(ต่อ 4) โคลัมเบีย ไทรสตาร์ เสนอ DOMESTIC DISTURBANCE โหดเงียบ ซ่อนอำมหิต กำหนดฉาย 15 กุมภาพันธ์ 2545 - newswit.com
กรุงเทพฯ--22 ม.ค.--โคลัมเบีย ไทรสตาร์ โจนาธาน ดี เครน (Jonathan D. Krane) - ผู้อำนวยการสร้าง โจนาธาน ดี เครน (เจ้าของผลงานอย่าง Swordfish, The General's Daughter, Face/Off, Primary Colors) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธาน และประธานกรรมการบริหารของโจนาธาน เครน กรุ๊ป คือผู้อำนวยการสร้างที่มีประสบการณ์สร้างภาพยนตร์มาแล้วกว่า 43 เรื่อง เครนเคยทำหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ที่มีทั้งที่เป็นผลงานการสร้างของสตูดิโอ และภาพยนตร์อินดี้ตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี เขายังเป็นผู้จัดการที่มีความสามารถ เป็นประธานบริษัทอินดี้, เป็นมือเขียนบท, ผู้ลงทุนสร้างภาพยนตร์, ผู้ให้การอบรม, ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์, เจ้าหน้าที่ตลาดต่างประเทศ, อัยการ และนักเขียนที่มีผลงานผ่านการตีพิมพ์มาแล้ว เครนเริ่มเข้าวงการในตำแหน่งประธานและประธานกรรมการบริหารของบริษัท เบล็ก เอ็ดเวิร์ดส์ เอนเตอร์เทนเม้นต์, ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารให้กับภาพยนตร์ Pink Panther สองตอนสุดท้าย และภาพยนตร์เรื่อง The Man Who Loved Women, Mickey & Maude, Blind Date และอื่นๆ อีกมากมาย เขาเป็นผู้ก่อตั้งและทำการประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัท เอ็มซีอีจี ซึ่งเป็นบริษัทโปรดักชั่นและบริหารการจัดการที่เขาเป็นเจ้าของ บริษัทแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้กับผู้กำกับ มือเขียนบท และนักแสดงชั้นแนวหน้าของวงการกว่า 150 คน ซึ่งก็รวมทั้งจอห์น ทราโวลต้า ที่เป็นลูกค้าของบริษัทนี้มาตลอด 17 ปีที่ผ่านมา เขายังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จเรื่อง Look Who's Talking และภาพยนตร์เรื่องแรกของสตีเฟ่น ซัมเมอร์สเรื่อง The Mummy กับภาพยนตร์เรื่อง Catch Me If You Can รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องแรกของคีธ กอร์ดอนเรื่อง The Chocolate War เครนยังเป็นผู้สร้างวิชาชีพ ผู้อำนวยการสร้าง-ผู้จัดการภาพยนตร์ขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เขาทำหน้าที่ผู้จัดการและผู้อำนวยการสร้างให้กับจอห์น ทราโวลต้าตลอดเวลา 16 ปีที่ผ่านมา ผลงานอื่นๆ ที่เขาได้ร่วมงานกับทราโวลต้า ก็รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Swordfish, The General's Daughter, Face/Off, Primary Colors, A Civil Action, Michael และ Phenomenon ลูอิส โคลิก (Lewis Colick) - มือเขียนบทและผู้คิดสร้างเรื่อง ลูอิส โคลิกเคยได้รับรางวัล Humanitas Award จากการเขียนบทภาพยนตร์ให้กับเรื่อง October Sky ที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลจากสมาคมนักเขียนบทด้วย ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Ghosts of Mississippi, Bulletproof, Judgement Night, Unlawful Entry, The Dirt Bike Kid, ภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง Radiant City และภาพยนตร์ของพาราเม้าต์ พิคเจอร์ เรื่อง Hardball วิลเลี่ยม เอส คอมาเนอร์ (William S. Comanor) - ผู้คิดสร้างเรื่อง วิลเลี่ยม เอส คอมาเนอร์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ และเป็นศาสตราจารย์ประจำภาคเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ซานตาบาร์บาร่า ดร. คอมาเนอร์ยังเป็นศาสตราจารย์ทางด้านการบริการสุขภาพอยู่ที่ยูซีแอลเอ ที่ซึ่งเขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการค้นคว้าทางด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับการปรุงยา ก่อนหน้านั้น คอมาเนอร์เคยทำหน้าที่เป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐศาสตร์ให้กับองค์กรการค้าในวอชิงตัน เขายังเคยตีพิมพ์ผลงานด้านเศรษฐศาสตร์ และเป็นพยานในกระบวนการด้านกฎหมายต่อหน้าสภาคองเกรส ดร. คอมาเนอร์อาศัยอยู่ที่ลอสแอนเจลิส ร่วมกับโจน ภรรยาของเขา พร้อมด้วยลูกอีกสี่คน โดยสองคนเป็นลูกของเขาและโจน ในขณะที่อีกสองคนเป็นลูกสาวของคอมาเนอร์กับภรรยาคนแรก แกรี่ ดรัคเกอร์ (Gary Drucker) - ผู้คิดสร้างเรื่อง แกรี่ ดรัคเกอร์คือผู้บริหารด้านงานบันเทิงที่เคยสร้างรายการสำหรับเด็กที่คว้ารางวัลมานักต่อนัก หลายรายการที่เขาสร้างเอาไว้เป็นการสร้างเรื่องราวจากตัวละครที่เป็นที่รู้จักดีจากโลกของริชาร์ด สการ์รี่, เบเรนสเตน แบร์ส และเบบี้ซิสเตอร์ คลับ ภาพยนตร์เรื่อง Domestic Disturbance เป็นผลงานที่เป็นภาพยนตร์จอเงินเรื่องแรกของเขา ไมเคิล เซอเรซิน (Michael Seresin) - ผู้กำกับภาพ ด้วยแรงบันดาลใจที่ได้จากผู้กำกับอย่าง ทรัฟฟอต และเฟลลินี่ ทำให้ไมเคิล เซอเรซินตัดสินใจทิ้งตำแหน่งผู้ช่วยกองถ่ายของบริษัทแปซิฟิก ฟิล์มส์ ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศนิวซีแลนด์ บ้านเกิดของเขา และมุ่งหน้าออกมาแสวงหางานทางด้านภาพยนตร์ในแถบยุโรปในปี 1966 ผลงานด้านภาพยนตร์ของเซอเรซิน ได้แก่ Midnight Express, Bugsy Malone, Shoot the Moon, Angel Heart, Come See the Paradise, City Hall และ Angela's Ashes ปัจจุบัน เขาอยู่ระหว่างทำหน้าที่ถ่ายภาพให้กับภาพยนตร์ของอลัน ปาร์เกอร์ เรื่อง The Life of David Gale เซอเรซินได้ผสมผสานการถ่ายภาพยนตร์เข้ากับการทำงานในตำแหน่งผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา และตากล้อง ในเวลาที่ไม่ได้ถ่ายภาพยนตร์ เซอเรซินจะทุ่มเทความมุ่งมั่นให้กับเซอเรซินเอสเตท ซึ่งเป็นที่ดินที่เขาได้สร้างอาณาจักรเอาไว้ในมาร์กบอโร่ห์ ประเทศนิวซีแลนด์ เคลย์ เอ กริฟฟิธ (Clay A. Griffith) - โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ ผลงานเมื่อไม่นานมานี้ของเคลย์ เอ กริฟฟิธ ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Prozac Nation, ภาพยนตร์คว้ารางวัลเรื่อง Almost Famous และ Rosaline Goes Shopping ในตำแหน่งของผู้ตกแต่งฉาก ผลงานที่ผ่านมาของกริฟฟิธ ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Stuart Little, As Good As It Gets, Jerry Maguire, Seven, Junior, City Slickers II: The Legend of Curly's Gold, Grumpy Old Men, Sleepless in Seattle, Singles, Pacific Heights, Dirty Dancing, The Favor, Mystic Pizza และ Vietnam War Story: The Last Days ส่วนผลงานในตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์ทีวี ก็คือเรื่อง Tales from Hollywoods Hills II ปีเตอร์ โฮเนสส์ (Peter Honess) - ผู้ลำดับภาพ ปีเตอร์ โฮเนสส์เริ่มเข้าวงการด้วยการทำหน้าที่เป็นมือตัดต่อฝึกหัดให้กับภาพยนตร์เรื่อง Dirty Dozen และยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ตัดต่อให้กับภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมไปถึงยังไปช่วยงานในแผนกเสียงด้วย นอกเหนือไปจากที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากงานตัดต่อภาพให้กับภาพยนตร์เรื่อง L.A. Confidential แล้ว โฮเนสส์ยังคว้ารางวัลบัฟต้า และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอซจากภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนี้ด้วย ผลงานการตัดต่อภาพที่น่าประทับใจของโฮเนสส์ ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง The Fast and the Furious, ภาพยนตร์ของดิสนีย์เรื่อง The Kid, The Next Best Thing, Mercury Rising, ภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง If These Walls Could Talk, ภาพยนตร์เรื่อง Eye for an Eye, Rob Roy, The Shadow, The Real McCoy, Six Degrees of Seperation, Mr. Baseball, Ricochet, The Russia House, Next of Kin, Madam Sousatzka, The Believes, Highlander, Plenty, Champions, Following the Tundra Wolf และ It's Alive! มาร์ก แมนซิน่า (Mark Mancina) - ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบมาร์ก แมนซิน่า ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ประพันธ์ดนตรีชั้นแนวหน้าของวงการ ผลงานที่ผ่านๆ มาของเขา ได้แก่ การประพันธ์ดนตรีให้กับภาพยนตร์เรื่อง Speed, Twister, Con Air, Bad Boys และภาพยนตร์เอพิคแนวย้อนยุคเรื่อง Moll Flanders ซึ่งเป็นผลงานที่ติดอันดับชาร์ตเพลงคลาสสิกท็อปเทนของบิลบอร์ดด้วย ตัวแมนซิน่าเองเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโทนี่ และเคยคว้ารางวัลแกรมมี่มาแล้วถึงสามครั้งด้วยกันในปี 1998 แมนซิน่าได้รับรางวัลแกรมมี่จากการทำดนตรีให้กับภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง The Lion King และในปี 1999 เขายังได้รับรางวัลแกรมมี่อีกครั้งจากการทำดนตรีให้กับภาพยนตร์การ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งของดิสนีย์เรื่อง Tarzan นอกจากนี้ จากการทำหน้าที่ผู้ประพันธ์ดนตรีให้กับภาพยนตร์เรื่อง Training Day ก็ทำให้แมนซิน่ามีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับอังตวน ฟูควาแมนซิน่ายังทำหน้าที่ประพันธ์ดนตรีและสร้างสรรค์เพลงให้กับละครเวทีเรื่อง The Lion King รวมไปถึงการทำเพลงประกอบให้กับภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง The Lion King นี้ ซึ่งทำให้เขาได้รับทั้งรางวัลแกรมมี่และรางวัลอเมริกันมิวสิคอวอร์ดในปี 1994 ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ยังทำให้เกิดผลพวงเป็นอัลบั้มฮิตอย่าง Rhythm of the Pride Lands ซึ่งแมนซิน่าทำหน้าที่ออร์เรนจ์, โปรดิวซ์ และร่วมแต่งเพลงถึงสามเพลงด้วยกัน ซึ่งก็รวมถึงเพลง He Lives in You และ Shadowland ซึ่งทั้งสองเพลงก็ถูกนำไปใช้ในละครเวทีเรื่อง The Lion King ด้วย--จบ-- -สส-