(ต่อ1) บทประชาสัมพันธ์ Jet Li...The One เดอะ วันเดี่ยวมหาประลัย วันเข้าฉาย : กุมภาพันธ์ 2545

กรุงเทพฯ--28 ม.ค.--โคลัมเบีย ไทรสตาร์ ของหยวน และเดวิด ไล ผู้ช่วยผู้ประสานงานคิวบู๊ ต้องทำหน้าที่เป็นเสมือนล่ามให้กับนักแสดงที่พูดภาษาอังกฤษ กับทีมงานของเขาที่เป็นชาวจีนทั้งหมด "ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความแตกต่างจากภาพยนตร์ต่อสู้เรื่องอื่นๆ ที่คนดูเคยได้ดูมา" หยวนบอก "เราพยายามใช้เทคนิคลวดสลิงให้น้อยที่สุด เรายังใช้ความสามารถในการต่อสู้ของเจ็ท ลีให้มากขึ้น เพราะเขาเก่งทางด้านนี้อยู่แล้ว คนดูคงอยากจะเห็นวิธีการต่อสู้ของเขา แต่เมื่อผู้กำกับเรียกร้องขอการเคลื่อนไหวที่มันตื่นตาตื่นใจหน่อย เพราะพวกตัวละครอยู่ในจักรภพหนึ่งโดยเฉพาะ หรือเพราะเราต้องแสดงให้เห็นถึงพลัง ความแข็งแกร่ง และความรวดเร็วของตัวละคร การเคลื่อนไหวของนักแสดงก็จะต้องดูเกินจริงสักหน่อย เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์ธรรมดาจะทำเช่นนั้น เราจึงต้องนำเอาเทคนิคการใช้ลวดสลิงมาช่วยเพื่อเสริมฉากแอ็กชั่น หรือเพื่อทำให้ฉากที่ต้องการเป็นไปได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราก็ยังต้องพึ่งพิงความสามารถของเจ็ท มันเหมือนกับการเต้นบัลเล่ต์มาก เขาเป็นนักสู้ที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในโลกนี้ก็ว่าได้" เจ็ท ลีกับหยวนตัดสินใจที่จะใช้สไตล์การต่อสู้สองแบบที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างตัวละครของลี พวกเขาเลือกบาควา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในแนววงกลมให้กับกาบี้ที่เป็นคนดี และเลือกชินยี ซึ่งเป็นการต่อสู้แบบใช้หมัดจู่โจมโดยตรงให้กับยูลอว์ที่เป็นคนชั่วร้าย "เราอยากให้คนดูสามารถแยกตัวละครได้ด้วยสไตล์การต่อสู้จำเพาะของฝ่ายคนดีและฝ่ายคนร้าย" หยวนอธิบาย "ในบาควา นักสู้จะเคลื่อนไหวเป็นแนววงกลม ซึ่งเหมาะกับกาบี้ เขาเป็นคนธรรมดาที่พยายามหาแก่นกลางของตัวเองให้พบ เขาพยายามรักษาความสงบเยือกเย็นของตัวเองเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง ในชินยี ยูลอว์เป็นคนที่มีแรงกระตุ้นที่จะทำให้เป้าหมายการเป็น "หนึ่งเดียว" ของเขาให้สำเร็จ และเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อทำให้ได้ ดังนั้น เขาจึงเป็นคนประเภทที่จะจู่โจมตรงๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการภายใต้สภาพแวดล้อมทุกแบบ เขาไม่เคยถอยหลัง เขาต่อสู้แบบจะๆ ตรงๆ เพราะเขาเชื่อว่านั่นคือวิธีที่สั้นที่สุด และเร็วที่สุดระหว่างสองจุด มันจึงน่าสนใจมากที่ได้มาเห็นว่าสไตล์ที่ตรงกันข้ามกันสองแบบนี้เมื่อมาเจอกันแล้วจะเป็นอย่างไร" หลายต่อหลายฉากที่เจ็ท ลีต่อสู้กับตัวเอง จำต้องอาศัยทักษะความสามารถของสตั๊นต์แมน และปรมาจารย์ด้านการต่อสู้อย่าง หยงกัวเจียน, ลินเฟ่ง และแซม หวงกา ลีจะต้องต่อสู้ในฐานะที่เป็นกาบี้ก่อน จากนั้นจึงเปลี่ยนเสื้อผ้า และต่อสู้ในฐานะที่เป็นยูลอว์กับสตั๊นต์แมนที่แสดงแทนเขา ฉากต่อสู้ฉากสุดท้ายระหว่างความดีและความชั่วต้องใช้เวลาถ่ายทำนานถึงสี่อาทิตย์ด้วยกัน หยวนและลีเคยร่วมงานกันมาแล้วหลายครั้ง หยวนเคยทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ประสานงานคิวบู๊ และยังเคยเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ผลงานการแสดงของลีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ทักษะและประสบการณ์ของพวกเขาเป็นความร่วมมือที่ไร้รอยต่อ "เจ็ทเป็นคนที่ฉลาดเฉลียวไม่ว่าจะเป็นฉากแอ็กชั่นในรูปแบบไหนก็ตาม" หยวนชม "เวลาที่เราปรึกษากันถึงสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เจ็ทมักจะมีคำแนะนำให้เสมอ เขามักจะมองหาวิธีสร้างสถานการณ์ในแบบที่คนดูไม่เคยเห็นมาก่อน และถ้าผมแนะนำอะไรที่แปลกใหม่ออกไป เขาก็จะเข้าใจได้ในทันที เขาเป็นคนที่รวดเร็วมากจริงๆ" หยวนและทีมงานของเขาไม่เพียงแต่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นคนออกแบบฉากต่อสู้เท่านั้น แต่พวกเขายังต้องทำหน้าที่เป็นครูสอนวิชาการต่อสู้ให้กับเดลรอย ลินโด และเจสัน สเตแธม ซึ่งต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนักด้วย "เมื่อเราเริ่มต้นฝึกให้กับเดลรอย คอรีย์เป็นห่วงว่าเขาอาจจะมีความยืดหยุ่นหรือความไหลลื่นไม่พอ เพราะเขาเป็นคนที่รูปร่างใหญ่มาก" โจนาธาน กีควอน ผู้ช่วยผู้กำกับคิวบู๊ของหยวนบอก "เราคิดว่าการเตะมันอาจจะหนักเกินไปสำหรับเขา แต่แค่ฝึกซ้อมวันแรก เขาก็ฝึกอย่างเต็มที่แล้ว หลังจากฝึกไปได้หนึ่งอาทิตย์ เราก็รู้เลยว่าเขาเก่งแค่ไหน และเขาเป็นคนที่มีความคิดแค่ไหน การทำงานกับเขานี่สนุกจริงๆ" "เดลรอยเป็นคนที่จริงจังกับทุกอย่างที่เขาพยายามทำ" ลีบอก "เรามีฉากต่อสู้ระหว่างตัวละครของเขากับยูลอว์ด้วย ความจริงจะใช้ตัวแสดงแทนก็ได้ แต่เดลรอยไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เขาอยากจะสู้ด้วยตัวเขาเอง และมันก็เป็นฉากที่ประณีตมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฝึกได้ไม่นาน เขาเป็นนักแสดงที่เก่งจริงๆ" "เจสันเองก็มีความกระตือรือร้นไม่แพ้เดลรอยเลย" หว่องกล่าวเสริม "เขาอยากจะแสดงฉากสตั๊นต์ด้วยตัวเอง และเราก็ต้องคอยบอกเขาว่า 'ไม่ นี่แหละเราถึงต้องมีตัวแสดงแทน เพราะเราไม่อยากให้คุณต้องเจ็บตัว' เขาเต็มใจจะทำทุกอย่าง เราต้องคอยจับตาดูเขาไว้" ผู้กำกับหัวเราะ ควอนเห็นด้วย "ตอนแรก เราแค่สอนให้เจสันต่อยเท่านั้น แต่เขายังคงตามตื้อเรา เขาบอกว่าเขาอยากจะเรียนกังฟูของจีน ดังนั้นคอรีย์เลยให้เขาลองทำท่าเตะควงสว่าน กับกระโดดเตะขาหน้า แล้วเขาก็ทำได้ดีจริงๆ นะ" เมื่อหยวนเริ่มทำงานกับภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรก เขาตื่นเต้นมากที่จะได้ร่วมงานกับผู้กำกับลูกครึ่งจีน-อเมริกัน แม้ว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย และหว่องก็พูดภาษาจีนได้นิดหน่อยก็ตาม "วิเศษมากทีเดียวที่ได้ทำงานร่วมกับเขา เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีความคิดดีๆ มากมาย เขามีความเข้าใจได้ทันที และยังรู้ด้วยว่าตัวเองต้องการอะไร โดยเฉพาะในเรื่องของจังหวะและอารมณ์ที่เขาอยากจะสร้างออกมาให้สำเร็จด้วย" หยวนต้องทำงานประสานไปกับผู้ประสานงานสตั๊นต์/ผู้กำกับกองถ่ายที่ 2 แกรี่ ไฮมส์ โดยไฮมส์กับทีมงานของเขาไม่เพียงแค่จะต้องทำหน้าที่สร้างและดูแลฉากที่ต้องอาศัยเทคนิคลวดสลิงเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องดูแลฉากสตั๊นต์มากมายหลายฉาก ซึ่งก็รวมถึงฉากที่ต้องต่อสู้ด้วยศิลปะการป้องกันตัวด้วย "ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความแตกต่างจากภาพยนตร์ส่วนมาก" ไฮมส์อธิบาย "ผมต้องทำงานประสานอย่างใกล้ชิดกับคอรีย์ หยวน คอรีย์เองก็เต็มใจที่จะรับความคิดเห็นจากคนอื่น และเราก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ่อยครั้งมาก ผมเองยังทึ่งกับสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาได้ เขาเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีสไตล์การต่อสู้ในแบบแปลกๆ อย่างที่ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนในอดีต เราดูสิ่งที่เขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมา และต้องออกปากว่า 'เราจะทำให้มันดีขึ้นได้ยังไง' เราทำเช่นนั้นโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย ด้วยการใช้ลวดสลิงในสไตล์ต่างๆ ไม่ก็ใช้ซี่เฟือง หรือเทคนิคอีกสารพัด มันจึงเป็นเสมือนการผสมผสานระหว่างตะวันออกกับตะวันตก" เมื่อผู้อำนวยการสร้างบริหาร ลาต้า ไรอัน ทาบทามให้ไฮมส์เข้ามาทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาตื่นเต้นมากทีเดียว "ไม่ค่อยมีบทภาพยนตร์แบบเรื่องนี้ให้เห็นบ่อยนัก มันทำให้คุณตื่นเต้นได้ตั้งแต่ได้อ่านมันครั้งแรก" ไฮมส์กล่าว "ฉากแอ็กชั่นก็ไม่เหมือนกับเรื่องไหน เปรียบเสมือนโอกาสที่จะได้สร้างอะไรแปลกใหม่ ได้ลองทำอะไรที่แตกต่างออกไป เราได้ผลักดันสภาพแวดล้อมออกไปในทุกทิศทางกับภาพยนตร์เรื่องนี้" "ด้วยธรรมชาติของภาพยนตร์เรื่องนี้ กับเทคนิคที่ต้องอาศัยลวดสลิงเข้าช่วย มันทำให้ต้องมีการเตรียมงานเยอะมาก" ไฮมส์กล่าวต่อ "เมื่อใดก็ตามที่เราจะต้องทำให้คนขึ้นไปบินอยู่ในอากาศ เราต้องใช้ระบบไฮโดรลิคและเทคนิคที่ต้องอาศัยแรงลมเข้ามาช่วยเยอะมาก การซักซ้อมเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงแค่เพื่อให้ได้การแสดงที่ดีที่สุดเท่านั้น แต่ยังเพื่อให้ได้ฉากสตั๊นต์ที่ดูดีด้วย นี่อาจจะเป็นภาพยนตร์ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ลวดสลิงสูงที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา นับแต่ภาพยนตร์เรื่อง Hook ซึ่งเราต้องให้คนเพียงไม่กี่คนขึ้นไปบินอยู่บนฟ้าได้" ในฉากหนึ่ง ยูลอว์พยายามหลบหนีตำรวจ ขณะที่พวกเขาออกตามไล่ล่ามาอย่างกระชั้นชิด เขานำตำรวจเข้าไปยังย่านที่การจราจรแน่นหนา และเมื่อพวกนั้นเริ่มเข้ามาใกล้เขามากขึ้น เขากระโดดข้ามช่องว่างระหว่างฮาร์เบอร์ไฮเวย์ที่มีความกว้างถึง 30 ฟุต ไฮมส์และทีมงานของเขาได้ทำการซักซ้อมตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้ได้ฉากแอ็กชั่นที่ดูดี และเพื่อให้แน่ใจว่าภาพที่ได้จะต้องมีความสมจริงอย่างที่สุด พวกเขาใช้เครน และเครื่องพัดลม เพื่อให้ตัวแสดงแทนของลีบินข้ามช่องว่างที่อยู่เหนือไฮเวย์จริงๆ "ฟรีเวย์นั้นมีการรถราวิ่งผ่านอยู่ตลอด" ไฮมส์อธิบาย "เราไม่ได้สั่งห้ามรถให้หยุดเพื่อถ่ายทำฉากนี้ ทุกคนต่างให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี และมันก็ผ่านไปได้ด้วยดีด้วย" งานถ่ายทำหลักเริ่มต้นขึ้นที่โรงถ่ายในพลาย่า วิสต้า, แคลิฟอร์เนีย โลเกชั่นที่ได้รับเลือกให้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ก็รวมถึงโรงงานผลิตไฟฟ้าในรีดอนโด้บีช ที่ซึ่งทีมงานใช้เวลาถ่ายทำฉากตอนกลางคืนอยู่นานเก้าอาทิตย์, สถาบันไซบิล แบรนด์ในมอนเตอรีย์ ปาร์ก, และที่อาคารยูโนคัลเก่าซึ่งถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นสตูดิโอที่ปัจจุบันตั้งชื่อไว้ว่า ลอสแอนเจลิส เซ็นเตอร์สเตทส์ ฉากอื่นๆ อีกหลายฉากถ่ายทำกันในเกลนเดล, เทอร์แรนซ์, วัลเล่ย์วิลเลจ และย่านดาวน์ทาวน์ของลอส แอนเจลิส โปรดักชั่น ดีไซเนอร์ เดวิด แอล สไนเดอร์ยังได้สร้างฉากขนาดใหญ่ที่ยูนิเวอร์แซล ออฟ เฮดส์ ในยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เพื่อใช้เป็นฉากสไตเกียน เพนัล โคโลนีย์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย "ข้อดีของภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์แบบนี้ก็คือ กฎเกณฑ์ธรรมดาทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นในเรื่องของภาพลักษณ์ต่างๆ" ผู้กำกับภาพ โรเบิร์ต แม็คแลชแลน กล่าว "มันทำให้ผู้กำกับภาพมีอิสระในเรื่องของการถ่ายภาพ และการแสดงความเป็นตัวคุณออกมาเป็นภาพ เราต้องการจะไปยังที่ที่ไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน ไม่มีใครจะมาบอกได้ว่า 'นี่ไง แสงมันเหมือนแบบนี้ และคนก็เหมือนแบบนี้ และทุกอย่างเป็นสีแบบนี้หรือสีแบบนั้น' มันทำให้เรามีอิสระมากขึ้นจริงๆ" "ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของโลเกชั่นที่เป็นโลกอนาคตก็คือ ความหลากหลายและความขัดแย้งกันนั้นเป็นสิ่งที่เราสามารถนำเสนอออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้น" เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างจักรภพคู่ขนานแต่ละแห่ง แม็คแลชแลนบ่งบอกด้วยการใช้สี ในขณะที่สไนเดอร์จะเป็นคนปรับดีไซน์ของฉาก "ฉากภายในคุกซึ่งเป็นฉากเปิดเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเราเรียกกันว่าจักรภพเอ หรืออาณานิคมเรือนจำ เราใช้เจลลาเวนเดอร์ ซึ่งทำให้มันมีสีแบบโลกอนาคต จากนั้นเราก็ย้ายไปยังจักรภพที่พวกเราคุ้นเคยมากขึ้น และดูใกล้เคียงกับโลกที่เราอาศัยอยู่ แต่จะมีสีแตกต่างกันเล็กน้อย เมื่อเราอยู่ในมัลติเวิร์ส มันจะเป็นสถานที่ที่ดูราบเรียบ ซึ่งเราได้จัดการดึงสีออกจากฉากดังกล่าวนั้นเมื่อถึงการทำงานโพสต์โปรดักชั่น มันจึงดูเป็นโทนสีขาวดำมากขึ้น ในขณะที่บ้านของกาบี้จะเป็นเพียงสถานที่เดียวที่ดูอบอุ่น น่าสบาย และชวนเชิญ ในจักรภพแฮปปี้ โลกทั้งโลกจะดูเจิดจ้าไปด้วยสีสันและแสงในย่ามบ่ายแก่ๆ" เมื่อพลังของยูลอว์มีเพิ่มมากขึ้น เขาเริ่มกลายเป็นเหมือนซูเปอร์แมน เขามีความรวดเร็วขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ทางทีมงานจึงต้องหาวิธีที่จะแสดงให้เห็นถึงพลังที่เพิ่มมากขึ้นของเขา "เราตัดสินใจใช้เทคนิคที่ยูลอว์จะต้องดูเหมือนเป็นภาพเบลอร์ๆ เมื่อเขาเคลื่อนไหวด้วยความเร็วมาก" หว่องอธิบาย "การจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องเปลี่ยนมุมมองที่เรามองดูตัวเราเอง เมื่อเขาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วนั้น เราจะต้องเคลื่อนที่ให้ช้าลง หรือในอีกนัยหนึ่ง เราพยายามทำให้โลกช้าลงเมื่อเขาเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว" "ผมอยากจะลองหาวิธีที่จะสร้างเอฟเฟ็กต์ด้วยกล้อง ในฉากที่กาบี้กับยูลอว์ดูเหมือนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วจนเหลือเชื่อ แทนที่จะเลือกใช้วิธีเดิมๆ ด้วยการลดความเร็วของกล้องหรือใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิก" แม็คแลชแลนบอก "ผมยังจำการทดสอบที่ผมเคยได้ทำไว้เมื่อนานมาแล้วด้วยการใช้แสงไฟ ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับให้แสงในการถ่ายภาพ เทคนิคนี้เคยถูกนำมาใช้บ้างในภาพยนตร์โฆษณาเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว กระบวนการนี้ทำให้คุณได้ภาพที่เฉียบคม เพราะจังหวะแวบของแสง มันก็เหมือนกับไฟแฟลชในกล้องถ่ายภาพของคุณที่แวบขึ้นด้วยอัตราความเร็วสูงเพื่อจับการเคลื่อนไหวเอาไว้ ผมยังค้นพบอีกด้วยว่า ถ้าคุณผสมแสงแวบดังกล่าวเข้ากับแสงธรรมดา มันสามารถให้ได้ทั้งภาพที่มีความคมชัด กับภาพที่เบลอร์มาก เรายังได้พัฒนาคอนเซปต์นี้ไปอีกก้าว เมื่อเราใช้แสงแวบเหล่านี้พร้อมกันถึง 30 ครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน และเราก็รวมมันเข้าด้วยกันเป็นแถวยาว การทำเช่นนี้ได้สร้างเอฟเฟ็กต์ที่ยูลอว์พยายามหลบหนีตำรวจ และเขาวิ่งได้เร็วมากขณะวิ่งผ่านรถที่วิ่งอยู่บนถนน ผมตื่นเต้นมากที่เราสามารถทำมันได้สำเร็จ เพราะว่าเป็นเอฟเฟ็กต์ที่ยากมาก แต่ก็ให้ภาพที่งดงามเมื่ออยู่บนจอภาพยนตร์" การประสานงานระหว่างการต่อสู้ด้วยศิลปะการป้องกันตัว ฉากสตั๊นต์ และแผนการของทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ กลายเป็นงานช้างเมื่อการถ่ายทำเริ่มต้นขึ้น อีริค เดิร์สต์ วิชวล เอฟเฟ็กต์ ซูเปอร์ไวเซอร์ และซูซาน ซเวอร์แมน เอฟเฟ็กต์โปรดิวเซอร์ รับผิดชอบหน้าที่ประสานฉากต่างๆ เข้าด้วยกัน พวกเขาติดต่อว่าจ้างบริษัทวิชวล เอฟเฟ็กต์อย่างเช่น ดิจิตอล ฟิล์ม เวิร์กส์, อาร์!โอที, ทิปเปตต์ สตูดิโอส์, ไคลเซอร์-วอลค์ซัก และคอมพิวเตอร์ คัฟต์ให้เข้ามาทำงานให้ "โครงเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้จำต้องอาศัยภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องใช้เทคนิควิชวลเอฟเฟ็กต์ที่แตกต่างกันไปด้วย" เดิร์สต์กล่าว "ตัวอย่างเช่น เราต้องแสดงให้เห็นว่าตัวละครหลายตัวเดินทางผ่านจักรภพหลายแห่งได้อย่างไร รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปร่างหน้าตาที่ตัวละครของเจ็ทลีต้องมีด้วย ในจักรภพหนึ่ง เขามีพลังที่เกินขอบเขตของคนจริงๆ การเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเวลา สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ต้องใช้วิชวลเอฟเฟ็กต์ทั้งนั้น ในอีกฉากหนึ่ง ขนาดของฉากกว้างมาก เราต้องใช้เทคนิคในการวาดภาพ จากนั้น ยังมีจักรภพที่เจ็ทจะต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง ซึ่งต้องใช้กรรมวิธีอีกแบบหนึ่ง ฉากเหล่านี้ต้องออกมาดูสมจริง และผสานเข้ากันด้วยดี เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อเรื่องราวทั้งหมดได้" ในฉากต่อสู้ฉากสุดท้าย แผนกวิชวลเอฟเฟ็กต์จำต้องวางภาพใบหน้าของเจ็ท ลีลงไปสตั๊นต์แมนคนหนึ่ง เพื่อทำให้เขาดูเหมือนกาบี้ คู่แฝดของยูลอว์ สตั๊นต์แมนคนหนึ่งต้องใส่หน้ากากของเจ็ทซึ่งมีสีเขียว เพื่อให้เขามีใบหน้าดูใกล้เคียงกับเจ็ท แต่ในไม่ช้า ความท้าทายก็เริ่มเกิดขึ้นกับนักแสดง "หน้ากากมันหนาเกินไป" หยวนเล่า "พวกเขาเจาะรูตรงตา แต่สตั๊นต์แมนก็ยังมองเห็นภาพได้ไม่ชัด พวกเขาไม่สามารถมองภาพความเคลื่อนไหวด้านบนหรือด้านล่างได้ มองได้แต่ภาพที่เห็นตรงหน้า ในฉากต่อสู้ฉากหนึ่ง คุณต้องมองเห็นว่าคู่ต่อสู้จะเตะมาทางหนึ่ง เพื่อที่คุณจะได้สามารถตอบรับได้ เราต้องเจาะรูให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ" หยวนหัวเราะ "เทคนิคการเปลี่ยนหน้าแบบนี้จะขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ภาพ และสแกนมันเข้าสู่โลกของคอมพิวเตอร์สามมิติ" เดิร์สต์อธิบาย "ตัวอย่างเช่น หน้ากากที่เป็นสามมิติจะถูกนำไปใส่ไว้ที่ใบหน้าของนักแสดง เมื่อเขากระโดดไปบนเครื่องเอ็มอาร์ไอที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ จากนั้น คอมพิวเตอร์ก็จะคำนวณตำแหน่งการเคลื่อนไหวของศีรษะ ซึ่งปรากฎขึ้นในฉาก เราสามารถนำข้อมูลสามมิตินี้มา และแทนที่ด้วยภาพใบหน้าของเจ็ทที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ได้" "เพราะมีความแตกต่างกันระหว่างใบหน้าของเจ็ทกับใบหน้าของสตั๊นต์แมน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของคางและแก้ม" เดิร์สต์กล่าวต่อ "เราจึงต้องลบส่วนอื่นๆ ทิ้งไป เราต้องใส่ใจในเรื่องของลักยิ้ม และไฮไลต์ของตา และรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน" "เราได้ทดลองทำวิชวลเอฟเฟ็กต์นี้ก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำกัน" ไฮมส์อธิบาย "เมื่อเราถ่ายทำฉากนั้นจริงๆ ผมจึงรู้ถึงทุกการเคลื่อนไหว และทุกอย่างที่ลงตัวเข้าที่ จากนั้นผมก็ได้เห็นมันอีกทีในสองเดือนต่อมา หลังจากที่ผ่านงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ทั้งหมดแล้ว ผมนั่งดูพร้อมกับคิดว่า 'ผมอยู่ที่นั่นในวันที่เขาถ่ายทำกันหรือเปล่าเนี่ย' มันเหมือนจริงอย่างเหลือเชื่อ ซอฟต์แวร์และโปรแกรมใหม่นี้ทำให้เราสามารถทำสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วได้ ผมคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีความพิเศษมากทีเดียว" "คนดูจะได้เห็นหลายสิ่งที่พวกเขาคาดไม่ถึง" มอร์แกนบอก "หลายเหตุการณ์ของพลอตเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยได้เห็นกันในภาพยนตร์แอ็กชั่น และการเปลี่ยนแปลงเวลาก็อาจจะทำให้คนดูคิดว่าคนคุมเครื่องฉายภาพยนตร์ใส่ฟิล์มผิดด้านก็เป็นได้" "ทุกคนที่พร้อมจะได้พบภาพยนตร์แนวทริลเลอร์ที่สุดตื่นเต้น เดินเรื่องรวดเร็ว และเต็มไปด้วยฉากแอ็กชั่นจะต้องสนุกกับภาพยนตร์เรื่องนี้แน่ๆ" หว่องกล่าว "มันเริ่มต้นราวกับจรวด และเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ เป็นความสนุกสนานโดยไม่จำเป็นต้องดูหดหู่หรือหนักเกินไป เราเองยังสนุกกับงานสร้างภาพยนตร์นี้เลย" 'เกี่ยวกับนักแสดง' เจ็ท ลี (Jet Li) ในบทกาบี้/ยูลอว์ เจ็ท ลี ปรมาจารย์ด้านศิลปะการป้องกันตัว และเป็นดาราชื่อดังชาวเอเชีย สร้างชื่อเสียงในฮอลลีวู้ดด้วยการแสดงภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกในปี 1998 ด้วยผลงานระดับเมก้าฮิตเรื่อง Lethal Weapon 4 หลังจากแสดงภาพยนตร์ในฮ่องกงและจีนมาแล้วว่า 20 เรื่อง ลีตัดสินใจรับบทเป็นเจ้าพ่อจากเอเชียที่ต้องต่อสู้กับเมล กิ๊บสัน, แดนนี่ โกลเวอร์, เรอเน่ รุสโซ่ และคริส ร็อค ในภาพยนตร์ของริชาร์ด ดอนเนอร์ เมื่อปีที่แล้ว ลีได้รับคำชมไปอย่างท่วมท้นจากการแสดงในภาพยนตร์ทำรายได้ของวอร์เนอร์เรื่อง Romeo Must Die โดยในเรื่องราว Romeo and Juliet สมัยใหม่นี้ ลีรับบทเป็นโรมิโอที่เข้าคู่ดีกับจูเลียตของ อาลีย่าห์ เฮาตัน ภาพยนตร์เรื่องนั้นอำนวยการสร้างโดยโจเอล ซิลเวอร์ โดยเป็นการผสมผสานระหว่างกังฟูกับดนตรีแนวฮิพฮ็อพ และได้สร้างภาพยนตร์แนวแอ็กชั่นรูปแบบใหม่ขึ้นมา เมื่อไม่นานมานี้ ลียังแสดงนำในภาพยนตร์ของทเวนตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์เรื่อง Kiss of the Dragon ซึ่งเขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างด้วย เขารับบทเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางไปปารีสเพื่อปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และเข้าไปเกี่ยวข้องกับแผนการที่เต็มไปด้วยอันตราย ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนำแสดงโดยบริดเจต ฟอนด้า และเชกี้ การ์โย่ ส่วนผลงานใหม่ล่าสุดของลี ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง First Emperor ของวอร์เนอร์ ซึ่งลีจะรับบทนำ และอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กับโจเอล ซิลเวอร์ First Emperor กำเนิดมาจากความคิดของลีเอง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องราวตื่นเต้นเขย่าขวัญ ฉากแอ็กชั่น และเรื่องในแนวทริลเลอร์ ในแบบเดียวกับภาพยนตร์อย่างเรื่อง Indiana Jones และ The Mummy นอกจากนี้ ลียังร่วมทีมกับบริษัทไอคอน โปรดักชั่นส์ของเมล กิ๊บสัน เพื่อสร้างภาพยนตร์ซีรีส์ให้กับทีบีเอสเรื่อง Invincible ซึ่งนอกจากที่จะได้เห็นศิลปะการป้องกันตัวแบบวูซูแล้ว คนดูชาวอเมริกันยังจะได้ดูฉากแอ็กชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจในสไตล์ฮ่องกงที่มีความโดดเด่นอีกด้วย ลีซึ่งเกิดในปักกิ่งเริ่มต้นเรียนศิลปะการป้องกันตัวแบบวูซู และเข้าเรียนที่โรงเรียนกีฬาสมัครเล่นปักกิ่งตอนอายุ 8 ขวบ หลังจากฝึกฝนอยู่นานสามปี ลีสามารถคว้าแชมป์ครั้งแรกให้กับทีมวูซูของปักกิ่ง ในระหว่างตระเวณออกแสดงทั่วโลกในปี 1974 ลีได้แสดงการต่อสู้ตัวต่อตัวต่อหน้าประธานาธิบดีนิกสันที่สนามหญ้าของทำเนียบขาว สี่ปีต่อมา ลียังคงครองตำแหน่งแชมป์วูซูของจีน หลังจากเลิกเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ไม่นานตอนอายุ 17 ปี ลีได้รับข้อเสนอให้แสดงนำในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเริ่มอาชีพนักแสดงของเขาในภาพยนตร์ของผู้กำกับจางซินเยนเรื่อง Shaolin Temple เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย ลีก็กลายเป็นดาราดังทันที ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น และมีภาคต่อออกมาอีกสองภาค และเป็นจุดเริ่มต้นที่นำลีไปสู่ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอีก 25 เรื่องก่อนที่เขาจะเดินทางมายังอเมริกา ปัจจุบัน ลีอยู่ระหว่างการแสดงภาพยนตร์เรื่อง Hero ที่ประเทศจีน และยังจะแสดงนำในภาพยนตร์ของมิราแม็กซ์เรื่อง Monk in N.Y. ที่จะเริ่มถ่ายทำกันในปีหน้า ปัจจุบัน ลีอาศัยอยู่ในลอส แอนเจลิส กับภรรยาและลูกสาวของเขาเดลรอย ลินโด (Delroy Lindo) ในบทโรเด็คเกอร์ เดลรอย ลินโดยังมีผลงานการแสดงอีกเรื่องหนึ่งในขณะนี้ นั่นก็คือภาพยนตร์ของเดวิด มาเม็ตเรื่อง Heist ที่เขาร่วมแสดงกับยีน แฮ็กแมน และแดนนี่ เดอ วีโต้ และในภาพยนตร์ของร็อด ลูรี่ เรื่อง The Last Castle ที่เขาร่วมแสดงกับโรเบิร์ต เร็ดฟอร์ด และเจมส์ แกนดอลฟินี่ เขายังร่วมแสดงกับนิโคลาส เคจ ในภาพยนตร์ของผู้อำนวยการสร้างเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ เรื่อง Gone in 60 Seconds ที่เขารับบทเป็นนักสืบแคสเซิลเบค ในปี 1999 ลินโดได้รับคำชมอย่างท่วมท้นจากการไปรับบทเป็นมิสเตอร์โรสในภาพยนตร์ของจอห์น เออร์วิ่งเรื่อง The Cider House Rules ซึ่งกำกับโดยแลสส์ ฮอลสตรอม โดยร่วมแสดงกับไมเคิล เคน, โทบี้ แม็คไกวร์ และเอรีก้าห์ บาดุ ในภาพยนตร์ดราม่าของสไปก์ ลี เรื่อง Clockers ซึ่งเขียนบทโดยริชาร์ด ไพรส์ ลินโดรับบทเป็นร็อดนีย์ ซึ่งได้รับคำชม ลินโดยังเคยร่วมงานกับลีมาแล้วในภาพยนตร์อีกสองเรื่อง คือ Malcolm X ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล NAACP Image Award และภาพยนตร์เรื่อง Crooklyn ลินโดยังไปรับบทเป็นคลาเรนซ์ โธมัส ในภาพยนตร์เรื่อง Strange Justice ซึ่งเป็นภาพยนตร์คว้ารางวัลพีบอดี้ของโชว์ไทม์ และกำกับโดยเออร์เนสต์ ดิคเกนสัน, ในภาพยนตร์ของทีเอ็นทีเรื่อง Glory & Honor ลินโดรับบทแสดงเป็นแมทธิว แฮนสัน, และยังไปรับบทเป็นพิตเชอร์ผู้ยอดเยี่ยม แซ็ตเชล เพจในภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง Soul of the Game ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล NAACP Image Award ลินโดยังเป็นผู้อำนวยการสร้าง เป็นพิธีกร และกำกับรายการสัมภาษณ์แบบล้วงลึก Delroy Lindo on Spike Lee ให้กับบราโว และ The Independent Film Channel และ Delroy Lindo in Conversation with Charles Brunett ให้กับโชว์ไทม์ ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขา ได้แก่ Romeo Must Die, A Life Less Ordinary, Ransom (ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอิมเมจ), Get Shorty และ Feeling Minnesota ผลงานในระยะแรกๆ ของเขา ได้แก่ Mr. Jones, Behanzin, Bound by Honor, Blood In, Blood Out, The Hard Way, Bright Angel, Mountains of the Moon, The Blood of Heroes และภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง First Time Felon(ยังมีต่อ) -อน-

ข่าว คนหนึ่ง ล่าสุด