(ต่อ1) SORORITY BOYS "จับสามห่าม...มาแต่งอึ๋ม" กำหนดฉาย 10 พฤษภาคม 2545

กรุงเทพฯ--2 พ.ค.--ทัชสโตนพิคเจอร์ส เป็นแค่ไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่พยายามจะทำตัวเซ็กซี่ โดยไม่เข้าใจซักนิดว่าความเซ็กซี่มันเป็นยังไง ซึ่งก็ไม่ใช่งานที่ยากอะไรเพราะตัวผมเองก็ไม่ได้เซ็กซี่ซักเท่าไหร่อยู่แล้ว" โรเซนบอมผู้รับบท เล็กซ์ ลูเธอร์ ในซีรี่ส์ Smallville ของ WB พบว่า บทอดัมเป็นบทที่น่าสนุกมาก "ตอนอ่านบทหนังเป็นครั้งแรก ผมถึงกับอุทานว่า 'ว้าว ต้องสนุกแน่ๆเลยงานนี้ อยู่ดีๆผมจะได้มีหน้าอกตู้มด้วย จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกล่ะเนี่ย' "สิ่งที่ผมไม่ทันได้นึกถึงในตอนนั้นก็คือ พอลองเป็นผู้หญิงได้แค่ 3 วันผมก็เข็ดแล้ว การเป็นผู้หญิงไม่ใช่เรื่องสนุกเลย ผิวผมพังเละเพราะโดนเมคอัพจนสิวขึ้นเม็ดเบ้อเริ่ม แล้วยังมีรองเท้าส้นสูงสุดสยองนั่นอีก มันทำให้ความคิดที่ผมมีต่อผู้หญิงเปลี่ยนไปหมดและก็ทำให้ผมนับถือพวกเธอขึ้นมากเลยทีเดียว" นักแสดงหนุ่มทั้งสามเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ ซึ่งก็ส่งผลให้พวกเขาสามารถเข้าขากันได้ดีตามที่ทีมผู้สร้างต้องการ "พวกเราไม่รู้จักกันมาก่อนเลย แต่กลับสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว" วิลเลี่ยมส์บอก "และเรายังร่วมงานกันได้ดีเยี่ยมอีกด้วย" หลังจากได้หนุ่มๆครบแล้ว ฮามาดา, เบรซเนอร์และโวโลดาร์สกี้ก็เริ่มหานักแสดงสำหรับบทสาวๆในชมรมสตรีกันต่อ "ตัวละครลีอาห์ หัวหน้าชมรมสตรีนั้นมี 2 แง่มุมที่น่าสนใจ" เบรซเนอร์อธิบาย "ด้านหนึ่งเธอเป็นคนกระตือรือร้น เป็นผู้นำของสาวๆและเป็นเฟมินิสต์ผู้ดำเนินการชมรม ซึ่งดูเผินๆแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเซ็กซี่หรือน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ในเวลาเดียวกัน เธอก็เป็นหญิงสาวที่เดฟจะตกหลุมรักด้วย เราจึงต้องการคนที่สามารถแปลงโฉมตัวเองแบบนั้นได้นิดหน่อยสำหรับฉากที่เธอถอดแว่นแล้วสยายผมยาวจนคุณต้องอุทานว่า 'ว้าว! เธอฮ็อตน่าดูเลย!' ซึ่งเราได้ เมลิซซ่า เซจมิลเลอร์ ซึ่งนอกจากจะแปลงร่างอย่างที่ว่านี้ได้แล้ว ยังสามารถเป็นสาวเซ็กซี่เหลือล้นได้โดยไม่ต้องทิ้งความเป็นเฟมินิสต์ของตัวเองเลยด้วย แถมเมลิซซ่ายังดูเข้ากับแบร์รี่ได้ดีมาก เราจึงแน่ใจว่าเธอนี่แหละเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุด" เซจมิลเลอร์ดึงเอาบุคลิกของตัวเองหลายๆส่วนมาใช้ในการแสดงด้วย ตัวอย่างเช่น การมีความสนใจต่อเรื่องเฟมินิสต์อย่างจริงจัง "ฉันอยู่ชมรม 'ฮิปปี้' ประจำมหาวิทยาลัย" เธอเล่า "พวกเราเป็นสาวห้าวที่อนุญาตให้ดื่มเบียร์กันในชมรมได้ และก็ยังทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิทธิของนักศึกษารวมถึงการประท้วงเรียกร้องกันแบบจริงจังถึงขั้นที่เคยเดินทางไปถึงวอชิงตันมาแล้ว ฉันจึงมีข้อมูลสำหรับการแสดงเป็นลีอาห์อยู่เพียบ "นอกจากนั้นฉันยังให้คำแนะนำกับพวกหนุ่มๆด้วย" เซจมิลเลอร์เล่าต่อ "บางทีก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับหน้าอก หรือไม่ไมเคิลก็จะถามว่าเขาใส่ชุดสีชมพูแล้วดูดีมั้ย เขากังวลเรื่องนี้เอามากๆเลย ฉันเห็นเขาไปช็อปปิ้งที่ Fred Siegel ด้วย -เข้าไปที่แผนกเสื้อผ้าผู้หญิงเลยนะ- แล้วก็มาแก้ตัวว่าซื้อของไปฝากแฟน แต่ฉันคิดว่าเขายังไม่มีแฟนหรอก" "ผมประทับใจการแสดงของ เฮทเธอร์ มาทาแรซโซ ใน Welcome to the Dollhouse มาก" โวโลดาร์สกี้บอก "พอมีคนเสนอให้เธอมารับบทแคที่ ผมก็คิดทันทีว่า 'โอ้..จริงสินะ เธอเพอร์เฟ็คต์สุดๆ' เธอเป็นคนน่ารักอ่อนโยนมาก น่าสนใจ สนุก และก็มีจิตใจดีมากเลย" "ไม่บ่อยนักหรอกที่ฉันจะได้เล่นหนังตลกขำกลิ้งขนาดนี้" มาทาแรซโซกล่าว "แต่เรื่องนี้ขำมากๆ ฉันหัวเราะถึงขั้นลงไปดิ้นกับพื้นเลย แล้วก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า 'จะต้องเล่นหนังเรื่องนี้ให้ได้ ต้องเล่นให้ได้'" แปลงโฉม งานเมคอัพหลักๆของหนังตกเป็นหน้าที่ของอัจฉริยะมือเก๋าอย่าง ทอมมี่ โคล ซึ่งบังเอิญมากที่ก็เคยทำงานให้กับซีรี่ส์ทางโทรทัศน์เรื่อง Bosom Buddies มาแล้ว โคลบอกว่า "Bosom Buddies จะชุ่ยๆกว่าหนังเรื่องนี้ ตอนนั้นเราแต่งหญิงให้ ทอม แฮงค์ส กับ ปีเตอร์ สโคลารี่ แบบหลอกๆเพราะความตลกของหนังเกิดจากการที่คุณไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาไม่ถูกจับได้ได้ยังไง เราทำเมคอัพกันเร็วมาก ชนิดที่ผมทำเมคอัพให้ ทอม แฮงค์ส โดยใช้เวลาแค่ราวๆ 10 นาที พร้อมๆกับที่ช่างทำผมก็ใส่วิกให้ไปด้วย! แต่ในหนังเรื่องนี้ เราต้องใช้เวลาแต่งหนุ่มแต่ละคนถึง 45 นาที แล้วก็ทำผมอีก 45 นาที" สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกในการนี้ก็คือ กำจัดขนออกจากตัวหนุ่มๆ ซึ่งกระบวนการ "แว็กซ์ขน" ก่อนถ่ายหนังนี่เองที่กลายมาเป็นมุขฮากันตลอดการถ่ายทำ "ผู้กำกับอยากให้พวกเขาแว็กซ์ขน" โคลซึ่งเตรียมการที่บ้านของนักแว็กซ์มืออาชีพ เล่าให้ฟัง "เป็นเรื่องสาหัสสุดๆเลยล่ะถ้าขนคุณดกทั้งบนแขน, หน้าอก, ข้อนิ้ว หรือแม้แต่บนนิ้ว ซึ่งเราก็ทำหน้าที่กันได้น่าพอใจ เราแว็กซ์ขนพวกเขาทั้งบนขา (ทั้งด้านหน้าด้านหลัง), นิ้ว, มือ, แขน, บางส่วนบนหน้าอก แล้วก็ขนหลัง เว้นก็แค่ส่วนเดียวที่ไม่ได้ทำคือใต้ชุดชั้นใน เพราะผมไม่อยากได้ยินเสียงแหกปากร้องของพวกเขาน่ะ" โคลเล่า แต่ถึงอย่างนั้น เสียงร้องก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอยู่นั่นเอง "พวกเขาค้านกันเสียงแข็ง แต่งานก็ผ่านไปด้วยดี ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่เขายอมกันก็เพราะเขาต้องเจอสถานการณ์ด้วยกันทั้ง 3 คนและไม่มีใครกล้ายอมรับว่าตัวเองปอด" โคลบอก "แต่พวกเขาก็แหกปากร้องกันเป็นการใหญ่ แบร์รี่ทำตัวดีสุด แต่ไมเคิลน่ะร้องดังกว่าใครเพื่อนเลย" โรเซนบอมขอแก้ตัวในข้อหานี้ "ที่ร้องก็เพราะผมเจ็บมากน่ะสิ โดยเฉพาะด้านหลังข้อเท้าน่ะ พอโดนแว็กซ์ขนทีไรเจ็บสุดๆทุกที" หลังจากเมคอัพเป็นผู้หญิงเสร็จแล้ว ความท้าทายขั้นต่อไปของทีมเมคอัพก็คือ การคอยรักษาให้ภาพลวงตานี้ดูสมจริงตลอดเวลาซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย โคลหรือเมคอัพอาร์ติสต์อีกคนหนึ่งคือคือ บ็อบ ออสเทอร์แมนน์ ต้องคอยโกนหนวดให้นักแสดงหนุ่มในช่วงพักการถ่ายทำ "หนวดของพวกเขานี่ล่ะคือปัญหาใหญ่ เราต้องคอยดูแลกันอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา" โคลบอก "ซึ่งเคล็ดลับอยู่ที่เครื่องโกนไฟฟ้า เราต้องพกไว้ติดตัวเสมอเพื่อจะได้โกนหนวดให้พวกเขาทุกๆ 2-3 ชั่วโมง" "ทุกคืนพอได้เวลาเข้านอน ทันทีที่ผมหลับตา หูผมก็จะได้ยินเสียงเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า และตาก็จะมองเห็นแต่แหนบถอนขนลอยไปลอยมาเต็มไปหมด" วัตสันเล่า "ผมเกลียดจริงๆเชียวเจ้าแหนบพวกนี้น่ะ" อย่างไรก็ตาม โดยรวมๆแล้วสถานการณ์ก็ไม่แย่เท่าไหร่นัก "ผมคงต้องขอบอกว่า ผมชักจะชินซะแล้วล่ะ" โรเซนบอมบอก "ผมไม่ค่อยสนอะไรๆแล้วเว้นก็แต่เรื่องรองเท้าส้นสูงซึ่งเล่นเอาผมปวดหลังไปเลย ผมไม่ค่อยชอบการถอนขนเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ชอบพวกแป้งแต่งหน้า แต่รวมๆแล้วก็ไม่แย่นักหรอกครับ" แม้จะเคยผ่านงานมาหลากหลาย แต่โคลบอกว่า นี่คือ "ครั้งแรก" สำหรับเขา "ปกติผมต้องคอยเช็ดรอยลิปสติคออกจากหน้าผู้ชายหลังจากโดนผู้หญิงจูบ แต่ในหนังเรื่องนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ผมต้องคอยระวังว่าหนุ่มๆจะไม่ทำลิปสติคไปเลอะสาวๆเข้า -เวลาที่เขาสวมบทสาวจูบสาวด้วยกันน่ะ" โคลว่าพลางหัวเราะ ถึงที่สุดแล้ว โคลกล่าวว่า "พวกหนุ่มๆทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะนักแสดงได้อย่างดี เขาทำให้เมคอัพของเราดูมีชีวิตขึ้นมา และก็เป็นการมีชีวิตในแบบผู้หญิงเสียด้วย" เมลินดา เอสเฮลแมน ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการจับหนุ่มทั้งสามมาแต่งตัวเป็นหญิงอยู่เกือบ 80% ของหนัง สรีระของนักแสดงชายทั้งสามไม่ได้ทำให้พวกเขายัดตัวเองเข้าสู่ชุดผู้หญิงได้ง่ายเท่าไหร่ เอสเฮลแมนเล่าว่า "วอลลี่กับฉันคุยกันว่าเราอยากให้หนังออกมาดูเป็นยังไง และก็คุยกันถึงเรื่องความสมจริงว่า ควรให้คนดูเห็นอยู่ชัดๆว่าพวกเขาเป็นชายแต่งหญิง หรือจะให้ดูเหมือนผู้หญิงจริงๆไปเลย แล้วเราก็ตัดสินใจให้ตัวละครดูสมจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะที่ก็ยังดูน่าขำขันไปด้วยในเวลาเดียวกัน" หลังจากแตกรายละเอียดของบทมาถึงขั้นตอนการออกแบบเครื่องแต่งกายแล้ว เอสเฮลแมนเล่าว่า "เราก็เริ่มกำหนดกลุ่มสีเสื้อผ้าและไอเดียสำหรับตัวละครแต่ละตัวกัน -พวกเขาเป็นใครและเปลี่ยนจากผู้ชายไปเป็นผู้หญิงได้ยังไง- เราอยากให้ส่วนนี้ดูสมจริง และไม่อยากให้คนดูคนไหนรู้สึกขึ้นมาว่า 'หนุ่มๆพวกนี้ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน แต่ดันใส่ชุดอาร์มานี่กันเนี่ยนะ?'" ไมเคิล โรเซนบอมต้องอาศัยฟองน้ำหนุนก้นเพื่อให้ดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น และตลอดทั้งเรื่องอดิน่าก็จะถูกใครต่อใครล้อเรื่อง "ก้นใหญ่บึ้ม" ของเธอ เอสเฮลแมนบอกว่า "ไมเคิลเป็นผู้ชายก้นเล็ก เราเลยต้องใช้ฟองน้ำหนุนเข้าไปเพื่อให้ดูใหญ่ขึ้น แล้วก็ยังต้องเพิ่มสะโพกและหาเสื้อผ้าที่ช่วยเน้นมุขตลกมุขนี้ให้ชัดขึ้นด้วย" มีชุดชั้นในอยู่หลายแบบที่ได้รับการออกแบบขึ้นสำหรับหนุ่มๆที่ต้องการแต่งตัวเป็นสาวโดยเฉพาะ "เราต้องคอยบอกพวกหนุ่มๆให้ 'เก็บ' ซะ" เอสเฮลแมนเล่าถึงการปิดบังอวัยวะส่วนสำคัญของนักแสดงชาย ซึ่งเธอต้องแก้ปัญหาด้วยการเลือกใช้ Gaff ที่เธอบรรยายว่าเป็น "สายรัดแบบผู้หญิงที่ไม่มีช่องเปิดข้างหน้า" นอกจากนั้น เอสเฮลแมนยังต้องหาซื้อเสื้อชั้นในและรองเท้าสำหรับหนุ่มๆอีกด้วย โดยนักแสดงหนุ่มแต่ละคนสวมยกทรงขนาดใหญ่ถึง 40-42C ซึ่งโรเซนบอมบอกว่า "ผมมี -จะใช้คำสละสลวยว่าอะไรดีล่ะ- ทรวงอก ที่เจ๋งใช้ได้เลยนะ ทุกวันผมจะเดินเข้าไปในรถเทรลเลอร์ส่วนตัว ปิดประตูตามหลัง เขย่าเนื้อเขย่าตัวให้เด้งดึ๋งเข้าที่ ..มันหนักๆถ่วงผมอยู่เหมือนกัน แต่ผมชอบมากเลย" "ตอนแรกผมไม่รู้จริงๆว่าควรเลือกเสื้อผ้าผู้หญิงยังไง ก็เลยไว้ใจทีมเสื้อผ้าเต็มที่" วัตสันเล่าบ้าง "แต่พอถ่ายทำกันสัปดาห์แรก ผมเที่ยวเดินถามใครต่อใครว่า 'ผมใส่ชุดนี้แล้วดูดีมั้ย' จนมีใครคนนึงบอกว่า 'ผมว่าสีนี้ไม่เหมาะกับคุณเท่าไหร่นะ...'" ในจำนวนนักแสดงหนุ่มๆนี้ วิลเลี่ยมส์ดูจะเป็นคนที่ติดอกติดใจเสื้อผ้าที่สวมอยู่มากที่สุด "ผมมีชุดโปรดมั้ยน่ะเหรอ ไม่รู้สิครับ ผมชอบทุกชุดเลยล่ะ ชอบที่จะได้ลองอะไรใหม่ๆแปลกๆ ...ได้เห็นชุดพลิ้วไหวอยู่บนตัวผม...ได้เห็นมันรัดตัวเรา...มันม้วนเป็นลอนอยู่บนตัวเรา... ได้เห็นมัน...นี่ผมเปิดเผยเกินไปหรือเปล่าเนี่ย คุณจะไม่ไปเล่าให้ใครฟังใช่มั้ยครับ?" ในอันที่จะจับแบร์รี่มาแต่งตัวเป็นสาวสวยที่สุดในกลุ่มนั้น เอสเฮลแมนพบว่า เธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการหาเสื้อผ้าที่สาวๆทั่วไปก็สวมใส่กันมาให้เขา "ฉันไปเบเวอร์ลี่ฮิลส์และเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่กางเกงแบบเดียวกับที่แบร์รี่ใส่ในหนังเลย แต่แบร์รี่ใส่แล้วสวยกว่าเธอคนนั้นด้วยซ้ำ!" หลังจากเมคอัพเข้าที่เข้าทางและหนุ่มๆแต่งชุดหญิงกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันทันที "ผมต้องยอมรับเลยว่า แบร์รี่ฮ็อตจริงๆ" โรเซนบอมบอก "เขากลายเป็นสาวฮ็อตไปแล้ว" "เขากลายเป็นสาวน้อยสุดฮ็อต" เซจมิลเลอร์ว่า "ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวเหมือนกันนะ" "ตอนแรกผมคิดว่า 'ทีนี้ฉันก็เข้าใจล่ะว่าผู้หญิงเขาเป็นกันยังไง'" วัตสันบอก "แต่หลังจากต้องกลายมาเป็นแบบนี้ได้สองเดือน ต้องโกนขน ต้องแว็กซ์ และแต่งเนื้อแต่งตัวอะไรต่ออะไร ผมก็คิดว่าถ้าหากผู้หญิงยอมทำทั้งหมดนี้เพื่อผู้ชายล่ะก็ ...พวกเราช่างไม่มีค่าคู่ควรเอาซะเลย ผมเคยนับถือทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้หญิงทำ แต่มาตอนนี้ผมว่าพวกหล่อนบ้าชัดๆ" การเมคอัพ, ทำผมและแต่งตัวทั้งหมดทำให้หนุ่มๆได้ค้นพบความเป็นหญิงที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวเองในที่สุด อย่างที่ ทอมมี่ โคล ชี้ให้เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับหนุ่มๆนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการแต่งหน้าแต่งตัวภายนอกเท่านั้น "เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ระหว่างการเมคอัพนี้" เขาบอก "มันมีผลไปถึงบุคลิกของพวกเขาเลยล่ะ คุณเห็นได้ชัดทีเดียวว่าพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว" ทีมนักแสดงแบร์รี่ วัตสัน (Barry Watson) (เดฟ) รับบท แม็ตต์ แคมเดน ในละครยอดฮิตทาง WB เน็ตเวิร์คเรื่อง 7th Heaven และเริ่มเล่นหนังเรื่องแรกใน Teaching Mrs. Tingle ของมิราแม็กซ์ ประกบ แคธี่ โฮล์มส์ กับ เฮเลน มีร์เรน วัตสันเป็นชาวเทรเวิร์ส มิชิแกน มีผลงานการแสดงอย่างหนัง HBO เรื่อง Attack of the 50-Foot Woman ซึ่งนำแสดงโดย ดาร์ริล ฮันนาห์ และหนังเรื่องอื่นๆทางโทรทัศน์เช่น Marina's Story นำแสดงโดย เฮเลนา บอนแนม คาร์เตอร์, When Strangers Appear นำแสดงโดยแร้ดดา มิตเชลล์ ล่าสุดเขารับบทเป็นตัวเองใน Ocean's Eleven ฮาร์แลนด์ วิลเลี่ยมส์ (Harland Williams) (ดูเฟอร์) แสดงใน Superstar และรับบทนำใน Rocket Man หนังเรื่องอื่นๆของเขามีอาทิ Freddy Got Fingered, The Whole Nine Yards, Dog Park, There's Something About Mary, Half Baked, Down Periscope และ Dumb and Dumber ส่วนผลงานในโทรทัศน์ เขาแสดงนำใน Simon และหนังของ E! Entertainment เรื่อง Becoming Dick ร่วมกับ โรเบิร์ต แวกเนอร์ และ อลิซาเบธ เบิร์คเลย์ นอกจากนั้นเขายังเป็นแขกประจำใน The Late Show with David Letterman กับ The Tonight Show with Jay Leno และยังเปิดแสดงตลกบนเวทีโดยเดินสายทั่วประเทศอีกด้วย ไมเคิล โรเซนบอม (Michael Rosenbaum) (อดัม) ล่าสุดเขาแสดงนำในซีรี่ส์ฮิตทาง WB เน็ตเวิร์ค เรื่อง Smallville ส่วนผลงานอื่นๆมีอาทิ Poolhall Junkies ซึ่งนำแสดงโดย คริสโตเฟอร์ วอลเคน, แชซซ์ พาลมินเทรี และ ริค ชโรเดอร์, Sweet November, Urban Legend, Midnight in the Garden of Good and Evil เขาเป็นชาวนิวยอร์คแต่กำเนิดและยังเคยแสดงหนังโทรทัศน์เช่น รับบทนำใน Zoe, Duncan, Jack, and Jane กับ The Tom Show ของ WB เมลิซซา เซจมิลเลอร์ (Melissa Sagemiller) (ลีอาห์) ล่าสุดแสดงในหนังตลกเรื่อง Get Over It ประกบ เคอร์สเทน ดันสต์, มาร์ติน ชอร์ต, เบน ฟอสเตอร์ และแสดงในหนังดราม่าเชิงจิตวิทยาเรื่อง Soul Survivors ร่วมกับ เวส เบนต์ลี่ย์, เคซี่ย์ แอฟเฟล็ค, เอลิซา ดัชคู, ลุค วิลสัน เธอเริ่มงานแสดงตั้งแต่อายุ 10 ขวบโดยเล่นละครเวทีและละครเพลง ก่อนจะเข้าสู่วงการอย่างเต็มตัวด้วยการเล่นโฆษณาหลังเรียนจบจาก Stella Adler Conservatory, Stonestreet Studio ที่ NYU และ Michael Howard Studio เฮทเธอร์ มาทาแรซโซ (Heather Matarazzo) (แคที่) ได้รับเสียงชื่นชมมากมายจากการแสดงบท ดอว์น วีนเนอร์ ในหนังตลกร้ายเรื่อง Welcome to the Dollhouse ของ ท็อดด์ โซลอนด์ซ ซึ่งได้รับรางวัล Grand Jury Prize สาขาภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังซันแดนซ์ปี 1996 ส่วนหนังเรื่องอื่นๆของมาทาแรซโซได้แก่ 54, The Devil's Advocate, The Princess Diaries และเธอยังเป็นนักแสดงประจำในซีรี่ส์ของ CBS เรื่อง Now & Again กับยังแสดงใน Roseanne ด้วย ล่าสุด เธอแสดงละครบรอดเวย์เรื่อง The Women ซึ่งกำกับโดย สก็อตต์ เอลเลียต แบร๊ด เบย์เออร์ (Brad Beyer) (สเปนซ์) แสดงใน The General's Daughter, Crazy in Alabama, Trick, The Perfect You และ Way Off-Broadway ล่าสุดเขาแสดงในหนังโทรทัศน์ TNT เรื่อง Monday Night Mayhem และรับบท เจสัน คริสโตเฟอร์ ใน Third Watch กับยังเป็นแขกรับเชิญใน Sex & the City, Law & Order: Special Victims Unit และ Law & Order ส่วนงานละครเวทีมีอาทิ Wonderland ที่โรงละคร American Place Theatre ในนิวยอร์ค, Chili Queen ที่ Coronet Theatre ในลอสแอนเจลิส, Lighting Up the Two Year Old ที่ Actor's Studio, Henry's Bridge ที่โรงละคร The New City และเมื่อไม่นานมานี้ เบย์เออร์เข้าเรียนวิชาการแสดงในนิวยอร์คกับ วินน์ แฮนด์แมน โทนี่ เดนแมน (Tony Denman) (จิมมี่) ผลงานหนังของเขามีอาทิ Poor White Trash, Grumpy Old Men, Go!, Blast, Angus, Sideshow, Director's Cut, The Grail, Beautiful Girls และ Fargo ส่วนทางโทรทัศน์นั้น เขาเป็นนักแสดงประจำในซีรี่ส์ของ USA เน็ตเวิร์คเรื่อง Good vs Evil และร่วมแสดงใน 7th Heaven กับยังเป็นนักแสดงรับเชิญของ Seven Days ทาง UPN กับ Angel ทาง WB และล่าสุดใน Touched by an Angel ของ CBS ด้วย แคธริน สต็อควู้ด (Kathryn Stockwood) (แพ็ตตี้) เล่นหนังอินดี้อย่าง Push กับ Swap Meet (นำแสดงโดย นอร่า ดันน์ ศิษย์เก่าจาก Saturday Night Live) และหนังใหม่เรื่อง Ice Cream, Coke Whores กับ The Book Eaters โดย Sorority Boys นับเป็นหนังสตูดิโอเรื่องแรกของเธอ ก่อนหน้านี้สต็อควู้ดเพิ่งเรียนจบปริญญาโทสาขาการแสดงจาก UCLA ซึ่งสมัยเรียนเธอมีโอกาสเล่นละครของเชคอฟเรื่อง The Cherry Orchard ซึ่งกำกับโดยผู้กำกับละครมือเก๋า ไมเคิล แลงแฮม และในลอสแอนเจลิสเธอยังได้แสดงละครของ Geffen Playhouse เรื่อง Triumph of Isabella กับละคร West Coast ของ เวนดี้ แวสเซอร์สไตน์ เรื่อง An American Daughter ทีมงานวอลลี่ โวโลดาร์สกี้ (Wally Wolodarsky) (กำกับ) นักเขียนบทแนวขบขันมือเก๋า เขาเริ่มอาชีพจากการเขียนบทให้รายการ The Tracey Ullman Show เมื่อปี 1987 ซึ่งทำให้เขาชนะรางวัลเอมมี่ นอกจากนั้นเขายังเป็นหนึ่งในผู้เขียนบททีมก่อตั้งของ The Simpsons กับยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้หลายๆตอนในช่วงปีแรกอีกด้วย ซึ่งงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลเอมมี่อีกครั้งหนึ่ง หนังเรื่องแรกของเขาคือ Coldblooded ซึ่งเขารับหน้าที่เขียนบทและกำกับเอง โดยเปิดฉายที่เทศกาลหนังซันแดนซ์ โจ จาร์วิส & เกร็ก คูลิดจ์ (Joe Jarvis & Greg Coolidge) (เขียนบท) ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโอคลาโฮม่าที่คว้าปริญญาตรีสาขาวิจิตรศิลป์ และก้าวมาเป็นคนเขียนบทหนังเป็นครั้งแรกใน Sorority Boys หลังเรียนจบคูลิดจ์ไปเรียนต่อด้านการละครที่แคลิฟอร์เนียสเตตยูนิเวอร์ซิตี้ที่ลองบีช และแสดงโฆษณาของ Subaru Outback โดยรับบทเป็นหลานชายของพอล โฮแกน ส่วนจาร์วิสเดินสายเล่นละครหลายแห่ง เพื่อนคู่นี้ยังร่วมกันเขียนบทหนังสั้นเรื่อง Queen for a Day ซึ่งจาร์วิสรับหน้าที่อำนวยการสร้างและคูลิดจ์กำกับเอง เปิดฉายในเทศกาลหนังรอบโลกไปแล้วและสามารถหาชมได้ที่ www.atomfilms.com ล่าสุดพวกเขากำลังเขียนบทภาคสองของ Sorority Boys และมีอีกหลายโปรเจ็คต์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่วอลต์ดิสนี่ย์สตูดิโอส์, นิวไลน์ซีเนม่า และ WB เทเลวิชั่นเน็ตเวิร์ค แลร์รี่ เบรซเนอร์ (Larry Brezner) (อำนวยการสร้าง) เป็นผู้ร่วมหุ้นของบริษัท MBST Entertainment, Inc. ซึ่งรับหน้าที่ผู้จัดการของ วู้ดดี้ แอลเลน, โรบิ้น วิลเลี่ยมส์, บิลลี่ คริสตัล และนักแสดงชั้นเยี่ยมอีกหลายคน ส่วนในฐานะผู้อำนวยการสร้างนั้น เบรซเนอร์สร้างหนังมาตั้งแต่ยุค Arthur จนถึง Good Morning Vietnam, Throw Momma from the Train, Angie, The 'Burbs ซึ่งนำแสดงโดย ทอม แฮงค์ส และยังมีผลงานทางโทรทัศน์อีกมากมาย เบรซเนอร์เติบโตมาในนิวยอร์ค จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบริดจ์พอร์ตและได้รับปริญญาโทจากเซนต์จอห์นส์ยูนิเวอร์ซิตี้ วอลเทอร์ ฮามาดา (Walter Hamada) (อำนวยการสร้าง) ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท MBST Entertainment, Inc. ซึ่งพัฒนาและสร้างหนังหลายๆเรื่อง รวมถึงรับหน้าที่ผู้จัดการของ วู้ดดี้ แอลเลน, โรบิ้น วิลเลี่ยมส์, บิลลี่ คริสตัล และนักแสดงชั้นเยี่ยมอีกมากมาย ก่อนมาทำงานที่ MBST เขาใช้เวลากว่า 4 ปีครึ่งที่โซนี่พิคเจอร์ส โดยขึ้นสูงถึงตำแหน่งรองประธานฝ่ายโปรดัคชั่นที่โคลัมเบียพิคเจอร์ส ไมเคิล ฟ็อตเทรลล์ (Michael Fottrell) (อำนวยการสร้างบริหาร, ผู้จัดการฝ่ายผลิต) ล่าสุดเขาเป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารให้กับหนังเรื่อง Rock Star ซึ่งกำกับโดย สตีฟ เฮเร็ค และนำแสดงโดย เจนนิเฟอร์ อนิสตัน กับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก และเขายังดำรงตำแหน่งเดียวกันนี้ให้กับ Cruel Intentions, เป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างของหนังดังๆอย่าง Blue Streak, Mighty Joe Young, Volcano, A Very Brady Sequel, Heavyweights และเป็นผู้อำนวยการสร้างบริหารของหนังใหม่เรื่อง Sweet Home Alabama จากค่ายทัชสโตนพิคเจอร์ส และ The New Guy ด้วย ฟ็อตเทรลล์เรียนจบจาก USC School of Cinema โดยเคยเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตของวอลต์ดิสนี่ย์และทัชสโตนพิคเจอร์ส รับหน้าที่ดูแลหนังทำเงินอย่าง Pretty Woman, What About Bob?, Billy Bathgate, Oscar, Father of the Bride, Honey I Blew Up the Kid, Sister Act, What's Love Got to Do With It?, Mighty Ducks II และมีผลงานอื่นๆอีกมากมายเช่น Crimson Tide, Gross Anatomy, Warlock, Shy People ในด้านโทรทัศน์ ผลงานของเขามีอาทิ Amityville Horror - The Evil Escape และ The Fulfillment of Mary Gray ไมเคิล ดี โอเชีย (Michael D. O'Shea) (กำกับภาพ) เข้าชิงรางวัลเอมมี่มาแล้วถึง 4 ครั้ง และฝากฝีมือไว้ในหนังตลกเรื่องดังอย่าง Dracula: Dead and Loving It กับ Robin Hood: Men in Tights ของผู้กำกับ เมล บรู๊คส์, Big Momma's House, The New Guy, Here on Earth และเป็นผู้กำกับภาพหน่วยที่สองของ The Specialist, Geronimo, The Naked Gun, The Lost Boys, Short Circuit เอ็ดเวิร์ด ที แม็คอาวอย (Edward T. McAvoy) (โปรดัคชั่นดีไซน์) เริ่มอาชีพจากการเป็นผู้วาดฉากในปี 1972 และมีโอกาสร่วมงานกับนักออกแบบฝีมือดีแห่งฮอลลีวู้ดในหนังมากมายตั้งแต่ The Towering Inferno ของ เออร์วิน แอลเลน ไปจนถึง Blade Runner ของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ศาสตร์แห่งงานออกแบบศิลป์ โดยในฐานะของผู้ออกแบบศิลป์นั้น เขาได้ร่วมงานกับหนังอย่าง Outbreak, The Rock, Con Air ส่วนในฐานะโปรดัคชั่นดีไซเนอร์ เขามีผลงานอย่าง Wild Things ของ จอห์น แม็คนอฟตัน และ Lansky (ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโปรดัคชั่นดีไซน์ยอดเยี่ยม) ริชาร์ด ฮาลซี่ย์ (Richard Halsey) (ลำดับภาพ) ได้รับรางวัลออสการ์และ A.C.E. Award จากผลงานลำดับภาพในหนังรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปี 1976 เรื่อง Rocky และเขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้กำกับ พอล มาเซอร์สกี้ ซึ่งทำให้เขาได้เป็นผู้ลำดับภาพให้หนังเรื่อง Moscow on the Hudson, Harry & Tonto, Next Stop Greenwich Village และ Down and Out in Beverly Hills ผลงานอื่นๆของฮาลซี่ย์ยังมีอาทิ The Net, So I Married an Axe Murderer, Sister Act, The Amateur, Thank God It's Friday, Joe vs. the Volcano, Beaches, Earth Girls are Easy, Mannequin, Boulevard Nights, Dragnet, American Gigolo, Tribute, Dreamscape, That Championship Season และ Edward Scissorhands เมื่อปี 2000 ฮาลซี่ย์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอมมี่ และชนะรางวัล A.C.E. Award จากหนัง TNT เรื่อง Pirates of the Silicon Valley เมลินดา เอสเฮลแมน (Melinda Eshelman) (ออกแบบเครื่องแต่งกาย) เป็นผู้ดูแลเครื่องแต่งกายให้กับหนังอย่าง Where the Heart Is, Office Space, The Empty Mirror, Saints and Sinners, New Port South และหนังทั้ง 3 เรื่องของผู้กำกับ เอเบล เฟอร์ราร่า คือ The Addiction, The Funeral และ The Blackout สำหรับผลงานทางโทรทัศน์ของเธอมีอาทิ หนัง HBO เรื่อง Breast Men และหนังเขย่าขวัญฟิล์มนัวร์ย้อนยุคของ บ็อบ ราเฟลสัน เรื่อง Poodle Springs กับตอนไพล็อตทางโทรทัศน์อย่าง The Opposite Sex และ Bronx County ซึ่งกำกับโดยเจ้าของ 3 รางวัลเอมมี่ โธมัส คาร์เตอร์ เอสเฮลแมนเป็นชาวเพนน์ซิลวาเนียตะวันตกเฉียงเหนือ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอินเดียน่าแห่งเพนน์ซิลวาเนีย และจบด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายจากคาร์เนกี้-เมลลอนในพิตส์เบิร์ก หลังเรียนจบเธอย้ายไปยังลอสแอนเจลิสและเข้าสู่วงการหนังทันทีด้วยการเป็นผู้ช่วยด้านเสื้อผ้าของหนังระดับรางวัลเรื่อง Fried Green Tomatoes กับยังเป็นผู้ช่วยดีไซเนอร์ในหนังอีก 2 เรื่องของ อาเบล เฟอร์ราร่า คือ Bad Lieutenant กับ The Body Snatchers แรนดอลล์ โพสเตอร์ (Randall Poster) (อำนวยเพลง) มีผลงานยอดเยี่ยมมากมายในหนังกว่า 20 เรื่อง เช่น The Royal Tenenbaums, Zoolander, Meet the Parents, Jesus' Son, Boys Don't Cry, Rushmore, Velvet Goldmine, Dogma, Kids และ I Shot Andy Warhol มาร์ค มาเธอร์สบาฟ (Mark Mothersbaugh) (ดนตรีประกอบ) เป็นผู้ทำดนตรีประกอบให้กับหนัง 3 เรื่องของผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน คือ Bottle Rocket, Rushmore และล่าสุด The Royal Tenenbaums ส่วนผลงานอื่นๆของเขาได้แก่ Rugrats, The New Age, Pee Wee's Playhouse, Liquid Television และเขายังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงพังค์ชื่อ Devo อีกด้วย--จบ-- -อน-

ข่าว คนหนึ่ง ล่าสุด