(ต่อ3) บทประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เรื่อง High Crimes จาก ทเวนตี้ธ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ - newswit
กรุงเทพฯ--18 เม.ย.--ทเวนตี้ธ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ (ประเทศไทย) ทีมงาน คาร์ล แฟรงคลิน (ผู้กำกับการแสดง) มีผลงานได้รับรางวัลและติดอันดับผู้กำกับการแสดงของหนังอเมริกันด้วยฝีมือการกำกับหนังแค่เพียงสามเรื่องก่อนหน้า "High Crimes" ได้แก่ "One False Move", "Devil in a Blue Dress" จากนิยายของวอลเตอร์ มอสเลย์ และ "One True Thing" จากนิยายของแอนนา ควินดเลน ผลงานเลื่องชื่อชิ้นแรกของเขา "One False Move" เป็นหนังฆาตกรรมดราม่าที่มีต้นทุนต่ำ นำแสดงโดย บิล แพ็กซตัน, ซินด้า วิลเลียมส์ และ บิลลี่ บ็อบ ธอร์นตัน ซึ่งได้รับเสนอชื่อเป็นหนึ่งในสิบยอดภาพยนต์แห่งปี 1992 ของ National Board of Review และเขายังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ New Generation Award ของ Los Angeles Film Critics Association ในปี 1992 รวมทั้ง MTV Movie Award ในฐานะ Best New Filmmaker และรางวัลผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยมจาก IFP Spirit Award ในปี 1993ผลงานเรื่องถัดมาของแฟรงคลินคือ "Devil in a Blue Dress" นำแสดงโดยแดนเซล วอชิงตัน, ดอน เชดเดิลและเจนนิเฟอร์ บีลส์ จากนิยายชื่อดังของวอลเตอร์ มอสเลย์ จากนั้นเขากำกับภาพยนต์ดราม่าสะเทือนใจ "One True Thing" ซึ่งนำแสดงโดยเมอริล สตีพ, วิลเลี่ยม เฮิต และเรเน่ เซลเวจเจอร์ แฟรงคลินเริ่มงานกำกับการแสดงภาพยนต์เป็นอาชีพกับคองคอร์ดฟิล์มของโรเจอร์ คอร์แมน หลังจากได้แสดงผลงานได้รับรางวัล American Film Institute "Punk" เขาจึงได้กำกับเรื่อง "One False Move"ผลงานกำกับมินิซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ที่โด่งดังเรื่อง "Laurel Avenue" (1993) เนื้อเรื่องเกี่ยวกับชาวอัฟริกัน-อเมริกันในเซนต์พอล รัฐมินิโซต้า แฟรงคลินเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเป็นนักแสดงผู้ประสพความสำเร็จ ในภาพยนต์ตลกเรื่อง "Five on the Black Hand Side" ตามมาด้วยงานแสดงประจำทางโทรทัศน์ เช่น "Caribe", "Fantastic Journey" และ "McClain's Law." งานแสดงบนเวทีเป็นครั้งแรกในงานนิวยอร์ค เช็คสเปียร์ เฟสติวัล เรื่อง "Cymbeline", "Timon of Athens", "Pantagleize", and "Twelfth Night" ที่ลินคอนเซ็นเตอร์ ในนิวยอร์ค และอรีน่าเสตจในวอชิงตัน ดี.ซี. แฟรงคลินได้รับเสียงวิจารณ์อย่างมากจากผลงานละครเรื่อง "In the Belly of the Beast" ซึ่งเป็นบทดั้งเดิมของ Taper Too แฟรงคลินศึกษาประวัติศาสตร์การแสดงที่ University of California ในเบิร์กลี่ย์ก่อนเริ่มงานการแสดง หลังจากนั้นได้รับปริญญาโททางด้านกำกับการแสดงที่ American Film Institute และได้รับรางวัล Franklin J. Schaffner ในปี 1996 เขายังมีตำแหน่งเป็นคณะกรรมการของ Independent Feature Project/West และสอนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ภาพยนต์ให้กับ American Film Institute. อาร์นอน มิลแคน (ผู้บริหารและดำเนินงานสร้าง) มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาพยนต์ที่ประสพความสำเร็จมากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นับเป็นจำนวนกว่า 60 เรื่อง มิลแคนเกิดที่อิสราเอล ได้รับการศึกษาที่ London School of Economics และ University of Geneva ธุรกิจแรกที่เขาดำเนินการคือการขยายกิจการบริษัทเล็กๆ ของบิดาให้กลายเป็นบริษัทเคมีการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งความสำเร็จนี้ได้ส่งผลให้เขาเป็นที่ยอมรับในความเป็นนักธุรกิจชั้นนำระดับประเทศต่อจากนั้นเขาจึงเริ่มโครงการที่เขามีความสนใจเป็นพิเศษมาโดยตลอด - ภาพยนตร์, โทรทัศน์ และละครเวที งานชิ้นแรกๆ อาทิเช่น "Amadeus", "Dizengoff 99", "La Menace"และ "The Medusa Touch" โดยโรมัน โปลินสกี้ ตอนปลายยุค '80 มิลแคนเริ่มสร้างภาพยนต์เรื่อง "The King of Comedy" ของมาร์ติน ซอสเซส, เรื่อง "Once Upon a Time In America" โดยเซอจิโอ ลีโอน และ "Brazil" โดยเทอร์รี่ กิลเลียม หลังจากที่ประสพความสำเร็จอย่างสูงกับ"Pretty Woman" และ" The War of the Roses" มิลแคนก่อตั้งบริษัทนิวรีเจนซี่ โปรดัคชั่น ขึ้นและสร้างผลงานมากมาย ได้แก่ "J.F.K.," "Sommersby," "A Time to Kill," "Free Willy," "The Client," "Tin Cup," "Under Siege," "L.A. Confidential," "The Devil's Advocate," "The Negotiator," "City of Angels," "Entrapment," "Joy Ride," "Fight Club," และล่าสุดผลงานบ็อกซ์ออฟฟิซ "Don't Say A Word" และ "Big Momma's House."โครงการต่อไปยังมีเรื่อง "Unfaithful" ซึ่งเป็นแนวอีโรติคเขย่าขวัญ กำกับการแสดงโดย เอเดรียน ลินน์ นำแสดงโดย ริชาร์ด เกียร์ และ ไดแอน เลน ; เรื่อง "Life Or Something Like It" หนังแนวโรแมนติคเบาสมอง กับแอนเจลิน่า โจลี่ และเอ็ดเวิร์ด เบิร์นส ; และเรื่อง "Daredevil" แสดงโดย เบน อัฟเฟล็ค จากบทบาท Marvel การ์ตูนตลกที่เป็นที่นิยม มิลแคนยังได้ชักชวนผู้สนใจเช่นนักธุรกิจชาวออสเตรเลีย เคอร์รี่ แพ็กเกอร์ แห่งไนน์ เนทเวิร์คและลีโอ เคิร์ช แห่งมีเดีย กรุ๊ป, ซัมซุง อีเล็คทรอนิคส์ และล่าสุด ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ มาเป็นผู้ร่วมทุน ฟอกซ์เป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนต์ของรีเจนซี่ให้เครือข่ายทั่วโลก (ยกเว้นในส่วนเยอรมันนี อิตาลี และเกาหลี ซึ่งรีเจนซี่มีหุ้นส่วนจัดการให้) และไม่รวมถึงรายการโทรทัศน์ที่ต้องเป็นสมาชิกทั้งในและนอกอเมริกาและฟรีทีวีมิลแคนยังประสพความสำเร็จในการขยายกิจการในบริษัทของเขาให้ครอบคลุมธุรกิจบันเทิงครบวงจร โดยเฉพาะในแวดวงโทรทัศน์ผ่านทางรีเจนซี่ เทเลวิชั่น ("Malcolm in the Middle," "Roswell," "The Bernie Mac Show") และรายการกีฬาโดยการร่วมมือและลงทุนในบริษัทพูม่า (PUMA) ผู้จำหน่ายเครื่องกีฬาทั่วโลกซึ่งมีบริษัทผลิตรองเท้าในเครือที่เยอรมันนี เจเน็ท แยงค์ (ผู้อำนวยการสร้าง) ผู้ก่อตั้งบริษัท Manifest Film ในปี 1996 เมื่อไม่นานนี้เธออำนวยการสร้างเรื่อง "The Weight of Water" ซึ่งเกี่ยวกับการฆาตกรรมและทรยศหักหลัง กำกับการแสดงโดย แคธรีน บิกเกอโลว์ นำแสดงโดยชอว์น เพนน์, อลิซาเบ็ธ เฮอร์ลี่, ซาร่า พอลลี่ และแคทเธอรีน แมคคอแม็ก ก่อนหน้านี้ แยงค์เคยมีผลงานสร้างสองเรื่องกับ Manifest เรื่อง "Savior" เกิดขึ้นในระหว่างสงครามบอสเนียและถ่ายทำในยูโกสลาเวียทั้งเรื่อง นำแสดงโดย เดนนิส เควด, นาตาชา คินสกี้, และสเตลเลน สกาสการ์ด กำกับการแสดงโดย ปีเตอร์ "กากา" แอนโทนิเจวิค, และเรื่อง "Zero Effect" โดยเจค แคสแดน ภาพยนต์เบาสมองนำแสดงโดยบิล พุลแมน และเบน สติลเลอร์ แยงค์ยังเคยเป็นผู้บริหารและดำเนินงานให้ Lifetime Women's Film Festival. ระหว่างปี 1989 ถึง 1996 แยงค์เป็นประธานบริษัท Ixtlan ซึ่งเป็นบริษัทโปรดักชั่นของโอลิเวอร์ สโตน เจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองประพันธ์บทและกำกับการแสดง โดยรับผิดชอบทางด้านการผลิต แยงค์สร้างผลงานเรื่อง "The People vs. Larry Flynt" โดยไมโล ฟอร์แมน นำแสดงโดยวู้ดดี้ ฮาเรลสัน, คอร์ทนี่ย์ เลิฟ และเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน และได้รับรางวัลลูกโลกทองคำด้านกำกับการแสดงยอดเยี่ยมและลำดับภาพยอดเยี่ยม นอกเหนือจากการได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกำกับการแสดงยอดเยี่ยมและดารานำชายยอดเยี่ยม แยงค์เป็นผู้บริหารและดำเนินงานสร้างให้กับภาพยนต์ดัง เรื่อง "The Joy Luck Club" กำกับการแสดงโดย เวห์น หวัง จากนวนิยายขายดีของเอมี่ แทน ผลงานสร้างชื่อเสียงอื่นๆ ได้แก่ "Killer" ของทิม เมทคาล์ฟ แสดงโดย เจมส์ วู้ด และโรเบิต ชอว์น ลีโอนาร์ด, ร่วมอำนวยการสร้างเรื่อง "The New Age" เขียนบทและกำกับโดยไมเคิล ทอลกิน, อำนวยการสร้างเรื่อง "South Central" เขียนบทและกำกับโดยสตีฟ แอนเดอสัน, และบริหารและดำเนินงานสร้างให้กับ "Zebrahead" เขียนบทและกำกับโดยแอนโทนี ดราเซน ด้านงานโทรทัศน์ แยงค์บริหารงานสร้างให้กับภาพยนต์ HBO เรื่อง "Indictment: The McMartin Trial" นำแสดงโดยเจมส์ วู้ดส์ และเมอเซเดส รูลห์ ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลเอ็มมี่และลูกโลกทองคำในปี 1995 สาขา Outstanding Made- For-Television Movie. ก่อนร่วมงานกับโอลิเวอร์ สโตน แยงค์เป็นผู้บริหารด้านผลิตที่ MCA/Universal Studios ทำงานใกล้ชิดกับสตีเวน สปิลเบิร์ก และบริษัทแอมบลิน แอนเตอร์เทนเมนท์ของเขาในปี 1986 แยงค์รับหน้าที่ผู้ประสานงานให้สปิลเบิร์กที่ประเทศจีนในการดำเนินงานสร้างหนังอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "Empire of the Sun" นอกจากนี้ยังเป็นผู้เริ่มความคิดให้เรื่อง "Dragon: The Bruce Lee Story" ในขณะที่อยู่ที่ยูนิเวอแซล ระหว่างปี 1985 ถึง 1987 แยงค์เป็นผู้ประสานงานให้กับสตูดิโอจากฮอลลีวู้ดหลายแห่งกับจีน เป็นตัวแทนของยูนิเวอแซล พาราเมาท์ และ MGM/UA เธอเป็นตัวแทนจำหน่ายภาพยนต์อเมริกันรุ่นแรกในประเทศจีน ก่อนร่วมงานกับ MCA, แยงค์เป็นประธานบริษัท World Entertainment ในซานฟรานซิสโก ผู้แทนจำหน่ายภาพยนต์ฮ่องกงและจีนในอเมริกา World Entertainment เป็นผู้แทนจำหน่ายในอเมริกาเหนือให้กับผลงานภาพยนต์จีน อาทิเช่น จาง ยีมู และเชน เคจ แยงค์สำเร็จการศึกษาจาก Brown University วิชาเอกภาษาจีน และปริญญาโทจาก Columbia University ขณะนี้เป็นคณะกรรมการบริหารของ Independent Feature Projects/West และ Women in Film. เจส บีแฟรงคลิน (ผู้อำนวยการสร้าง) ร่วมงานสร้างกับผู้กำกับคาร์ล แฟรงคลินเป็นครั้งที่สี่ ผลงานเรื่องแรกของเธอกับแฟรงคลินก่อนหน้านี้เคยได้รับรางวัลจากเรื่อง "One False Move" ติดตามด้วย "Devil in a Blue Dress" และ "One True Thing" สำหรับด้านโทรทัศน์เคยมีผลงานโด่งดังมินิซีรี่ส์ 6 ตอนจบเรื่อง "Laurel Avenue"ในราวปี 1980 แยงค์ริเริ่มสนับสนุนการผลิตภาพยนต์ไร้สังกัด เธอรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและจัดจำหน่ายที่ Island Alive ซึ่งเธอควบคุมดูแลการจัดซื้อและจำหน่ายหนังไร้สังกัดเรื่องต่างๆ ได้แก่ "Kiss of the Spider Woman" และ "The Trip to Bountiful," รวมทั้ง "Stop Making Sense," "Choose Me" และ "Mona Lisa."ขณะที่ทำงานให้ Island เช่นกันเธอยังเป็นผู้จัดการลิขสิทธิ์เรื่อง "She's Gotta Have It" ซึ่งเป็นผลงานเรื่องแรกของสไปค์ ลี ; และเรื่อง "Bagdad Cafe," "River's Edge" และ "Dark Eyes" ในปี 1988 เธอลาออกจาก Island เพื่อก่อตั้งกิจการตนเอง พร้อมกับการเป็นที่ปรึกษาให้กับมิราแมกซ์ พิคเจอร์ส, คูซูอิ เอนเตอร์ไพรซ์ และ Island Pictures เธอเริ่มงานสร้างเรื่อง "One False Move" เมื่อเริ่มทำงาน บีแฟรงคลินได้ผ่านประสพการณ์บันเทิงหลากหลายแขนง จบการศึกษาสาขาสื่อมวลชนและการสื่อสารที่เบิร์กลี่ย์ เข้าทำงานกับฝ่ายขายของพาราเมาท์ พิคเจอร์สในฐานะตัวแทนจัดซื้อภาพยนต์ รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายโปรแกรมที่ Mill Valley Film Festival, และเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปิน Penn & Teller ในขณะเดินสายโชว์ตัว และยังเป็นตัวแทนโปรดิวเซอร์ให้ "El Norte" ดูแลลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายในอเมริกาและควบคุมการวางแผนการตลาด ยูริ เซลท์เซอร์ และ แครี่ บิ๊กลีย์ (บทภาพยนต์) ทีมงานเขียนบทคู่สามีภรรยาซึ่งมีผลงานอยู่ในระหว่างการเขียนให้หลายสตูดิโอ ทั้งคู่ยังมีผลงานของตนเองซึ่งเซลท์เซอร์เป็นผู้กำกับบทของเขาเอง ผลงานโด่งดังของเซลท์เซอร์ในการประพันธ์และกำกับได้แก่ "Black and White" นำแสดงโดย จีน่า เคอร์ชอน, โรรี่ โคเครน และอลิสัน อีสท์วูด, เรื่อง "Playmaker" นำโดย คอลิน เฟิร์ธ และเจนนิเฟอร์ รูบิน, และกำกับ/ร่วมประพนธ์ เรื่อง "Eye of the Storm" นำโดย เกรก เชฟเฟอร์, ลาร่า ฟินน์ บอยล์ และเดนนิส ฮอปเปอร์, ผลงานกำกับชิ้นแรกของเซลท์เซอร์ คือ "Big Apple Mom" ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนต์สั้น 20 นาที ซึ่งเป็นผลงานการทำวิทยานิพนธ์ระดับอาวุโสที่ New York University Film School ภาพยนต์นี้ได้รับรางวัลโมบิล ในฐานะภาพยนต์ยอดเยี่ยม,ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม, ดารานำชายยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยมใน N.Y.U. Film Festival. บิ๊กลี่ย์ประพันธ์บท "The Gun in Betty Lou's Handbag" นำแสดงโดย เพเนโลพ แอน มิลเลอร์ ให้กับ Interscope Communications. เซลท์เซอร์เกิดและโตในมอสโคว์ และย้ายมาอยู่อเมริกากับครอบครัวของเขาในปี 1981 จบการศึกษาจาก N.Y.U. Film School และ American Film Institute ในลอสแอนเจลิส บิ๊กลี่ย์เกิดที่ซานตาเฟและเติบโตในแถบชานเมืองบอสตัน เธอจบการศึกษาที่ Wesleyan University ในคอนเนคติกัต และใช้เวลาเก้าปีในนิวยอร์คเป็นนักแสดงและประพันธ์บทละคร ในปี 1989 เธอย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิสซึ่งทำให้เธอได้พบกับเซลท์เซอร์ ลอซ่า เฮ็นเซ็น (บริหารและดำเนินงานสร้าง) ร่วมกับเจเน็ท แยงค์ ก่อตั้งบริษัท Manifest Film ในปี 1996 ก่อนผลงานอันดับสามของพวกเธอ HIGH CRIMES ได้มีผลงานสร้าง "Zero Effect" ซึ่งเป็นผลงานเขียนและกำกับของเจค แคสแดน นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ และบิล พุลแมน และผลงานที่กำลังจะออก "The Weight of Water" กำกับการแสดงโดยแคธรีน บิ๊กเกอโลว์ นำโดยชอว์น เพนน์, เอลิซาเบ็ธ เฮอร์ลี่ย์, แคธรีน แมคคอมมิคและซาร่า พอลลี่, เฮ็นเซ็นยังเคยเป็นผู้บริหารและดำเนินงานสร้างให้เรื่อง "Ivansxtc" โดยเบอร์นาร์ด โรส ในเดือนสิงหาคม 1993 เฮ็นเซ็นรับตำแหน่งประธานฝ่ายการผลิตทั่วโลกให้กับโคลัมเบีย พิคเจอร์ส และในปี 1994 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานบริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ซึ่งในฐานะผู้บริหารอาวุโสรับผิดชอบงานครีเอทีฟและงานที่เกี่ยวข้องกับโปรดักชั่นของบริษัททั้งหมดภายใต้การบริหารของเฮ็นเซ็น โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ได้ผลิตผลงานที่ประสพความสำเร็จมากมายอาทิ เช่น "The People vs. Larry Flynt," "Little Women," "Immortal Beloved," "Bad Boys," "The Net," "To Die For," "Men in Black," และ "Fly Away Home." รวมถึงเรื่องดังที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองอย่าง "Sense and Sensibility"ก่อนเข้ารับตำแหน่งที่โคลัมเบีย เฮ็นเซ็นร่วมงานกับวอร์เนอร์บราเดอร์ส มาเป็นเวลาสิบปีในตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายผลิต ซึ่งได้ฝากฝีมือไว้ในผลงานต่างๆ เช่น "Lethal Weapon," "Batman" และ "Batman Returns" เฮ็นเซ็นสำเร็จการศึกษาปริญญาในปี 1983 สาขาประพันธ์จินตนิยายและขนบประเพณี จากฮาร์วาร์ด ซึ่งเธอได้รับตำแหน่งประธานหญิงคนแรกของชมรมโต้วาทีฮาร์วาร์ด ปัจจุบันเฮ็นเซ็นดำรงตำแหน่งประธานบริษัทจิม เฮ็นเซ็น พิคเจอร์ส มีผลงานสร้างเรื่อง "Astroboy" ให้กับโคลัมเบีย พิคเจอร์ส และบริหารและดำเนินงานสร้างเรื่อง "The Moon and the Sun" ให้แพนเดอโมเนียม พิคเจอร์สเควิน ไรดี้ (บริหารและดำเนินงานสร้าง) ผ่านงานการเป็นผู้อำนวยการสร้าง, บริหารและดำเนินงานสร้าง, ร่วมอำนวยการสร้าง และผู้ควบคุมการผลิตทั้งภาพยนต์และโทรทัศน์ หลังจากเคยรับตำแหน่งผู้บริหารที่ประสพความสำเร็จในหลายบริษัทสร้างภาพยนต์ผลงานสร้างชื่อเสียงรวมถึงงานร่วมอำนวยการสร้างและผู้ควบคุมการผลิตผลิตเรื่อง "Ever After" อำนวยการสร้างและควบคุมการผลิตเรื่อง "Mortal Combat: Annihilation" ควบคุมการผลิตเรื่อง "Overnight Delivery" อำนวยการผลิตและควบคุมการผลิตเรื่อง "Loved" ซึ่งได้รับรางวัล Independent Spirit Award; อำนวยการสร้างเรื่อง "Whole Wide World" ซึ่งได้แสดงในงาน Seattle Film Festival"; ควบคุมการผลิตเรื่อง "Mortal Kombat" และควบคุมและอำนวยการผลิตให้กับ "Swimming with Sharks" ผลงานของไรดี้ทางโทรทัศน์ได้แก่ อำนวยการสร้าง "Cheaters" และ "The Jack Bull" ทั้งสองเรื่องให้กับ HBO เขายังอำนวยการสร้างให้กับ "Dark Reflections" และ "Based on an Untrue Story" ให้กับฟอกซ์ เร็วๆ นี้อำนวยการสร้างให้ "Dead Last" กับวอร์เนอร์บราเดอร์ส เทเลวิชั่น ในฐานะผู้บริหารไรดี้รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและผู้อำนวยการอาวุโสด้านการผลิตที่ I.R.S. Media ระหว่างปี 1990-1992. ในระหว่างนั้นเขาได้สร้างผลงานมีชื่อหลายเรื่อง เช่น "One False Move" โดยคาร์ล แฟรงคลิน และ "My New Gun" โดยสเตซี่ โคแครน ก่อนหน้านั้นเคยเป็นรองประธานบริษัท International Production และระหว่างปี 1988-1990เป็นผู้อำนวยการคัดเลือกตัวแสดงที่คองคอร์ด/นิวฮอไรซอนพิคเจอร์ส ซึ่งสร้างผลงานภาพยนต์รวม 12 เรื่อง ไรดี้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ และปริญญาโทด้านการจัดการจาก Stanford Graduate School of Business (ยังมีต่อ) -สส-