ททท.มุ่งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยว - newswit
กรุงเทพฯ--20 มี.ค.--ททท. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการ ททท.เป็นประธานเปิดตัวโครงการอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ เซลส์ แกรนด์ เซอร์วิส ณ สยามดิสคัฟเวอรี่ พลาซ่า 7-9 มีนาคมนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจากสินค้าคุณภาพบวกกับการบริการที่ได้มาตรฐาน รองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว วางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้งและสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการมหกรรมลดราคาสินค้าประจำปี 2545 หรือ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ เซลส์ แกรนด์ เซอร์วิส 2002 โดยเริ่มจากกรุงเทพมหานคร จากนั้นจะเปิดตัวในแต่ละภูมิภาค ที่เชียงใหม่ อุดรธานี หาดใหญ่ และพัทยา เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการดึงนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศให้เดินทางเข้ามาซื้อสินค้าในประเทศไทย โดยเน้นไปยังนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยสูง อาทิ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ อินเดีย ฯลฯ และเป็นการเปลี่ยนค่านิยมซื้อสินค้าต่างประเทศของคนไทย รวมทั้งลดการเดินทางไปซื้อสินค้าในต่างประเทศอีกทางหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการใช้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการส่งออกเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติ ทั้งนี้กลยุทธ์ดังกล่าวจะดำเนินการในลักษณะจัดช่วงลดราคาสินค้าครั้งสำคัญประจำปี กำหนดจัดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน จนถึง 31 กรกฎาคมของทุกปี โดยจะมีกิจกรรมพิเศษแต่ละสัปดาห์ จัดกลุ่มสินค้าต่างๆ ได้แก่ สัปดาห์เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย (1-10 มิ.ย.) สัปดาห์ของเด็กเล่น (1-14 มิ.ย.) สัปดาห์เครื่องหนัง (15-24 มิ.ย.) สัปดาห์สินค้าหัตถกรรมไทย (8-17 มิ.ย.) สัปดาห์กอล์ฟ (15 มิ.ย.-15 ก.ค.) สัปดาห์ผลไม้ไทย (8-17 มิ.ย.) สัปดาห์เครื่องใช้ไฟฟ้า (22 มิ.ย.-1 ก.ค.) สัปดาห์เครื่องไหมไทย (30 มิ.ย.-8 ก.ค.) สัปดาห์เครื่องประดับ (1-15 ก.ค.) สัปดาห์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน (2-12 ก.ค.) สัปดาห์สินค้าแบรนด์เนม (13-22 ก.ค.) สัปดาห์สินค้ากีฬา (20-29 ก.ค.) และสัปดาห์เที่ยวทั่วไป ไปได้ทุกเดือน (1 มิ.ย.-31 ก.ค.) นางจุฑามาศ ศิริวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฝ่ายการตลาดปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง การดำเนินโครงการที่ผ่านมาว่า "ททท.ได้ประเมินการจัดงาน จากสถิติที่เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าโครงการได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ว่าบางแห่งจะมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเพียง 10-20% อาจเป็นเพราะช่างเวลาที่จัดนั้น ไม่ตรงกับช่วงไฮซีซั่น แต่จะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการวางแผนตลาด อย่างเช่น ผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวได้เสนอขายแพคเกจนักท่องเที่ยวได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ททท.ได้เน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น การประดับตกแต่งธงทิว แบนเนอร์ ตามแหล่งท่องเที่ยวและย่านการซื้อสินค้า รวมถึงปั๊มน้ำมันทั่วประเทศกว่า 2,000 แห่ง การจัดทำสติ๊กเกอร์โลโก้ติดหน้าร้านค้า ซึ่งได้รับความสนใจมากจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในส่วนของสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง ประกอบด้วย ผ้าไหม หัตถกรรมไทย สินค้าไทย อาหารไทย คอมพิวเตอร์ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง สำหรับผู้ประกอบการ ที่เข้าร่วมโครงการจะมาจากหลายหน่วยงาน เช่น กรมศุลกากร กรมส่งเสริมการส่งออก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สมาคมผู้ผลิตสินค้า ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล เดอะมอลล์ โรบินสัน และบริษัทเอกชน ได้แก่ บริษัท โทเทิล แอคเซส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท คิงเพาเวอร์ มีจำนวน ทั้งสิ้น 750 ราย และร้านค้าปลีกอีก 3,000 กว่าร้านค้า ซึ่งแสดงถึงการให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง ที่สำคัญในปีนี้คือ ทางวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ยังได้ร่วมสนับสนุน ในฐานะบัตรเครดิตหลักในการชำระเงินจากการใช้จ่ายซื้อสินค้า ซึ่งนักท่องเที่ยวนอกจากจะได้รับส่วนลดแล้วยังได้รับสิทธิพิเศษอีกด้วย" ด้านนายสมบูรณ์ ครบธีรวงศ์ ผู้จัดการวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทยและอินโดจีน กล่าวเพิ่มเติมว่า "วีซ่าได้จัดสรรงบกว่า 50 ล้านบาทเพื่อโปรโมทโครงการดังกล่าวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในฐานะที่วีซ่าเป็นแบรนด์ชำระเงินอันดับหนึ่งที่มีบัตรออกใช้ทั่วโลกกว่า 12 พันล้านบาทใบ เรามั่นใจว่าความร่วมมือระหว่างวีซ่าและ ททท.ครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ถือบัตรวีซ่า และวีซ่าอิเลคตรอน สามารถรับส่วนลด 10-80% และสิทธิพิเศษต่างๆ ทั้งยังสามารถสะสมยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรวีซ่าและวีซ่า อิเลคตรอน เพื่อนำมาแลกของสมนาคุณในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ได้" สำหรับสถิติการใช้จ่ายในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ใช้จ่ายผ่านบัตรวีซ่า เป็นจำนวนเงิน 1.47 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรของนักท่องเที่ยวสูงสุด เป็นเงินกว่า 549 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นใช้จ่ายมากที่สุดเป็นเงิน 156 ล้านเหรียญสหรัฐ นักท่องเที่ยวฮ่องกงใช้จ่ายเป็นเงิน 87 ล้านเหรียญสหรัฐ ออสเตรเลีย 70 ล้านเหรียญสหรัฐ สิงคโปร์ 62 ล้านเหรียญสหรัฐ และไต้หวัน 61 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของนักท่องเที่ยวจากสหภาพยุโรปใช้จ่ายผ่านบัตรวีซ่า รวมกัน 653 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 14% สำหรับผู้ถือบัตรชาวไทยมีการใช้จ่ายผ่านบัตรวีซ่าเป็นเงิน 2.342 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว"--จบ-- -สท-