การแข่งขันแรลลี่ท่องเกาะรัตนโกสินทร์
กรุงเทพฯ--29 มี.ค.--กทม. สำหรับผู้ที่รักการผจญภัยและหลงไหลในเสน่ห์ของประวัติศาสตร์ มาร่วมค้นหาเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง กับการแข่งขันแรลลี่ท่องเกาะรัตนโกสินทร์ โดยการแข่งขันแรลลี่ครั้งนี้จะเริ่มต้นและจบลงที่ท้องสนามหลวง ตามลำดับดังนี้ RC จุดที่ ๑ วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง RC จุดที่ ๒ วัดพระเชตุพนฯ RC จุดที่ ๓ พระราชอุทยานสราญรมย์ RC จุดที่ ๔ สวนรมณีนาถ RC จุดที่ ๕ เสาชิงช้า RC จุดที่ ๖ วัดราชนัดดาวรมหาวิหาร RC จุดที่ ๗ ถนนข้าวสาร RC จุดที่ ๘ ป้อมพระสุเมรุ สวนสันติชัยปราการ RC จุดที่ ๙ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ RC จุดที่ ๑๐ อุทกทาน พระธรณีบีบมวยผม ประวัติและความสำคัญของจุด RC ในการแข่งขันแรลลี่ทั้ง ๑๐ จุด จุด RC ที่ ๑. สนามหลวง ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า ทุ่งพระเมรุ ซึ่งหมายถึงบริเวณท้องทุ่งที่อยู่ระหว่างวังหลวงและวังหน้า (ตั้งแต่แนวถนนพระจันทร์ปัจจุบันขึ้นไปจนถึงคลองคูเมืองเดิม) ซึ่งในหน้าแล้งท้องทุ่งแห่งนี้จะเป็นสถานที่สร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระมหากษัตริย์ พระราชินี และ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ต่อมาก็ใช้ในการประกอบพระราชพิธีมงคลต่างๆด้วย โดยเปลี่ยนชื่อเป็นท้องสนามหลวง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และขยับขยายให้มีอาณาเขตกว้างขวาง มีลักษณะผังเป็นรูปวงรีมีต้นมะขามปลูกโดยรอบดังปัจจุบันในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ-จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จกลับจากประพาสทวีปยุโรปเป็นครั้งแรก จุด RC ที่ ๒. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างพระบรมมหาราชวังแล้ว ได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์บูรณะวัดโบราณที่อยู่ใกล้กับเขตพระบรมมหาราชวังซึ่งเรียกว่า วัดโพธาราม และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์องค์หนึ่งบรรจุพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยา ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๗๗ รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าฯให้บูรณะพระเจดีย์เก่าสมัยรัชกาลที่ ๑ แล้วกรุด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว แล้วพระราชทานนามพระเจดีย์ตามรูปว่า "พระเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ" แล้วจารึกบทกวีนิพนธ์ทั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ลงบนแผ่นศิลาติดไว้ในบริเวณพระอุโบสถ และทรงสร้างเจดีย์ใหญ่อีกองค์หนึ่งเพื่ออุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านนภาลัยชื่อ "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกนิธาน" รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็น "มหาวิทยาลัยสำหรับประชาชน" ดังนั้นความรู้จากกวีนิพนธ์บางเรื่องจะมีภาพเขียนหรือรูปปั้นประกอบ แบ่งออกได้ ๘ หมวดคือ ประวัติวัด ตำรายา อนามัย ประเพณี วรรณคดีไทย สุภาษิตเปรียบเทียบ และพุทธศาสนา ใน ปัจจุบันวัดพระเชตุพนฯ เปิดอบรมเผยแพร่วิชาแพทย์แผนโบราณ เมื่อสำเร็จการอบรมมีการสอบเพื่อรับใบประกอบโรคศิลป์จากกระทรวงสาธารณสุข จุด RC ที่ ๓. พระราชอุทยานสราญรมย์ เป็นพื้นที่ส่วนหน้าของพระราชวังสราญรมย์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ ปัจจุบันใช้เป็นสวนสาธารณะอยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร พระอนุสาวรีย์ พระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระอนุสาวรีย์นี้ประดิษฐานอยู่กลางอุทยานสราญรมย์ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ทรงพระสำราญของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และพระราชธิดา เมื่อสิ้นพระชมน์พร้อมกันด้วยอุบัติเหตุเรือพระที่นั่งล่มที่บางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ในคราวเสด็จพระราชดำเนินประพาสบางปะอิน เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๒๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ขึ้น ณ ที่แห่งนี้ เพื่อเป็นที่ระลึกและเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของพระองค์ ลักษณะเป็นหินอ่อน มียอดปรางค์ ๕ ยอด และมีคำจารึกทั้งภาษาไทยและอังกฤษ จุด RC ที่ ๔. สวนรมณีนาถ จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อที่จะดัดแปลงพื้นที่ของกรุงเทพมหานครส่วนในให้มีสวนพักผ่อนสำหรับประชาชนเพิ่มขึ้น แต่เดิมมาเป็นที่ตั้งของสถานกักกันคุมขังนักโทษ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยภายในตัวสวนแห่งนี้ ยังสามารถที่จะเห็นสิ่งก่อสร้างอาคารต่างๆ เช่น หอคอย ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารภายในตัวเรือนจำ ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ ๕ ครั้นเมื่อมีการปรับปรุงจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะกลางกรุงก็ได้มีการปรับปรุงตัวอาคารต่าง ๆ ไว้เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ และบางอาคารก็ได้ใช้ทำเป็นสถานที่สำหรับขายสินค้าของกรมราชทัณฑ์ ส่วนบริเวณลานต่าง ๆ ก็ได้รับการปรับปรุงเป็นสวนและสถานที่สำหรับผักผ่อน จุด RC ที่ ๕. เสาชิงช้า เสาชิงช้าวัดสุทัศน์ เป็นเสาชิงช้าที่อยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่ต้นโดยมีการสร้างขึ้นในวันที่ ๘ เมษายน ๒๓๒๗ สาเหตุที่สร้างเนื่องจากว่ามีพราหมณ์นาฬิวันชาวเมืองสุโขทัยชื่อ พระครูสิทธิชัย (กระต่าย) นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกว่าในการประกอบพระราชพิธีตรียัมปวาย อันเป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์ที่มีมาช้านานตั้งแต่โบราณกาลจำเป็นต้องมีการโล้ชิงช้า ขณะนั้นกรุงรัตนโกสินทร์เพิ่งสร้างเสร็จ รัชกาลที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างเสาชิงช้าขึ้นโดยมีความสูงจากพื้นถึงยอด ๔๒ เมตร ปลายเสาตอนบนห่าง ๔.๐๕ เมตร ตอนล่างห่าง ๔.๕๗ เมตร จุด RC ที่ ๖. วัดราชนัดดารามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ถนนมหาไชย สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๙ บนพื้นที่ ๒๕ ไร่ เป็นวัดฝาแฝดกับวัดเทพธิดาราม อยู่ห่างกันเพียงลำคลองกั้น สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระ-เกียรติพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี ในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอัครมเหสีองค์แรกของรัชกาลที่ ๔ มีพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีบรมราชเทวี รัชกาลที่ ๓ โปรดให้สร้างโลหะปราสาทขึ้นแทนเจดีย์ แต่มาเสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลที่ ๕ ถือเป็นโลหะปราสาทแห่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในโลก จุด RC ที่ ๗. ถนนข้าวสาร สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ เริ่มต้นจากวัดชนะสงครามตัดไปทางตะวันออกตามตรอกเดิมที่เรียกว่า ตรอกข้าวสาร จนบรรจบกับถนนตะนาว ความยาวถนนสายนี้ประมาณ ๔๑๒ เมตร ถนนข้าวสารมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากเดิมที่เป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่อุดมไปด้วยห้องแถวไม้ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นเกสท์เฮ้าส์หรือห้องเช่าค้างคืนราคาถูกสำหรับนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวชาวตะวันตก นอกจากนี้ยังเกิดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวอีกหลายชนิด เช่นบริษัทนำเที่ยว ร้านอาหารราคาถูก ร้านขายหนังสือ และของที่ระลึก เป็นต้น จุด RC ที่ ๘. ป้อมพระสุเมรุ สวนสันติชัยปราการ ป้อมพระสุเมรุอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองบางลำภูหรือคลองรอบกรุงด้านเหนือ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๖ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันพระนคร สร้างขึ้นมาทั้งหมด ๑๔ ป้อม แต่ปัจจุบันเหลือเพียงป้อมพระสุเมรุและป้อมมหากาฬ ลักษณะรูปทรงของป้อมเป็นแปดเหลี่ยมมีฐาน ๒ ชั้น ฐานชั้นแรกมีบันไดทางขึ้นได้สองทางและมีทางโดยรอบฐานชั้นนี้ กำแพงของฐานชั้นที่ ๒ ทำเป็นรูปใบเสมา ประตูหน้าต่างเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยม และเจาะช่องลมรูปวงโค้งแหลมเป็นระยะ บริเวณผนังมีการเจาะเป็นช่องรูปกากบาทโดยรอบ หลังคาเป็นโครงไม้ฉาบปูน จุด RC ที่ ๙. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เดิมเป็นส่วหนึ่งของวังหน้าหรือพระราชวังบวรสถานมงคล สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ตั้งอยู่ที่ถนนหน้าพระธาตุใกล้วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคตลง รัชกาลที่ ๕ ทรงยุบตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล วังหน้าจึงว่างลง ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานซึ่งเดิมอยู่ที่หอคองคอเดีย (ศาลาสหทัยสมาคม) มาอยู่ที่วังหน้าใน พ.ศ. ๒๔๓๐ งานพิพิธภัณฑ์เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แต่มิได้เปิดให้ประชาชนเข้าชมจนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงมีการเปิดให้ประชาชนเข้าชม ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครได้ใช้พระที่นั่งต่างๆ จัดแสดงวัตถุโบราณและสิ่งของอันมีค่ามากมายถือว่าทันสมัยแห่งหนึ่งในเอเซียอาคเนย์ ประกอบด้วย พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน , พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ , พระที่นั่งอิสราวินิจฉัย , พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ , พระตำหนักแดง , เก๋งจีนนุกิจราชบริหาร จุด RC ที่ ๑๐. อุทกทาน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) สร้างขึ้นเพื่อแจกจ่ายน้ำบริสุทธิ์ให้ประชาชนได้ใช้บริโภค รัชกาลที่ ๖ จึงได้พระราชทานคำแนะนำให้สร้างเป็นรูปนางพระธรณีบีบมวยผมนั่งอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ได้ทรงออกแบบรูปพระนางธรณีตามพระราชดำริ ส่วนพระยาจินดารังสรรค์ (พลับ) เป็นผู้ออกแบบซุ้มเรือนแก้ว และทำพิธีเปิดให้ใช้ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระศรีพัชริน-ทราบรมราชินีนาถ คือวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีประชาชนมาขโมยงัดอุปกรณ์ท่อน้ำต่างๆไป จนทำให้รูปอุทกทานนี้ได้รับความเสียหายมาก จนกระทั่งรัฐบาลในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้รับการบูรณะใหม่ รวมทั้ง ติดตั้งไฟและปรับปรุงบริเวณโดยรอบ จนมีสภาพดังที่ปรากฏในปัจจุบัน และอุทกทานนี้ได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีประชาชนมาสักการะบูชาและรอรับน้ำที่ไหลออกมาจากมวยผม เพราะเชื่อกันว่าเป็นน้ำมนต์--จบ-- -อน-