ฟิทช์ เรทติ้งส์ วิเคราะห์แนวโน้มธนาคารไทย - newswit

กรุงเทพฯ--20 มี.ค.--ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ฟิทช์ เรทติ้งส์-ลอนดอน/กรุงเทพฯ-20 มีนาคม 2545: รายงานของฟิทช์ เรทติ้งส์ ฉบับใหม่ได้วิเคราะห์เรื่องแนวโน้มของผลประกอบการคุณภาพสินทรัพย์ของความเพียงพอของเงินสำรองและเงินกองทุนต่อภาคธนาคารของไทย ผลประกอบการกำไรดีขึ้นจากผลประกอบการปี 2544 ของภาคธนาคารไทย ที่ประกาศออกมาในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ มีผลเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่ฟิทช์ได้คาดไว้ ผลกำไรก่อนการกันสำรองเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับจากการที่ธนาคารได้ทำการเพิ่มทุนและปรับโครงสร้างหนี้มาตั้งแต่ปี 2540 ปัจจุบันธนาคารที่มีฐานะแข็งแกร่ง มีส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิอยู่ในระดับ 2% การเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเช่น รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการ น่าจะช่วยให้ผลประกอบการฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ถึง 3 ปี ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจของภาคธนาคารยังคงอยู่ในภาวะลำบาก เห็นได้จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ได้ลดลงเป็น 1.5% ในปี 2544 และ ในปี 2545 ทางการได้ประมาณไว้ที่ 2% - 3% เท่านั้น ฟิทช์เห็นว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เดิมที่ยังคงเหลืออยู่และที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ประกอบกับการย้อนกลับมาของหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างไปแล้วนั้น อาจส่งผลให้การปรับตัวของผลประกอบการให้ดีขึ้นในปี 2545 เป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ธนาคารของรัฐหลายธนาคารนั้นมีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น เนื่องจากการโอนหนี้เสียส่วนใหญ่ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 800 พันล้านบาทไปยังบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บบส.) ของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงของนโยบายทางการเงินที่ผ่านมาที่ยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ รวมไปถึงความพยายามของรัฐบาลไทยที่จะเพิ่มการลงทุนระยะยาวของต่างชาติ น่าจะเป็นประโยชน์ช่วยในการปรับโครงสร้างทั้งภาคธนาคารและบริษัทได้ดีขึ้น ปัจจัยภายนอกมีส่วนสำคัญต่อทางเศรษฐกิจและการดำเนินงานของธนาคาร ถ้าสภาพเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐฯดีขี้น สภาพเศรษฐกิจของไทย รวมถึงการดำเนินงานของธนาคารไทยนั้นก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วยในปลายปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างธนาคารพาณิชย์เอกชน ฟิทช์คาดว่า ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ ธนาคารกลิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารเอเชีย จะสามารถ แสดงผลประกอบการในปี 2545ได้ดีขึ้นกว่าธนาคารอื่น สภาวะดอกเบี้ยต่ำนั้นช่วยลดแรงกดดันในการประกอบกิจการของธนาคารได้ ถึงแม้ว่าผลประกอบการยังมีแนวโน้มที่ไม่ดีนักและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของธนาคารนั้นยังคงสูงเนื่องจากธนาคารยังคงมีสัดส่วน NPL อยู่สูงก็ตาม นโยบายของธนาคารไทยพาณิชย์ในการกันเงินสำรองเพิ่มเติมถึง 9 พันล้านบาทเมื่อรวมสำรองจากการขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2544 ส่งสัญญาณที่ดีขึ้น อีกทั้งธนาคารยังรายงานผลประกอบการรายได้ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นๆ ธนาคารมีผลต่างของรายได้และรายจ่ายสูงที่สุด และมีสัดส่วนรายจ่ายต่อรายได้ต่ำที่สุดในกลุ่มธนาคารของไทย ธนาคารกสิกรไทธนาคารกรุงเทพฯ และธนาคารไทยพาณิชย์ มีระดับการสำรองที่ดีกว่าธนาคารอื่น การมีระดับเงินสำรองที่สูงกว่าธนาคารอื่นๆนั้นจะส่งผลให้ธนาคารเหล่านี้มีผลประกอบการที่ไม่ผันผวนเท่ากับธนาคารอื่นๆ อย่างไรก็ตามฟิทช์ยังเห็นว่าระดับเงินสำรองยังคงต่ำกว่าธนาคารในภูมิภาคนี้ จากการวิเคราะห์โดยรวม ในมุมมองของฟิทช์ ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ นั้นเป็นธนาคารที่มีสถานะแข็งแกร่งที่สุด เนื่องจากธนาคารมี NPL น้อยกว่าธนาคารอื่นๆ ประกอบกับผลการดำเนินงานที่เริ่มดีขึ้น จากการลดต้นทุนและการขยายตัวของธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2544 เนื่องจากการขายหนี้เสียออกไปในปี 2543 นอกจากนี้ธนาคารยังแสดงผลการขยายตัวของสินเชื่อถึง 10 % ทั้งๆที่สภาพการยังไม่เอื้ออำนวยนัก สำหรับธนาคารเอเชีย ได้มีการกันสำรองเพิ่มขึ้น 4 พันล้านในปี 2544 ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับปี 2543 ถึงแม้การกันสำรองเพิ่มเติมนั้นจะส่งกระทบต่อผลประกอบการสุทธิของธนาคารก็ตาม แต่การประกาศเพิ่มทุนของธนาคารในปี 2545 นี้ น่าจะส่งผลดีกับการสถานะทางการเงินของธนาคาร และทำให้ธนาคารอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะเติบโตได้ในอนาคต ธนาคารกรุงไทยประกาศผลขาดทุนในปี 2544 เนื่องจากได้มีการกันสำรองหนี้เสียเพิ่มเติมอีก 1หมื่นล้านบาท ความสามารถในการทำกำไรน่าจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ ถึงแม้ว่าธนาคารยังคงมีภาระค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กร รวมไปถึงความเสี่ยงที่ธนาคารจะต้องกันสำรองเพิ่มขึ้นถ้าหากธนาคารต้องปล่อยสินเชื่อภายใต้นโยบายของรัฐบาลและความเสี่ยงเนื่องจากการควบคุมปล่อยสินเชื่อที่ไม่รัดกุมเพียงพอ สภาพของสินทรัพย์ดีขึ้นแต่ยังคงความเสี่ยงอยู่แม้ว่าธนาคารส่วนใหญ่ จะแสดงผลของระดับของ NPL ลดลงอย่างมาก จากช่วงสูงสุด ที่ 50 % ไปเป็นประมาณ 20 % ต่อสินเชื่อรวม ส่วนใหญ่เนื่องจากได้รับการปรับโครงสร้างหนี้และตัดหนี้สูญ แต่ถ้าหากรวมถึงยอดการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นเพียงการขยายเวลาการชำระหนี้ด้วยแล้ว อัตราส่วนหนี้เสียนั้นน่าจะอยู่ในระดับ 30 %ของมูลหนี้ทั้งหมด ธนาคารเอกชนโดยรวมมีการโอน NPL ไปยังบบส. น้อยกว่าที่ได้คาดไว้ (รวมแล้วน้อยกว่าแสนล้านบาท) และทำให้ยังคงมียอด NPL และหนี้ที่จะต้องทำการขยายเวลาชำระอยู่ ซึ่งฟิทช์คาดว่าส่วนหนึ่งจะต้องถูกตัดเป็นหนี้สูญ สำหรับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ เป็นข้อยกเว้น เนื่องจากมีระดับการกันสำรองสูงและมีระดับเงินกองทุนที่สูง และมีสัดส่วน NPL ต่ำ ที่ประมาณ 9 % ส่วนอีกสองธนาคารรัฐที่ได้แปรรูปเป็นเอกชนแล้วในปี 2542 คือ ธนาคารแสตนดารด์ชาร์เตอร์ดนครธน และ ธนาคารยูโอบี รัตนสิน เป็นข้อยกเว้นเช่นกัน เช่นเดียวกับธนาคารของรัฐ ซึ่งในปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้เสียน้อยกว่า 10% จากการที่ได้โอนหนี้เสียไปยังบบส. ทั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างนี้และระบบธนาคารพาณิชย์เพียงใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริหารหนี้ของบบส. ฟิทช์ ตระหนักดีว่าระดับการกันสำรองและระดับเงินกองทุนที่เพียงพอนั้น ยากที่จะหาข้อสรุปได้ วัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์ของฟิทช์ครั้งนี้ไม่ได้พยายามมุ่งหาตัวเลขปริมาณเงินทุนของแต่ละธนาคารที่แท้จริง แต่ต้องการแสดงถึงความสามารถในการรองรับการขาดทุนที่อาจเพิ่มขึ้นของธนาคาร รวมไปถึงการดูว่าธนาคารใดอยู่ในสถานะที่จะมีแสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่งในอนาคต ฟิทช์ตั้งสมมุติฐานขั้นพื้นฐาน โดยใช้อัตราขาดทุนเฉลี่ยที่ 50% ซึ่งใกล้เคียงระดับที่เกิดขึ้นจริง ของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ เป็นบรรทัดฐาน (benchmark)ในการเปรียบเทียบระดับเงินสำรองและเงินทุนของธนาคารไทย นอกจากนี้การที่ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเซีย ได้แก่ มาเลเซีย เกาหลี ฮ่องกง สิงค์โปร์ ช่วยสนับสนุนบทวิเคราะห์ครั้งนี้ของฟิทช์ ทั้งนี้พบว่าระดับการกันสำรองหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารไทยโดยเฉลี่ยน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของระดับของธนาคารในประเทศเหล่านั้นได้ตั้งไว้ ซึ่งทำให้ฟิทช์ให้ความระมัดระวังเกี่ยวกับความเสี่ยงของจากการลดลงของระดับเงินทุนของธนาคารไทย ระดับของเงินทุนที่ต้องการนั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ธนาคารจะรับรู้ยอดสูญเสีย รวมถึงสมมุติฐานของระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อัตราขาดทุน ระดับทุน รายได้ และ การเติบโตของรายได้และสินเชื่อ ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องกันสำรองมากขึ้นภายในปีนี้ จะมีผลกระทบต่อระดับเงินทุนของธนาคาร ธนาคารที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทย และธนาคารเอเชีย แต่แผนการเพิ่มทุนของธนาคารเอเชียนั้น จะช่วยให้สถานะของธนาคารดีขึ้นภายกลางปีนี้ สำหรับธนาคารที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคาดว่าเป็น ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพฯ คาดว่าจากการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานของธนาคารใน 2-3 ปีข้างหน้า จะช่วยให้มีความต้องการเงินในการเพิ่มทุนลดน้อยลงได้ ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้พยายามที่จะปรับปรุงสถานะของธนาคารเองให้ดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามในมุมมองของฟิทช์ เห็นว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยังคงมีระดับเงินสำรองที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นๆ จากระดับเงินทุนในปัจจุบันประกอบกับผลประกอบการที่คาดว่าจะยังคงอ่อนแอ อาจไม่เพียงพอที่จะรองรับเงินที่ต้องใช้ในการกันสำรองเพิ่ม แม้ว่าทางธนาคารเองเห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นในการสำรองเพิ่มก็ตาม ฟิทช์ตระหนักว่าธนาคารทั้งหมดมีระดับเงินสำรองและระดับเงินทุนตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะที่ทัศนะของทางการและของธนาคารเองนั้นก็เห็นว่า ธนาคารของไทยได้มีการกันเงินสำรองและมีระดับเงินทุนที่เพียงพอแล้ว ซึ่งหากยึดสมมุติฐานที่ว่านี้ ระดับความต้องการของเงินทุนก็คงไม่มากนัก จะเป็นเพียงเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจ และเพื่อการชำระคืนตราสารของเงินกองทุนขึ้นที่ 1 และหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่จะครบกำหนดในปี 2549 ซึ่งเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น ผลประกอบการที่ดีขึ้นเรื่อยๆจะรองรับจำนวนเงินทุนที่ต้องการได้เป็นบางส่วน และถ้าสภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นมาก ธนาคารที่มีสถานะที่แข็งแกร่งน่าจะสามารถหาเงินเพื่อชำระคืนตราสารชุดหนี้ได้ในปี 2547 ซึ่งเป็นเวลาที่ตราสารนั้นสามารถเรียกคืนได้ แนวโน้มอันดับเครดิตระดับอันดับเครดิต แบบ Individual หรือ เครดิตความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร ไทยนั้น ยังคงอยู่ในระดับ ต่ำตั้งแต่ "D" สำหรับธนาคาร ดีบี เอส ไปถึง "E" สำหรับธนาคารกรุงศรีอยุธยา การปรับระดับเครดิต Individual สำหรับธนาคารที่แข็งแกร่งนั้นน่าจะเป็นไปได้ในช่วง 1 ถึง 3 ปี อันดับเครดิตสากลระยะยาวของธนาคารไทยนั้น เป็นผลมาจากสนับสนุนของ รัฐบาล ที่มีต่อธนาคารขนาดใหญ่ 4 ธนาคาร ส่งผลให้อันดับเครดิตอยู่ ที่ BB+ และการสนับสนุนของธนาคารเอเชีย เอบีเอ็น แอมโร ในกรณีของธนาคารเอเชียซึ่งอยู่ที่ BBB- ตราบใดที่การสนับสนุนนั้นยังคงมีอยู่และอันดับเครดิตของประเทศนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าอันดับเครดิตของธนาคารต่างๆจะยังคงมีเสถียรภาพ สำหรับกรณีของธนาคารที่มีอันดับเครดิตต่ำลงมา เช่น ธนาคารทหารไทย ที่ BB- และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ B+ เป็นผลมาจากการที่ธนาคารมีขนาดเล็ก และมีความสำคัญต่อระบบน้อยกว่า รวมทั้งที่ธนาคารมีสถานะทางการเงินที่อ่อนแอกว่า ปัจจุบันแนวโน้มอันดับเครดิตระยะยาวของธนาคารไทยนั้นยังคงมีเสถียรภาพ ยกเว้นแต่เพียง แนวโน้มของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่ยังคงเป็นลบอยู่ สำหรับรายงานฉบับเติม "Thai Banks' Outlook 2002: A Reality Check", สามารถหาจาก Fitch Research ซึ่งอยู่บน เวบไซท์ ของฟิทช์ ที่ www.fitchratings.com ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่: ดุษฎี ศรีชีวะชาติ; วินเซนท์ มิลตัน, กรุงเทพฯ โทร: +662 655 4762/4759 เดวิด มาแชล, ฮ่องกง +852 2263 9963 หมายเหตุ: เครดิตความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารของฟิทช์ เครดิตความแข็งแกร่งทางการเงินของฟิทช์ (Individual rating) วิเคราะห์ถึงความแข็งแกร่งของธนาคารและไม่คำนึงถึงการสนับสนุนจากปัจจัยภายนอก เช่นการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นและ/หรือรัฐบาลของธนาคาร อันดับเครดิตนี้ไม่ใช่อันดับเครดิตตราสารหนี้แต่เป็นอันดับที่แสดงถึงความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารเท่านั้น--จบ-- -สส-

ข่าว ธนาคารเอเชีย ล่าสุด