำเนินธุรกิจอยู่ โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่ถูกต้องทันเหตุการณ์แก่ประชาชน" มร.อมาจ นาจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า "นโยบายของบริษัทในการสนับสนุนศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชาย ก็คือ การมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคมที่เราได้ดำเนินธุรกิจอยู่ โดยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่ถูกต้องทันเหตุการณ์แก่ประชาชน" "สำหรับผลสำรวจวิจัยระดับโลกของไฟเซอร์ฯ เรื่องค่านิยมและพฤติกรรมทางเพศครั้งนี้นับเป็นการศึกษาวิจัยครั้งแรกที่ดำเนินขึ้นพร้อมๆ กันทั่วโลก เมื่อสำรวจวิจัยพฤติกรรม ค่านิยมความเชื่อ และความพึงพอใจของความสัมพันธ์ระหว่างในชายหญิงทั่วโลกวัย 40-80 ปี จำนวน 26,000 คน เราเชื่อมั่นว่า ผลที่ได้ครั้งนี้ จะนำไปใช้ในการพัฒนาสื่อที่ให้ความรู้ต่างๆ แก่ผู้ป่วยและแพทย์ และนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการเริ่มต้นพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก" มร.นาจ สรุป--จบ-- -สท-

ข่าว ไฟเซอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ล่าสุด