(ต่อ6) บทประชาสัมพันธ์ Leave No Man Behind แบล็ค ฮอร์ค ดาวน์ ยุทธการฝ่ารหัสทมิฬ ฉายวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 - newswit
กรุงเทพฯ--29 ม.ค.--โคลัมเบีย ไทรสตาร์ "แต่เมื่อคุณต้องส่งกองกำลังเข้าร่วมรบในสงครามติดอาวุธ มันก็มักจะต้องมีความเสี่ยงที่คนเราอาจจะต้องถูกสังหาร และเมื่อมันเป็นเช่นนั้น นั่นไม่ได้หมายความว่ามันเป็นภารกิจที่ล้มเหลว ทหารที่ดีหลายนายเดินทางเข้าไป และได้กระทำสิ่งที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีกองกำลังทหารกองไหนในโลกใบนี้จะสามารถกระทำได้ สงครามที่โมกาดีชูถูกลดความสำคัญลงไปกลายเป็นเพียงถังขยะในความคิดของคนส่วนมาก และเหตุผลที่ผมมาที่นี่ ก็เพื่อช่วยให้เรื่องราวนี้ได้รับการบอกเล่าออกมาอย่างเหมาะสมและสมจริงที่สุด" นักแสดงทุกคนต่างซาบซึ้งที่ได้แฮร์รี่ ฮัมฟรีส์และทีมของเขามาอยู่ที่กองถ่ายทุกวัน "คนเหล่านี้เป็นคนที่ยอดเยี่ยมเหนือคน" ทอม ไซซ์มอร์กล่าวอย่างกระตือรือร้น "ถ้าคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงมาก พวกเขาจะอธิบายทุกเรื่องให้เราฟังอย่างละเอียด พวกเขาอยากให้เราเล่าเรื่องออกไปอย่างถูกต้อง เพราะทหารเหล่านั้นต้องต่อสู้ และไม่เคยได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสมเลย" บุคคลอีกคนหนึ่งที่ทุ่มเทให้กับการเล่าเรื่องราว Black Hawk Down ก็คือ หนึ่งในทีมสตั๊นต์ จอห์น คอลเลตต์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำทีมแรนเจอร์ที่ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในทีมชอล์กที่โรยตัวสู่อาคารเป้าหมาย และยังร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกพ้องเพื่อนทหารตลอดเวลา 16 ชั่วโมง ตลอดการถ่ายทำ คอลเลตต์จะนำประสบการณ์ของเขามาใช้ในการทำงานแต่ละวันในกองถ่าย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย "มีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโมกาดีชู" คอลเลตต์เล่า "ผมสมัครเป็นทหารก็เพื่อรับใช้ประเทศชาติ ผมไม่ได้ต้องการคำสรรเสริญเยินยอ แต่การทำให้ผู้คนได้รู้ว่า คนเหล่านี้คือมนุษย์ปุถุชนที่ทำงานอยู่หลังเครื่องจักรกลเพื่อสร้างอิสรภาพให้กับประเทศของเราเป็นเรื่องสำคัญมาก เราอยากจะช่วยเหลือคนทั้งโลก บางครั้ง เมื่อหลายสิ่งหลายอย่างผิดพลาดไป แต่อย่างน้อย เราก็ได้พยายามทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว" "ผมเชื่อว่าเราเดินทางไปโมกาดีชูด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง" คอลเลตต์ยืนยัน "ผมเชื่อว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่มันผิดพลาดไปในวันนั้น ผมได้พบกับชาวโซมาเลียสองคนที่ทำงานเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นคนที่เคยอยู่ในโมกาดีชูจริงๆ ในวันที่ 3 ตุลาคม ปี 1993 เราได้นั่งลงคุยกัน ได้ดื่มเบียร์ด้วยกัน และพวกเขาก็หยิบรูปถ่ายเครื่องแบล๊กฮอว์กลำหนึ่งที่ถูกยิงตก ตอนนี้ นั่นกลายเป็นประสบการณ์ไปแล้ว แปดปีต่อมา ผมได้มานั่งจิบเบียร์อยู่ที่บาร์ของราแบ็ตฮิลตันกับคนที่เคยยืนอยู่ที่พื้นดินเดียวกัน ไม่ว่าตอนนั้นพวกเขาจะเป็นคนที่ยิงปืนใส่ผมหรือเปล่า ผมไม่มีวันรู้ได้ พวกเขาจะบอกผมไหม ไม่หรอก พวกเขาอาจเป็นคนที่เคยยิงใส่ผมไหม ก็อาจเป็นได้ แต่พวกเขาเป็นคนดี และเชื่อในสิ่งที่พวกเขาทำว่าเป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน" ฉากปฏิบัติการ...ประวัติศาสตร์ย้อนรอย ภารกิจสุดหินที่เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์, ริดลีย์ สก็อตต์,ไมก์ สเตนสัน, แช๊ด โอมาน, แบรงโก้ ลัสติก และทีมงานของ Black Hawk Down ต้องเผชิญ คงไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการเจรจาครั้งสำคัญระหว่างทีมงาน, รัฐบาลโมร็อคโค และกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ที่ได้อนุญาตให้แรนเจอร์อเมริกันจำนวน 100 นาย, เครื่องแบล๊กฮอว์กสี่ลำ, เครื่องลิตเติลเบิร์ดสี่ลำ และนักบินจากหน่วย 160th SOAR รวมไปถึงบุคลากรทางทหารอีกจำนวนหนึ่งเดินทางไปพร้อมกับกองถ่าย โดยต้องบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อช่วยเหลือให้ทีมงานสามารถสร้างภาพเหตุการณ์สำคัญของภารกิจครั้งนั้นได้ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แม้กระทั่งก่อนเหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ความคิดที่จะนำกองกำลังทหารติดอาวุธ และพาหนะของสหรัฐฯ เข้าไปยังอาณาจักรอัฟริกาเหนือที่มีประชาชนชาวมุสลิมอาศัยอยู่ เป็นสิ่งที่ยากจะเป็นไปได้ "อย่างไรก็ดี รัฐบาลค่อนข้างจะกระตือรือร้นกับภาพยนตร์ของเรา" เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์บอก "แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังต้องเจรจากับพวกข้าราชการระดับสูง และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นมากมาย มีอีกหลายเรื่องที่เราต้องหาทางออกระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลโมร็อคโค ซึ่งมันกินเวลานานกว่าที่เราคาดเอาไว้มาก" "มีหลายเรื่องที่ต้องคิดกัน อย่างเช่นเรื่องความปลอดภัย" บรัคไฮเมอร์กล่าวต่อ "ใครจะเป็นคนคุ้มครองเฮลิคอปเตอร์และผู้คน พวกเขาจะไปพักกันที่ไหน และเราจะต้องให้พวกเขาเข้าฉากถ่ายทำทั้งหมดกี่วัน รายละเอียดทั้งหมดนี้ต้องหาคำตอบกันล่วงหน้า แม้ว่าเราจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาล แต่นี่เป็นการทำงานที่มีความยิ่งใหญ่กว่าที่เราเคยพยายามมาก่อน แม้กระทั่งกับภาพยนตร์อย่าง Top Gun และ Pearl Harbor เรากำลังพูดถึงการใช้งานกองทัพจริงๆ อยู่นะ" ริดลีย์ สก็อตต์ยอมรับว่า "มันต้องมีการเจรจามากมาย รวมไปถึงเกิดอาการวิตกกังวลกันบ่อยๆ ด้วย" หลังจากการถ่ายทำเริ่มต้นได้หลายวัน ยังคงมีข่าวลือเรื่องการขนส่งคนและเครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งมาถึงในวินาทีสุดท้าย แบรงโก้ ลัสติกเล่าว่า "คุณจะสร้างภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down โดยไม่มีเครื่องแบล๊กฮอว์กได้ยังไง แล้วคุณก็คงไม่สามารถซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบนั้นมาใช้สำหรับถ่ายหนังได้ มันเป็นสมบัติของกองทัพสหรัฐฯ เรามีแผนสุดท้ายที่เราจะต้องนำมาใช้ถ้าเราไม่สามารถหาเครื่องแบล๊กฮอว์กได้จริงๆ เราจะใช้ฮิวอี้เฮลิคอปเตอร์ จากนั้นก็จะนำมันไปปรับแต่งทีหลังในคอมพิวเตอร์เพื่อให้ดูเหมือนแบล๊กฮอว์ก แต่นั่นหมายถึงกรณีที่ทำอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ นะ" "ในที่สุด เราก็ตัดสินใจว่าทางเดียวที่เราจะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมที่สุด ก็คือ การทำงานโดยใช้เครื่องแบล๊กฮอว์กจริงๆ นักบินจริงๆ และทีมแรนเจอร์จริงๆ" ไมก์ สเตนสันกล่าว "เราเดินทางไปยังสถานทูตสหรัฐฯ และเริ่มเจรจาสามทางระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กระทรวงการต่างประเทศของโมร็อคโค และกระทรวงกลาโหม สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนพวกเรา เราพยายามผลักดันเรื่องเฮลิคอปเตอร์ จนกระทั่งในที่สุด เราก็ได้ข้อตกลงที่เราสามารถถ่ายทำได้นานห้าอาทิตย์ ซึ่งตอนนั้นเหลือเวลาเพียง 48 ชั่วโมงก่อนที่เราจะต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องฮิวอี้แทน" ฉากสำคัญฉากหนึ่งที่ถูกสอดแทรกเพิ่มเติมเข้ามา ขณะที่การปฏิบัติภารกิจเริ่มต้นขึ้นที่อาคารเป้าหมายในย่านดาวน์ทาวน์ของโมกาดีชู ถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในที่สุด เอกสารที่มีลายเซ็นอนุมัติของเจ้าหน้าที่ชั้นสูงทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และโมร็อคโค (รวมไปถึงคำอนุมัติจากกษัตริย์โมฮัมเมดที่ 6) ก็มาถึง พร้อมกับเครื่องบินขนส่งซี-5 สองลำที่แล่นลงจอด ณ สนามบินแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับราแบ็ต เพื่อทำหน้าที่ส่งทหารกว่า 100 นายจากหน่วย 3rd Batallion, Bravo Company of the 75th Ranger Regiment ซึ่งเป็นทีมเดียวกับที่เคยต่อสู้ในโมกาดีชูจริงๆ พร้อมด้วยเครื่องแบล๊กฮอว์กสี่เครื่อง กับลิตเติลเบิร์ดสี่เครื่อง ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ พร้อมด้วยนักบินจากหน่วย 160th SOAR เครื่องแบล๊กฮอว์กแต่ละเครื่องจะมีชื่อเขียนติดเอาไว้ตรงใบพัดเครื่องยนต์ อาทิเช่น ไนต์สทอลเกอร์, แบล๊กสกอร์เปี้ยน, และโดยบังเอิญก็คือชื่อ อาร์มาเก็ดดอน และแกลเดียเตอร์ ซึ่งสองชื่อหลังเป็นชื่อผลงานภาพยนตร์ของเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ และริดลีย์ สก็อตต์ โดยทางการแล้ว มันก็คือการฝึกแปรขบวน และคงไม่มีอะไรที่จะสมจริงไปกว่านั้น เพราะหน่วยแรนเจอร์และเฮลิคอปเตอร์ล้วนแต่ผ่านการฝึกมาเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่แล้ว ทีมแรนเจอร์และเฮลิคอปเตอร์สามารถกระโดดลงทำงาน และซักซ้อมฉากที่เพิ่มเติมเข้ามากลางย่านตึกอพาร์ตเม้นต์ที่ไม่ไกลจากซิดิ มูสซ่าได้ทันที นักบินจาก SOAR เริ่มต้นประสานการทำงานกับ มาร์ก วอลฟฟ์ ซึ่งดูแลประสานงานอากาศ เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยดี "ผู้กำกับบอกผมว่าเขาต้องการให้งานกล้องออกมาเป็นยังไง แล้วผมก็จะกลับมาหาเขาพร้อมกับแผนการด้านการทหาร" พันตรีไบรอัน บีน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจากฝูงบิน 160th SOAR อธิบายถึงงานที่เขาต้องทำที่โมร็อคโค "เราจะประสานงานอย่างเป็นหนึ่งเดียวกับทีมดูแลงานทางอากาศของภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาจะให้ความสนใจต่อข้อแนะนำของเรา เราจะบินด้วยกัน สื่อสารทางคลื่นวิทยุความถี่เดียวกัน...เราทุกคนยืนอยู่บนฝั่งเดียวกัน ส่วนงานด้านศิลปะนั้น สมาชิกคนหนึ่งในทีมของเราจะไปทำงานกับริดลีย์ สก็อตต์ เพื่อให้แน่ใจว่าเราทุกคนมีความเข้าใจในภาพที่เขาคิดเอาไว้ และสามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐานและความปลอดภัยของพวกเราด้วย" "ความโดดเด่นที่ทางกองทัพให้การสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ" พันโทเคิร์ก พอตต์ส ผู้บัญชาการหน่วยทาสก์ฟอร์ซ อธิบาย "คุณจะได้หน่วยงานทหารจริงๆ ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานเมื่อแปดปีก่อนมาช่วยงาน ความจริง เรามีทหารสามหรือสี่คนที่เคยผ่านเหตุการณ์จริงมาทำหน้าที่บังคับเฮลิคอปเตอร์ขณะที่เราถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้กันด้วย" ณ บริเวณอะเวนิว นาสเซอร์ ในซิดิ มูสซ่า อาร์เธอร์ แม็กซ์ ที่กำลังเตรียมงานถ่ายทำฉากเพิ่มเติม เริ่มต้นทลายกำแพงฉากบ้านพัก และร้านค้าใกล้ๆ กับอาคารเป้าหมาย โดยมีเฮลิคอปเตอร์แปดลำบินร่อนไปมาเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่า บริเวณดาดฟ้า หน้าต่าง และบานประตูถูกติดตั้งเอาไว้อย่างเหมาะสมแล้ว ชาวเมืองบริเวณใกล้เคียงได้รับคำเตือนให้ออกไปพักที่อื่นชั่วคราวด้วยเหตุผลในด้านความปลอดภัย ในขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเลือกที่จะยังคงพักอยู่ในอพาร์ตเม้นต์ที่เดิม และคอยเฝ้าดูการทำงานทุกอย่างอยู่อย่างเงียบๆ ในวันที่ 16 เมษายน กล้องที่ติดตั้งไว้บนพื้นดินและในอากาศเริ่มเดิน จากเฮลิคอปเตอร์เอ-สตาร์ จอห์น มาร์ซาโน ผู้กำกับภาพทางอากาศเตรียมระบบกล้องเวสแคม ที่สามารถเคลื่อนที่ได้เกือบ 360 องศาพร้อมแล้ว เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์จากระยะไกลเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเครื่องแบล๊กฮอว์กทั้งสี่ลำ และเครื่องลิตเติลเบิร์ดสี่ลำบินมาถึงจุดเป้าหมาย ใกล้ๆบริเวณอาคารเป้าหมาย เชือกถูกหย่อนลงมาจากเครื่องแบล๊กฮอว์ก ลมและฝุ่นละอองถูกแรงลมจากใบพัดเฮลิคอปเตอร์พัดฟุ้งกระจาย หน่วยแรนเจอร์สหรัฐฯ เริ่มไต่เชือกจากความฝูง 60 ฟุตลงสู่พื้นดิน ในขณะที่เครื่องลิตเติลเบิร์ดนำตัวสตั๊นต์แมนที่รับบทเป็นหน่วยเดลต้าไปส่งยังดาดฟ้าตึก ขณะเดียวกัน ด้วยการกะจังหวะเวลาอย่างละเอียดถูกต้อง ขบวนรถ 12 คันเดินทางมาจากถนนใกล้ๆ มาถึงตึกเป้าหมาย พร้อมกับตัวประกอบอีกหลายร้อยคนที่รับบทเป็นชาวโซมาเลียก็พากันวิ่งมาจากทุกหนทุกแห่ง...พร้อมอาวุธในมือ จากนั้น เพื่อให้ได้มุมกล้องที่ต่างกันไป ฉากที่มีความซับซ้อน และต้องผ่านการออกแบบมาอย่างดีฉากนี้จะต้องถูกถ่ายทำซ้ำไม่น้อยกว่า 8 ครั้งในตลอดสองวันถัดมา และประวัติศาสตร์ได้ย้อนรอยกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อให้ได้ภาพที่สมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ "คุณมีเครื่องแบล๊กฮอว์กขนาดความยาว 65 ฟุตจำนวนสี่เครื่องที่อัดแน่นไปด้วยทีมแรนเจอร์ของอเมริกา และพวกเขาก็จะต้องบังคับให้มันบินนิ่งอยู่ในจุดเดิมที่พวกเขาจะต้องปล่อยให้ทหารไต่เชือกลงไปท่ามกลางฝุ่นที่คละคลุ้ง และลงสู่ตำแหน่งของพวกเขา" เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์อธิบายถึงงานถ่ายทำที่ซับซ้อน "มันเป็นภาพที่ดูน่าหวาดกลัวมาก นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยได้มากนัก มันต้องเป็นของจริง และผมก็ไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย พวกเขาสร้างงานได้น่าทึ่งมาก" "ผมอยากมีไม้ใหญ่ๆ เอาไว้หวดสักอัน" พันตรีพอตต์สกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะหลังจากการถ่ายทำฉากนั้นเสร็จสิ้นลง "ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ สิ่งที่ผมห่วงที่สุด ก็คือ เราได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างภายในเวลาสองวัน แต่ทีมงานภาคอากาศทำงานได้ดีมาก และทีมแรนเจอร์เองก็ลงสู่เป้าหมายเบื้องล่างได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หลายสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ก็คือ เมื่อผู้ช่วยผู้กำกับตะโกนบอกว่า 'โอเค กรุณายืนอยู่นิ่งๆ นานหกนาทีขณะที่เรานำตัวนักแสดงเขาสู่จุดตรงปลายเชือก' แต่คนของเราก็สามารถประคองตัวให้อยู่นิ่งๆ อย่างนั้นได้" "เราอาจมีทีมนักบินที่เก่งที่สุดจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ" ริดลีย์ สก็อตต์กล่าวต่อ "คนพวกนี้เดินเข้ามา และทำหน้าที่ราวกับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้คือการฝึกฝนจริงๆ พวกเขาชอบมัน และการทำอะไรซ้ำๆ ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่เราก็ต้องยึดถือกฎระเบียบของพวกเขาด้วย พวกเขาต้องค้างอยู่กลางอากาศ และไต่ลงมาตามเชือกครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วพวกเขาก็ได้รับอนุญาตให้บินในแต่ละวันเป็นจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอน ซึ่งถ้าเราเรียกร้องให้พวกเขาบินมากกว่าที่กำหนดเอาไว้สักเจ็ดนาที คำตอบก็จะมีมาอย่างสั้นๆ ว่า 'ไม่' เราอาจจะเถียงพวกเขาว่านี่ยังไม่มืดเลย ยังเหลือแสงสว่างอยู่อีกตั้งหลายชั่วโมง แต่พวกเขาก็จะเดินทางกลับแล้ว เราต้องทำงานแข่งกับเวลา แสงในซิดิ มูสซ่าจะหมดลงที่เวลาห้าโมงเย็น เพราะพระอาทิตย์จะหลบอยู่หลังตึกแล้ว" (ยังมีต่อ) -สส-