บทประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง Life or Something Like it จากทเวนตี้ธ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ (ประเทศไทย)

กรุงเทพฯ--2 เม.ย.--ทเวนตี้ธ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ (ประเทศไทย) Life or Something Like It ถ้าคุณมีเวลาอีกเพียงอาทิตย์เดียวที่จะมีชีวิตอยู่ คุณจะทำอย่างไร? คุณจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เหลืออยู่โดยสิ้นเชิงหรือไม่? คุณจะตัดสินคุณค่าตัวเองและให้ความสำคัญอย่างไร? นั่นเป็นคำถามสุดท้ายที่ลานี เคอริแกน (แอนเจลินา โจลี) คิดว่าเธอจะได้รับ ลานีคิดเสมอว่าเธอเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะในอาชีพผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ซีแอทเทิล , อพาร์ทเมนท์สวยหรู, เครื่องแต่งกายมีรสนิยม และเพื่อนชายที่ยอดเยี่ยมแต่แล้วโลก "สมบูรณ์แบบ" ของเธอเริ่มคลอนแคลนเมื่อนักพยากรณ์ดวงชะตาข้างถนน (โทนี่ แชลฮับ) บอกกับเธอว่าชีวิตของเธอไร้คุณค่ายิ่งนัก และเธอจะตายภายในเจ็ดวัน เมื่อพบว่าคำทำนายอื่นๆ ของเขากลายเป็นจริง ลานีก็เริ่มตรวจสอบชีวิตตนเองและการให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ อย่างเร่งด่วนภายในหนึ่งอาทิตย์นั้น และแล้วราวกับชะตากลั่นแกล้งเธอกลับตกหลุมรักตากล้องคู่ปรับ (เอ็ดเวิร์ด เบิร์นส) ผู้ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดในการทำงานร่วมกัน LIFE OR SOMETHING LIKE IT โดยรีเจนซี่ เอ็นเตอร์ไพรซ์ ผลงานกำกับการแสดงของ สตีเฟน เฮเรค นำแสดงโดย แอนเจลินา โจลี (Lara Croft: Tomb Raider), เอ็ดเวิร์ด เบิร์นส (กำกับการแสดง, เขียนบท และแสดงนำใน Sidewalks of New York), โทนี่ แชลฮับ (The Man Who Wasn't There), และสต็อกการ์ด แชนนิ่ง (The Business of Strangers)ร่วมแสดงโดยคริสเตียน เคน (Summer Catch) และเมลิสสา เออริคโค (Frequency) บทภาพยนต์โดย จอห์น สก็อต เชฟเฟิร์ด (Joe Somebody) และดานา สตีเวนส์ (City of Angels, For Love of the Game), จากบทประพันธ์ของ จอห์น สก็อต เชฟเฟิร์ด อำนวยการผลิตโดย อาร์นอน มิลแคน, จอห์น เดวิส (Behind Enemy Lines), ชิลี หว่อง (Joe Somebody), และโทบี้ จาฟฟ์ (Rock Star, Blue Streak) อะไรกันแน่ที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเรา? ความรักหรืออาชีพ? งานหรือว่าครอบครัว? ลานีต้องขบปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง หลังจากได้รับการทำนายทายทักว่าเธอจะจากโลกนี้ไปในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เธอผู้มีความมุ่งมั่น เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ และเป็นผู้ดำเนินรายการข่าวเช้ามีชื่อ That's Seattle Life ลานีไต่เต้าขึ้นมาจนได้ยืนอยู่ในจุดที่เคยใฝ่ฝันในสถานีโทรทัศน์เครือข่ายชื่อดัง เธอวางแผนชีวิตมาเป็นอย่างดีเพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงตนเองให้เป็นที่รู้จักทั่วไป ความสุขของลานีนั้นวนเวียนอยู่ในโลกแห่งวัตถุแม้กระทั่งการหมั้นหมายกับ คาล แชมป์ไม้ทองแห่งนาวิกโยธินซีแอทเทิล จนกระทั่งเธอได้รู้ชะตาชีวิตของเธอจากแจ็ค เมื่อผู้อำนวยการผลิต จอห์น เดวิส ได้อ่านสคริปท์เรื่อง LIFE OR SOMETHING LIKE IT เป็นครั้งแรก เขาก็มีปฏิกิริยากับความตลกขบขันและแรงจูงใจของเรื่อง เดวิสให้ความเห็นว่า "ผมเชื่อว่าลานีเป็นหญิงแกร่งที่รู้จักตัวเอง และผมชื่นชอบอารมณ์ขันและความอบอุ่นของเนื้อเรื่อง รวมทั้งสิ่งที่ลานีต้องเผชิญตามท้องเรื่อง" นักแสดงที่จะสามารถถ่ายทอดบุคคลิกอันเข้มแข็งและซับซ้อนของลานีได้นั้นต้องเป็นคนที่มีความสามารถสูง และยังต้องมีความเป็นดาราอยู่ในตัว ซึ่งเดวิสและรีเจนซี่ เอนเตอร์ไพรส์ ลงความเห็นว่าควรเป็น แอนเจลินา โจลี ถึงแม้ว่าโจลีตั้งใจที่จะพักจากการแสดงหลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายทำเรื่อง Lara Croft: Tomb Raider อันแสนเหน็ดเหนื่อย เธอกล่าวว่า "ฉันไม่อยากเล่นหนังต่อทันที ฉันอยากอยู่บ้านและให้เวลากับครอบครัวและทำธุระสำคัญเรื่องอื่นๆ แต่พอได้รับบทหนังและใครบางคนบอกว่านี่คือสิ่งที่ฉันพูดถึง หลังจากได้อ่านบทฉันพบว่าเป็นเรื่องที่มีความหมายลึกซึ้งมาก" โจลีกล่าวต่อว่า "ลานีเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูงและตั้งใจจริง แต่ความตั้งใจที่จะทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบกลับทำให้ดูน่าขัน พอเธอรู้ตัวว่ากำลังจะตายทุกอย่างก็กลับจากหน้ามือเป็นหลังมือเหมือนปุถุชนทั่วไป หรือว่าไปก็เหมือนเจ้าหญิงตกน้ำครำ" ภาพยนต์เรื่องนี้เปิดโอกาสให้โจลีได้แสดงความสามารถในบทเบาสมองเป็นครั้งแรก "ฉันไม่เคยรับบทแบบนี้มาก่อนและเมื่อได้อ่านบทก็รู้สึกว่าเป็นการท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะฉันคงไม่มีทางได้เล่นบทประเภทนี้เพราะฉันเป็นคนเอาจริงเอาจังเกินไป" โจลีหัวเราะ "แล้วฉันก็เริ่มจินตนาการว่าเธอจะเป็นยังไง ดำเนินชีวิตยังไง จนในที่สุดฉันก็สลัดเรื่องนี้ออกจากหัวไปไม่ได้" จอห์น เดวิสปลาบปลื้มมากที่โจลีมาร่วมงานด้วย และเขากล่าวถึงความบังเอิญที่สมบูรณ์แบบในความเป็นนักแสดงและชีวิตจริงของเธอว่า " ผมว่าวิธีที่แอนเจลินาดื่มด่ำกับสคริปท์และการที่เธอเข้าถึงแก่นของภาพยนต์นั้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก เธอค้นพบสาระสำคัญของการดำเนินชีวิตและนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอรับบทนี้ได้อย่างแนบเนียน" ผู้กำกับการแสดงเฮเร็คได้ทุ่มเทให้กับการผสมผสานและขยายอารมณ์ขันและความลึกซึ้งให้กับเรื่องราว เขากล่าวว่า "เป็นเรื่องของการทดแทนและแก้ไขจิตวิญญานของคน หลายครั้งสิ่งที่เราคิดว่ามีความสำคัญต่อชีวิตกลับกลายเป็นแค่เปลือกนอก และกลับพบว่าที่สำคัญกับเราจริงๆ ก็คือความสงบของจิตใจตนเอง" เฮเร็คร่วมงานอีกครั้งกับหุ้นส่วนในบริษัทโปรดักชั่น Hudson Bay, ผู้อำนวยการผลิต โทบี้ จาฟฟ์ ผู้ซึ่งเพิ่งมีผลงานร่วมกันในหนังเบาสมองเรื่อง Rock Star จาฟฟ์กล่าวว่า "ตอนที่ผมกับสตีฟอ่านบทเรื่อง LIFE OR SOMETHING LIKE IT เราชอบมันมากในทันทีและเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกสนานที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับอเมริกันดรีม เมื่อลานีได้รับการทำนายว่าจะต้องตายในหนึ่งอาทิตย์ มันทำให้เธอเปลี่ยนชีวิตโดยสิ้นเชิง และทบทวนทุกอย่างใหม่ในแนวขบขัน นั่นทำให้เธอกลับมาเป็นตัวของตัวเองจากพื้นฐานเดิมที่เธอเคยเป็นมา" จอห์น สก็อต เชฟเฟิร์ด ผู้ประพันธ์บทภาพยนต์ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรดาคนทำงานมืออาชีพทั้งหลาย รวมทั้งผู้สื่อข่าวและทนายความในเมืองใหญ่ ซึ่งเขาเห็นว่าต้องการความก้าวหน้าในชีวิตเป็นที่ตั้ง "ผมมองหาอาชีพที่ผลักดันตนเองให้ขึ้นสู่ความมีชื่อเสียงในเมืองขนาดกลางซึ่งลงความเห็นว่าตนมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ" เชฟเฟิร์ดเป็นชาวแคนซัสซิตี้ "ผมหยั่งความคิดว่าพวกเขาคิดว่าอะไรที่เติมเต็มให้กับชีวิต และลึกลงไปอีกแค่ไหนที่คุณจะพบจุดสะเทือนใจของพวกเขา เพราะทุกคนมีมันซ่อนอยู่" จุดมุ่งหมายของเชฟเฟิร์ดและผู้เขียนบทร่วมของเขา ดานา สตีเวนส์ คือการหลบเลี่ยงสถานการณ์ธรรมดาทั่วไปของเรื่องโรแมนติคคอมเมดี้ ซึ่งมักจะเน้นเรื่องราวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่พยายามตามหาความรัก เรื่อง LIFE OR SOMETHING LIKE IT มีจุดสำคัญอยู่ที่ลานี ผู้ซึ่งเผชิญวิกฤติชีวิต ความรักคือรางวัลแถมพกซึ่งไม่ใช่แกนเดินเรื่อง ดานา สตีเวนส์ให้ความเห็นว่า "ลานีและพีท ตากล้องที่รับบทโดยเอ็ดเวิร์ด เบิร์นส เป็นตัวแทนของความขัดแย้งของสิ่งที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิต : ความรัก อาชีพ การงาน หรือครอบครัว? ฉันคิดว่าเป็นทางออกที่แหลมคมกว่าความสัมพันธ์ดาษดื่นที่เห็นได้ทั่วไปในหนังเรื่องอื่นๆสตีเวนส์กล่าวต่อว่า "ถ้าคุณรู้ว่าจะตายภายในหนึ่งอาทิตย์ สิ่งแรกที่คุณจะรู้สึกได้คือความเป็นอิสระที่เต็มเปี่ยม คุณจะทำอะไรก็ได้เพราะไม่ต้องแคร์อีกต่อไป แต่ในอีกด้านต้องทำบางอย่างเพื่อเก็บเกี่ยวช่วงเวลาอันมีค่าที่คุณไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัส" LIFE OR SOMETHING LIKE IT ในความดูแลของเฮเร็คนั้นดำเนินรอยตามความประทับใจในภาพยนต์โรแมนติคคอมเมดี้อมตะบางเรื่องชึ่งผสมผสานและสอดแทรกองค์ประกอบที่ไม่ธรรมดาไว้ในเรื่องราวโรแมนติคในยุค 1940-1950 รวมทั้งความสนุกสนานในการตอบโต้ของลานีจากบางตอนใน "(I Can't Get No) Satisfaction" ของโรลลิ่งสโตนส์ เฮเร็คอธิบายว่า "หลายฉากที่แสดงการตอบโต้อย่างรู้ทันกันของลานีและพีท ซึ่งทำให้นึกถึงหนังโรแมนติคคอมเมดี้รุ่นเก่า ซึ่งบทของลานีให้ความรู้สึกแบบนั้น" เดวิสชื่นชมความสามารถในการยกระดับสคริปท์ของผู้กำกับ "นับเป็นสัญชาติญานสำคัญของผู้กำกับการแสดงที่จะเป็นคนชี้แนะให้การแสดงสนุกสนานและสมบทบาทมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการยกระดับหนังซึ่งเดวิสทำได้ดีมาก และนี่คือสิ่งที่เราอยากให้ผู้กำกับทำ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่มันเป็นพรวิเศษที่ทำให้หนังสนุก" เฮเร็คและรีเจนซี่ช่วยกันรวบรวมตัวแสดงและทีมงานที่มีความสามารถ อย่างเช่น พีทซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานคู่กัดมาโดยตลอดของลานี เฮเร็คทำตัวเป็นพ่อสื่อโดยการเสาะหาคนที่ไม่เพียงแต่ทำให้ลานีประทับใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถเป็นผู้นำในเรื่องความรักได้ด้วย ซึ่งเฮเร็คพบสิ่งเหล่านี้ในตัวเอ็ดเวิร์ด เบิร์นส เขาสามารถถ่ายทอดความเป็นพระเอกหนังโรแมนติครุ่นเก่าและในขณะเดียวกันก็มีความมั่นใจและเฉียบคมเหมาะสมที่จะเป็นคู่กับลานีที่ทั้งรักทั้งชังได้ บทบาทของทั้งคู่นั้นตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ลานีทะเยอทะยานหาความสำเร็จในขณะที่พีทมีเป้าหมายในชีวิตที่เรียบง่ายกว่า จากชีวิตตากล้องผู้ประสบความสำเร็จกับงานในนิวยอร์ค เขาเลือกที่จะย้ายตัวเองมาอยู่ในซีแอทเทิลเพื่อได้ใกล้ชิดกับอดีตภรรยาและลูกชายของเขา เบิร์นสกล่าวว่า "พีทมองชีวิตต่างจากลานี เขายอมสละตำแหน่งหน้าที่อันมีชื่อเสียง แม้ว่าเขาก็ยังเป็นคนที่ตั้งใจทำงาน ตอนนี้เขามีจุดหมายอื่นที่สำคัญกว่านั่นก็คือการทำตัวเป็นพ่อที่ดีของลูก" นับเป็นความบังเอิญที่ลงตัว ที่เบิร์นสเคยทำงานในวงการนักข่าวในนิวยอร์คหลังจากเพิ่งจบการศึกษา เคยมีประสพการณ์เป็นผู้กำกับการแสดง ผู้อำนวยการผลิต และผู้ประพันธ์บท เบิร์นสเล่าว่า "ผมเกิดความประทับใจกับสคริปท์ตั้งแต่แรกเพราะเป็นเรื่องที่คุ้นเคยในโลกของข่าวโทรทัศน์ และผมยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหนังโรเมนติคคอมเมดี้เสียด้วย สตีฟ เฮเร็ค นำเอาเรื่องราวสนุกสนานที่ห่างหายไปนานมาทำให้ดีกว่าเดิม"สำหรับบทบาทสำคัญของแจ็ค นักพยากรณ์ เฮเร็คเลือกโทนนี่ แชลฮับ แจ็คอาจใช่หรือไม่ใช่คนเร่ร่อนสติแตก พวกต่อต้านสังคม หรือผู้หยั่งรู้อนาคตจริงๆ แต่สำหรับลานี เขาคือเสียงมรณะซึ่งบอกว่าเธอมีเวลาเหลืออีกเพียงหนึ่งอาทิตย์ แม้ว่าคำทำนายและยั่วเย้าของแจ็คจะเป็นสีสันของย่านดาวน์ทาวน์ซีแอทเทิลก็ตามที ตัวเขาเองอาจไม่ได้ชอบสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ แชลฮับกล่าวว่า "เขาอาจจะอยากถูกล็อตเตอรี่แล้วก็หายหน้าไปเลย แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นนี่ เขาได้รับข้อมูลที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโลกของวิญญานทำนองนั้น การได้รับบทนี้ทำให้ผมมีสมาธิมากขึ้นและจิตใจสงบลง มันดีเหมือนกัน" คำทำนายของแจ็คมีผลต่อชีวิตส่วนตัวและการงานลานีเป็นอันมาก เปิดโอกาสให้เธอไปนิวยอร์คและทำหน้าที่ผู้รายงานข่าวให้กับรายการข่าวภาคเช้า A.M. USA ซึ่งงานแรกของเธอคือการสัมภาษณ์เดบเบอร่าห์ คอนเนอร์ พิธีกรรายการโทรทัศน์ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนดูเป็นอย่างมาก เธอคือคนที่ลานียกย่องให้เป็นตัวอย่างในการทำงาน และยังมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของลานีโดยไม่รู้ตัว ผู้รับบทคอนเนอร์ คือ สต็อกการ์ด เลนนิ่ง เธอรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับโจลี และปลาบปลื้มที่ได้รับบทเป็นคนที่มีชื่อเสียงและเปี่ยมความสามารถ "ฉันชื่นชอบผลงานของแอนเจลินา เธอเป็นนักแสดงที่น่าทึ่งมาก และการที่ฉันได้ร่วมแสดงกับเธอเป็นส่วนใหญ่นั้นน่าสนใจมาก"คู่หูร่วมงานของลานีในรายการ That's Seattle Life คือ แอนเดรีย ซึ่งรับบทโดย เมลิสสา เออริโค ความสัมพันธ์ของเธอทั้งสองนั้นตื้นเขิน ไม่มีอะไรมากไปกว่าออกกำลังด้วยกันหลังเลิกงาน และฝันเฟื่องเรื่องมีชื่อเสียงในอนาคต แอนเดรียนับถือลานีในความเด่นของเธอ "แอนเดรียมักจะตื่นเสมอเวลาอยู่กับลานี" เออริโคเล่า "เธอปลื้มความเก่งกาจและสมบูรณ์แบบของลานี ในการออกกำลัง พวกเธอทั้งสองต่างย่ำเท้าอย่างสม่ำเสมอ แต่ในชีวิตจริงพวกเขาก็ย่ำเท้าอยู่บนความสำเร็จของชีวิต และยังพยายามก้าวต่อไปข้างหน้าเพื่อสู่เป้าหมายการเป็นนางสาวอเมริกาผู้สามารถ (Miss American Fabulous)" ความสัมพันธ์ของลานีและเพื่อนชายของเธอนั้นก็ไม่ได้ล้ำลึกไปกว่ากันเท่าไหร่นัก คาลเป็นคนที่ไม่ชอบคิดอะไรซับซ้อนเกี่ยวกับผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย นอกจากความสามารถ และรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม ผู้ซึ่งจะคอยชื่นชมเขา และไม่สนใจที่จะมองไปให้ไกลกว่าชื่อเสียงจอมปลอม การขัดฟันให้ขาวและเป็นที่เหลียวมองเวลาออกไปกินอาหารในภัตตาคารหรูๆ เบื้องหลังการถ่ายทำในเรื่อง LIFE OR SOMETHING LIKE IT แอนเจลินา โจลี รับบทหญิงสาวผู้ซึ่งมองโลกเป็นสีชมพู ความสมบูรณ์แบบของเธอสะท้อนออกมาทางเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อถึงวาระที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต อันเป็นสิ่งที่เธอต่อต้านในตอนแรกและกลับชอบมันในภายหลัง ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลเครื่องแต่งกายให้โจลีคือ แอกกี้ รอดเจอร์ส ซึ่งเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง (The Color Purple) เธอร่วมงานกับเฮเร็คในเรื่อง Rock Star, Mr. Holland's Opus and Holy Man ส่วนช่างแต่งผมที่ดูแลด้านนี้ให้กับโจลีมาเป็นเวลานาน คือ คอลลิน เจมิสัน และช่างแต่งหน้าส่วนตัวคือ จานีน ชเรเยอร์ รอดเจอร์แปลงโฉมโจลีจากสาวผมสีเข้มให้กลายเป็นสาวผมบลอนด์แสนสวย รวมทั้งเสื้อผ้าและทรงผมซึ่งเรียกความทรงจำของนางเอกหนังดังสมัยปี 1950 กลับมาได้เป็นอย่างดี "แอนเจลินาบอกอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มงานกันว่าเธอต้องการให้ตัวเองออกมาเป็นยังไง" รอดเจอร์กล่าว "การที่เธอเลือกใช้เสื้อผ้าของ Dolce & Gabbana นั้นเป็นสิ่งที่ดี สูทของเขาดูดี สีสวยและเนื้อผ้าที่เข้ากับเธอได้อย่างเหมาะเจาะ" เสื้อสูทแขนยาวเข้ารูป และกระโปรงทรงดินสอยุค 50 ช่วยส่งรูปร่างและภาพลักษณ์ที่ดีของโจลีผู้แสดงเป็นลานี เคอริแกน การถ่ายทำเรื่อง LIFE OR SOMETHING LIKE IT นั้นเริ่มที่ซีแอทเทิล และต่อมาก็ใช้โลเคชั่นอื่นๆ ในแวนคูเวอร์และนิวยอร์คซิตี้ ทีมงานแก้ปัญหาใหญ่ที่สุดโดยการสร้างฉากสถานีโทรทัศน์ KOMO-TV ของซีแอทเทิลเพื่อให้มั่นใจว่ารายการ That's Seattle Life ดูสมจริงสมจังมากที่สุด ในจำนวนโลเคชั่นกว่า 30 แห่งในแวนคูเวอร์ ทีมงานใช้อาคาร Art Deco Marine เป็นที่ตั้งออฟฟิซของ "A.M. USA" แห่งนิวยอร์ค อันเป็นสถานที่ซึ่งลานีตั้งความหวังที่จะทำงานในฐานะผู้สื่อข่าวให้กับเครือข่าย ชีวิตในช่วงอาทิตย์หนึ่งของลานีซึ่งประกอบไปด้วยไปด้วยเสียงหัวเราะ การค้นพบตนเอง และการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ล้วนแล้วแต่สร้างความประทับใจทั้งสิ้น แต่ไม่สามารถเทียบได้กับเกียรติยศที่แอนเจลินา โจลีผู้รับบทลานีได้รับในชีวิตจริงของเธอ หลังจากปิดกล้องเรื่อง LIFE OR SOMETHING LIKE IT ไม่นาน โจลีได้รับตำแหน่งฑูตสันถวไมตรีเพื่อผู้ลี้ภัย จากสหประชาชาติ สืบเนื่องมาจากการถ่ายทำเรื่อง Lara Croft: Tomb Raider ในกัมพูชาซึ่งเธอได้พบกับอดีตผู้ลี้ภัย และได้รับรู้เกี่ยวกับ UNHCR เมื่อเธอช่วยค้นคว้าและปรึกษาเรื่องข้อมูลกับองค์กร เธอจึงได้รับการเสนอตำแหน่งในตอนนั้น ทว่าเธอยังไม่ได้ตอบรับในทันทีแต่กลับเดินทางไปสำรวจอัฟริกา กัมพูชา และปากีสถานเพื่อพบปะกับเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์และผู้ลี้ภัยด้วยตนเอง หลังจากนั้นจึงยอมรับตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าว นักแสดง แอนเจลินา โจลี (ลานี เคอริแกน) มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักครั้งแรกเมื่อสวมบทบาทซูเปอร์โมเดลสาว เกีย คารานจิ ซึ่ง ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำจากภาพยนต์เรื่อง Gia ของ HBO และรางวัลออสการ์ (Best Supporting Actress 1999) ตามมาด้วยรางวัลลูกโลกทองคำสามรางวัลติดต่อกัน และ รางวัล Screen Actors Guild Award จากบทบาทลิซา โรวล์ ใน Girl, Interrupted โจลีเป็นหนึ่งในบรรดาดาราหญิงที่ถูกเรียกหามากที่สุดในวงการแสดง ล่าสุดโจลีรับบท ลารา คราฟท์ ตัวเอกในภาพยนต์ผจญภัยชื่อดังที่สร้างจากวิดีโอเกมยอดฮิต Lara Croft: Tomb Raider และ ผลงานคู่กับแอนโทนิโอ แบนเดอราส ใน Original Sin โดยไมเคิล คริสโตเฟอร์ ผลงานเรื่องต่อไป คือเรื่อง Beyond Borders โดยมาร์ติน แคมป์เบล เพื่อมัณฑะเลย์ พิคเจอร์ส เธอเป็นสมาชิกของ MET Theatre Ensemble Workshop ที่โด่งดัง และได้รับการฝึกฝนที่ Lee Strasberg Institute และศึกษากับ Jan Tarrant ในนิวยอร์ค รวมทั้งกับ Silvana Gallardo ในลอสแอนเจลิส ผลงานรุ่นแรกของเธอรวมถึง Hackers and Foxfire และอีกสองเรื่องดัง The Bone Collector กับแดนเซล วอชิงตัน ให้กับฟิลลิป นอยซ์ และ เรื่อง Gone in 60 Seconds ร่วมกับ นิโคลัส เคจ นอกจากนั้น ยังมีเรื่อง Pushing Tin, Playing By Heart และ Playing God ผลงานโทรทัศน์ของเธอ ได้แก่เรื่อง Gia ซึ่งนอกจากรางวัลลูกโลกทองคำแล้ว ยังได้รับรางวัล Screen Actors Guild Award และเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล CableACE และรางวัลเอ็มมี่จากบท คอร์เนเลีย วอลเลซ ภรรยาคนที่สองของนายกเทศมนตรีอลาบาม่า ในภาพยนต์ HBO โดยจอห์น แฟรงเเกนไฮเมอร์ เรื่อง George Wallace แสดงคู่กับแกรี่ ไซไนซ ์ และโจลียังแสดงในมินิซีรี่ส์ของ Hallmark Hall of Fame เรื่อง True Women (สร้างจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ขายดีของเจนิซ วู้ดส์ วินเดิล) และในมิวสิควิดีโอของโรลลิ่งสโตนส์ ("Has Anybody Seen My Baby"), มีท โลฟท์ ("Rock 'n Roll Dreams Come True") และเลนนี่ กราวิทซ์ ("Stand By My Woman") เอ็ดเวิร์ด เบิร์นส (พีท) ผลงานอันดับสี่ซึ่งเขารับหน้าที่ประพันธ์บท กำกับการแสดง อำนวยการผลิต และดารา ได้แก่เรื่อง Sidewalks of New York ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักความสัมพันธ์เบาสมองจากมุมมองของชาวนิวยอร์ค 6 คน ร่วมแสดงโดย เบิร์นส, ฮีทเธอร์ เกรแฮม, บริททานีย์ เมอร์ฟีย์, โรซาลีน ดอว์สัน, เดวิด ครัมโฮซ, เดนนิส ฟารีนา และ สแตนลีย์ ทุคซี ผลงานแสดงของเขาเรื่องล่า คือ Fifteen Minutes แสดงร่วมกับโรเบิร์ต เดอนีโร จากฝีมือประพันธ์ กำกับการแสดง และอำนวยการผลิตโดยจอห์น เฮิร์ซเฟลด์ หนังแอ็คชั่นทริลเลอร์ ซึ่งเบิร์นสรับบทเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานการลอบวางเพลิง ร่วมทีมกับนักสืบคดีฆาตกรรม (เดอนีโร) เพื่อตามรอยฆาตกร เบิร์นสเคยร่วมแสดงกับทอม แฮงค์ส ในภาพยนต์ชื่อดังเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่สอง ของสตีเวน สปิลเบิร์ก เรื่อง Saving Private Ryan ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนังเรื่องแรกที่เบิร์นสร่วมแสดง โดยไม่ได้เป็นผู้เขียนบทและกำกับ ภาพยนต์เรื่องแรกที่ทำให้เบิร์นสได้รับการกล่าวขวัญถึงจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชม ได้แก่ The Brothers McMullen ซึ่งเข้าประกวดในงาน Sundance Film Festival ปี 1995 ซึ่งชนะรางวัล Grand Jury Prize เป็นภาพยนต์ที่เขาเขียนบท กำกับและร่วมแสดง ซึ่งใช้งบถ่ายทำเพียง $25,000 และทำรายได้มากมายถึง $10 ล้านจากการฉายภายในประเทศ ทำสถิติภาพยนต์รายได้สูงสุดแห่งปี 1995 หนังเรื่องนี้ยังได้รับรางวัล "Best First Feature" จาก Independent Spirit Awards ปี 1996 ภาพยนต์เรื่องที่สองที่เบิร์นสเขียนบท กำกับการแสดง และร่วมแสดง ได้แก่เรื่องโรแมนติคคอมเมดี้ She's The One แสดงโดย เจนนิเฟอร์ อริสตัน และคาเมรอน ดิอาซ อำนวยการผลิตโดยฟอกซ์ เสริชไลท์ ซึ่งจอห์น มาโฮนี ร่วมแสดงด้วย ผลงานภาพยนต์ดราม่าล่าสุดของเบิร์นส คือเรื่อง No Looking Back โดย Gramercy ร่วมแสดงโดยลอเรน ฮอลลี่ และจอน บองโจวี นอกจากการเปิดตัวเรื่อง No Looking Back บทประพันธ์อีกสามเรื่องของเบิร์นสที่ได้รับการเผยแพร่โดย Hyperion ซึ่งเปิดเผยตัวตนของเบิร์นสกับเรื่องราวของ "The Brothers McMullen", "She's The One" และ "No Looking Back" ล่าสุด ได้แก่เรื่อง Three Stories From Long Island ซึ่งเปิดตัวเป็นชุด DVD 3 ชุดโดยทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ รวมทั้ง DVD ชุด The Brothers McMullen, She's the One, และ No Looking Back เบิร์นสและน้องชายของเขาร่วมกันสร้างผลงานทางโทรทัศน์ เรื่องราวเบาสมองความยาวครึ่งชั่วโมง เรื่อง The Fighting Fitzgeralds ให้กับ NBC นำแสดงโดยไบรอัน เดนเนฮี เจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำ เบิร์นสเกิดที่วู้ดไซด์ รัฐควีนส์ และเติบโตในลองไอส์แลนด์ การศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษ และภายหลังเลือกสาขาวิชาสร้างภาพยนต์ ที่ Hunter College ในนิวยอร์คซิตี้ ก่อนมีผลงานเรื่อง The Brothers McMullen และได้รับรางวัล Grand Jury จาก Sundance Film Festival ของโรเบิร์ต เรดฟอร์ด ซึ่งสร้างความประทับใจให้เรดฟอร์ด ในความสามารถของเบิร์นส จนทำให้เขารับตำแหน่งเป็นผู้บริหารและดำเนินงานสร้างให้กับเรื่อง She's The One และ No Looking Back เบิร์นสเพิ่งเสร็จสิ้นจากงานชิ้นล่าสุดซึ่งเขาเขียนบท กำกับ และร่วมแสดงในเรื่อง Ash Wednesday ซึ่งเป็นเรื่องราวเมืองนิวยอร์คในปี 1983 Ash Wednesday เป็นภาพยนต์ดราม่าของสองพี่น้องที่ต้องการหนีไปจากอดีตของตัวเอง โทนี่ แชลฮับ (แจ็ค นักพยากรณ์) ล่าสุดร่วมแสดงในเรื่อง The Man Who Wasn't There ของโคเอน บราเดอร์ส รับบทเฟรดดี้ ไรเดนชไนเดอร์ และในเรื่อง 13 Ghosts โดยสตีฟ เบ๊ก และ Imposter โดยแกรี่ เฟลดเดอร์ ผลงานมากมายบนแผ่นฟิล์ม ได้แก่ Spy Kids โดยโรเบิร์ต โรดิเคซ , เรื่อง Galaxy Quest โดย ดีน พาริโซ, เรื่อง The Siege โดยเอ็ดเวิร์ด ชวิค, เรื่อง A Civil Action และ Searching for Bobby Fischer โดยสตีเวน แซลลัน, เรื่อง The Imposters โดยสแตนลี ทุคซี , เรื่อง Primary Colors โดยไมค์ นิโคล เรื่อง Gattaca โดย แอนดรู นิคโคล เรื่อง Men In Black โดยแบรี่ ซอนเนนฟิลด์ , เรื่อง Big Night, โดยสแตนลี ทุคซี และ แคมเบล สก็อต ซึ่งแชลฮับได้รับรางวัลตัวประกอบชายยอดเยี่ยม จาก National Society of Film Critics, เรื่อง Honeymoon in Vegas โดยแอนดรู เบอร์แมน, เรื่อง Longtime Companion โดยนอร์แมน เรเน เขาแสดงคู่กับอีวาน แมคเกรเกอร์ และคาเรอน ดิอาซใน A Life Less Ordinary กำกับการแสดงโดยแดนนี่ บอยล์ เป็นผู้อพยพชาวรัสเซีย พอลลี และคู่กับเมก ไรอันใน I.Q. ผลงานภาพยนต์เรื่องแรกของเขาคืองานในเรื่อง Quick Change คู่กับบิล เมอร์เรย์ และจีนา เดวิส และไม่นานหลังจากนั้นแสดงคู่กับจอห์น กู๊ดแมน และจอห์น เทอร์ทูโร ในบทของผู้จัดการสถานบันเทิงหนุ่มในภาพยนต์แบล็กคอมเมดี้เรื่อง Barton Fink ผลงานสร้างชื่อให้แชลฮับทางโทรทัศน์ได้แก่เรื่อง Gypsy ซึ่งถูกนำมาทำใหม่ โดยเขาแสดงคู่กับเบต มิตเลอร์ (กำกับการแสดงโดย เอมิลี อาร์โดลิโน) และเรื่อง That Championship Season (กำกับการแสดงโดยพอล ซอวิโน) ผลงานอื่นๆมากมาย เช่น Day One และ Neon Jungle และยังแสดงในซิทคอม Stark Raving Mad และในซีรี่ส์เบาสมองเป็นประจำให้ NBC เรื่อง Wings รับบทอันโทนิโอ สพาร์ปาซซี คนขับแท๊กซี่ชาวอิตาเลียนและเป็นดารารับเชิญในซีรี่ส์ดังๆ เช่น The X-Files, Frasier, Almost Perfect, และ Ally McBeal ทางด้านงานละครบรอดเวย์ แชลฮับร่วมแสดงในละครได้รับรางวัลโทนี่ เรื่อง Conversations With My Father (ซึ่งเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลด้วย), เรื่อง The Heidi Chronicles ซึ่งได้รับรางวัลพูลลิทเซอร์, (ทั้งคู่กำกับการแสดงโดย แดเนียล ซุลลิแวน) และรับบทฝ่ายหญิงในเรื่อง The Odd Couple ละครเวทีอื่นๆ นอกจากบรอดเวย์ซึ่งแชลฮับแสดงเมื่อเร็วๆ นี้ได้แก่ เรื่อง Waiting For Godot ให้กับคลาสสิค สเตจ และในเรื่อง Rameau's Nephew, เรื่อง For Dear Life โดยนอร์แมน เรเน และ Zero Positive, จัดแสดงโดย The Public Theater, รวมทั้งเรื่อง Henry IV, ภาค 1 และ Richard III, ทั้งสองเรื่องเพื่อ New York Shakespeare Festival ล่าสุดเขาเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำเรื่อง Made Up ผลงานกำกับการแสดงเรื่องแรกของเขา ซึ่งเป็นภาพยนต์ไร้สังกัด ร่วมแสดงโดยบรู๊ค อาดัมส์ และแกรี่ ซินนิซ แชลฮับเป็นชาวกรีนเบย์ วิสคอนซิน และได้รับปริญญาโทจาก Yale School of Drama และหลังจากนั้นใช้เวลา 4 ปี ศึกษาที่ American Repertory Theatre in Cambridge, ในแมซซาชูเซส เขาแต่งงานกับนักแสดงสาว บรุ๊ค อาดัมส์ ที่ได้พบกันเมื่อร่วมงานเรื่อง The Heidi Chronicles สต็อกการ์ด แชนนิ่ง (เดบบอราห์ คอนเนอร์ส) เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากมาย อาทิเช่น ตุ๊กตาทอง, โทนี่ อวอร์ดส (4 ครั้ง), เอ็มมี่ อวอร์ด (5 ครั้ง) และลูกโลกทองคำ (2 ครั้ง) รวมทั้ง SAG Award นับได้ว่าเธอเป็นดาราอเมริกันที่ได้รับการนับถืออย่างมาก ปัจจุบันมีงานแสดงดรามาเรื่อง The West Wing ของ NBC ในบทบาทท่านผู้หญิงอบิเกล บาร์ตเลต และยังแสดงในภาพยนต์เรื่อง The Business of Strangers เป็นนักธุรกิจหญิงผู้ประสบความสำเร็จ ซึ่งชีวิตเปลี่ยนไปเพียงเพราะได้พบกับหญิงสาวไม่ธรรมดาคนหนึ่ง รับบทโดยจูเลีย สไตล์ส แชนนิ่งเพิ่งจบการถ่ายทำเรื่อง The Red Door ของโชว์ไทม์ คู่กับไคเฟอร์ ซุทเธอร์แลนด์ และไคร่า เซ็จวิก งานทางโทรทัศน์เรื่องต่อไป ได้แก่ The Matthew Shepard Story คู่กับ แซม วอเตอร์สตัน ผลงานล่าสุดที่เพิ่งได้รับการเสนอชื่อในโทนี่ อวอร์ด ได้แก่บท Eleanor of Aquitane ในเรื่อง The Lion in Winter แสดงร่วมกับลอว์เรนส์ ฟิชเบอร์น แชนนิ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี่จากงานแสดงภาคละครเวทีเรื่อง Six Degrees of Separation และรางวัล Obie , รางวัล The Distinguished Performance of the Year จาก New York Drama League และ เสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Oliver Award ให้กับลอนดอน โปรดักชั่น เธอได้รับรางวัลโทนี่จากผลงานในเรื่อง Joe Egg ซึ่งทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัล Drama Desk Award และ Outer Critic's Circle Award ผลงานบนเวทีอื่นๆ เช่น House of Blue Leaves (ชิงรางวัลโทนี่), Four Baboons Adoring the Sun, The Little Foxes, Hapgood (ชิงรางวัล Drama Desk ), Love Letters, Woman in Mind (ได้รางวัล Drama Desk), The Rink, The Golden Age, และ They're Playing Our Song และผลงานดั้งเดิมเรื่อง Love Letter จากภาพยนต์เรื่อง Six Degrees of Separation, แชนนิ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองและลูกโลกทองคำ, และจากเรื่อง Smoke แชนนิ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล SAG Award และได้รับรางวัล People's Choice Award จากเรื่อง Grease ผลงานสร้างชื่อยัง Isn't She Great, Practical Magic ซึ่งได้รับรางวัล Blockbuster Award, Twilight, The First Wives Club, Moll Flanders, To Wong Foo Thanks for Everything Julie Newmar, Married to It, Meet the Applegates, Staying Together, Destiny, Heartburn, The Men's Club, The Fortune, The Cheap Detective, Sweet Revenge, The Big Bus, และ Without a Trace แชนนิ่งร่วมแสดงในเรื่อง The Truth About Jane ของไลฟ์ไทม์ เน็ตเวิร์ค ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล SAG Award และในมินิซีรี่ส์ของโชว์ไทม์เรื่อง It's A Girl Thing, และจากผลงานแสดงกับโชว์ไทม์เรื่อง Baby Dance, กับลอร่า เดิร์น เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี่, ลูกโลกทองคำและ Independent Spirit Award แชนนิ่งแสดงในเรื่อง An Unexpected Life ของ USA เน็ตเวิร์ค ซึ่งเป็นภาคต่อของ An Unexpected Family ซึ่งเธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล เอ็มมี่ ผลงานทางโทรทัศน์ยังมีใน Disney Channel เรื่อง The Road to Avonlea, ซึ่งเธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี่ และเรื่อง Perfect Witness, ของ HBO ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี่ และเรื่อง David's Mother ของ CBS และ Echoes in the Darkness เธอได้รับ Cable Ace Award จากเรื่อง On Tidy Endings ของ HBO และงานทางโทรทัศน์เรื่อง The Prosecutors ของ CBS เรื่อง Lily Dale ของโชว์ไทม์, เรื่อง The Room Upstairs ของ The Hallmark Hall of Fame, เรื่อง Silent Victory: The Story of Kitty O'Neal โดยลู อันโตนิโอ, เรื่อง The Stockard Channing Show ของ CBS และเรื่อง The Girl Most Likely To (ยังมีต่อ) -อน-

ข่าว อาทิเช่น ล่าสุด