(ต่อ2) บทประชาสัมพันธ์ Leave No Man Behind แบล็ค ฮอร์ค ดาวน์ ยุทธการฝ่ารหัสทมิฬ ฉายวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 - newswit
กรุงเทพฯ--29 ม.ค.--โคลัมเบีย ไทรสตาร์ "ผมเพียงแค่มองหานักแสดงเก่งๆ" สก็อตต์ให้เหตุผล "ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากที่ไหนก็ตาม มันเป็นกลเม็ดในการคัดเลือกนักแสดงเป็นทีม เพราะมีตัวละครที่ต้องมีบทพูดอยู่ถึง 40 ตัว และทุกตัวก็ล้วนแต่สำคัญหมด มันมักจะเป็นเรื่องที่อ่อนไหวเสมอเมื่อคุณคุยกับนักแสดงที่คุ้นเคยดีกับบทที่อาจจะสำคัญกว่านี้ แล้วพวกเขาก็พูดว่า 'มีฉากให้ผมเล่นแค่สี่ฉากเองเหรอ' ผมตอบว่า 'ใช่ แต่เป็นสี่ฉากที่ดีมากจริงๆ นะ' ดังนั้น มันจึงเป็นกระบวนการคัดเลือกนักแสดงที่ยากมาก ต้องเกลี้ยกล่อมพวกเขาให้เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะดีขนาดไหน และความพยายามนั้นก็คุ้มค่าจริงๆ" ในความเป็นจริง นักแสดงส่วนมากที่ร่วมแสดงอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down นี้ ต่างเต็มใจที่จะละทิ้งความหยิ่งผยองของตัวเอง เพื่อรับโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับริดลีย์ สก็อตต์ และเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ ในโปรเจกต์ที่มีความหมายระดับนี้ทั้งนั้น แน่นอน กุญแจสำคัญนั้นอยู่ที่การเลือกนักแสดงที่จะมาสวมบทบาทสำคัญอย่างเอฟเวอร์สแมนน์ และ 'ฮู้ต' ทั้งบรัคไฮเมอร์และสก็อตต์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า คนที่พวกเขาอยากจะให้มารับบทนำ ก็คือ จอช ฮาร์ตเน็ตต์ หนึ่งในนักแสดงหนุ่มรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงของอเมริกา ซึ่งเคยร่วมงานกับบรัคไฮเมอร์มาแล้ว เมื่อเขารับบทนำร่วมกับเบน อัฟเฟล็ค และเคต เบคกินเซล ในภาพยนตร์เรื่อง Pearl Harbor บรัคไฮเมอร์กล่าวว่า "ผมคิดว่าจอชมีความโดดเด่นมาก และกล้องเองก็ดูจะรักเขามากด้วย เขามีเสน่ห์แบบที่จะเป็นขวัญใจของคนดูได้ เขายังเป็นนักแสดงหนุ่มที่มีความทุ่มเทและมีความลึกซึ้ง เป็นคนที่จะทุ่มเทตัวเองให้กับงานแบบหมดทั้งใจ นอกจากจะเป็นหนุ่มรูปหล่อแล้ว จอชยังมีความอ่อนไหว มีความเป็นมนุษย์ปุถุชน ซึ่งเหมาะมากทีเดียวกับบทแม็ตต์ เอฟเวอร์สแมนน์" ฮาร์ตเน็ตต์ ซึ่งเคยผ่านงานแสดงภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามอย่าง Pearl Harbor มาแล้ว มองเห็นถึงองค์ประกอบหลายอย่างในเรื่อง Black Hawk Down ที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์แนวเอพิคเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง Pearl Harbor "สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความแตกต่างออกมา ก็คือ มันบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งสำคัญที่พวกเราส่วนมากไม่เคยรู้มาก่อน" ฮาร์ตเน็ตต์ให้ความเห็นเอาไว้ "มันเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่เมื่อคนได้ดูแล้ว เป็นต้องร้องว่า 'ให้ตายซิ ไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงๆ' ซึ่งเราก็หวังว่ามันจะทำให้ผู้คนหันมาสนใจในเรื่องอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลกด้วย" อีริค บาน่า หนุ่มจากออสเตรเลีย กลายเป็นคนที่บรัคไฮเมอร์และสก็อตต์ให้ความสนใจ หลังจากที่เขาสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในออสเตรเลีย โดยในตอนแรกเขาทำงานเป็นตลกหน้าม่าน ก่อนจะก้าวมาเป็นดาราที่มีภาพยนตร์ซีรีส์ของตัวเอง และยังมอบบทบาทการแสดงนำที่โดดเด่นในบท มาร์ก "ชอปเปอร์" รีด ในภาพยนตร์เรื่อง Chopper ด้วย บาน่าซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักในอเมริกา สร้างความประทับใจให้เกิดกับบรัคไฮเมอร์และสก็อตต์ ระหว่างที่พวกเขาได้พบปะพูดคุยกันครั้งแรก บาน่ามีความกระตือรือร้นต่อโปรเจกต์นี้มาก โดยเฉพาะกับบทสิบเอก 'ฮู้ต' กิ๊บสัน ประจำหน่วยเดลต้า "ผมเติบโตมาพร้อมกับการดูหนังสงคราม" บาน่าเล่า "แต่ Black Hawk Down แตกต่างจากหนังสงครามเรื่องอื่นๆ ในความรู้สึกที่ว่า มันเป็นเรื่องของสงครามยุคใหม่ ซึ่งไม่เคยมีภาพยนตร์เรื่องไหนสัมผัสถึงมาก่อน ผมโกรธตัวเองมากนะที่ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับสงครามที่โมกาดีชูเลย แต่แล้วผมก็ถึงรู้ว่าคนส่วนมากก็ไม่รู้เหมือนกัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดีทีเดียวที่จะแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะนอกจากเหตุการณ์นี้จะดูน่าเศร้าแล้ว ความหาญกล้าของทหารเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเช่นกัน" "ผมรู้ในทันทีที่ผมอ่านหนังสือและบทภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีทางล้มเหลวแน่" บาน่ากล่าวต่อ "ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่หาได้ยากจริงๆ และเมื่อผมรู้ว่า ริดลีย์ สก็อตต์คือผู้กำกับ และเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์เป็นผู้อำนวยการสร้าง มันก็กลายมาเป็นโปรเจกต์ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาเลย พอถึงตอนนั้น ขั้นตอนการตัดสินใจก็เป็นไปอย่างง่ายดายมาก ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน" นักแสดงคนเก่งอีกคนหนึ่งที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมา ก็คือ ยวน แม็คเกรเกอร์ หนุ่มสก็อตต์ที่เคยฝากผลงานการแสดงที่น่าดูมาแล้วในภาพยนตร์อย่าง Trainspotting จนถึงการไปรับบทเป็น โอบีวัน เคโนบี ในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars Episode I: The Phantom Menace และในภาพยนตร์เพลงที่เขาต้องตามจีบ นิโคล คิดแมน เรื่อง Moulin Rouge ที่ทำให้แม็คเกรเกอร์กลายเป็นดาราที่ทุกคนต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่งไปแล้ว เช่นเดียวกับฮาร์ตเน็ตต์และบาน่า สิ่งที่ทำให้แม็คเกรเกอร์อยากจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ Black Hawk Down ก็คือ เหตุผลเดียวกัน อันได้แก่ ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้าง แต่ตอนที่แม็คเกรเกอร์ได้ข่าวเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้นั้น เขาอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลเอาการทีเดียว "ตอนนั้นผมกำลังจะเดินทางไปยังป่าฝนของฮอนดูรัส" แม็คเกรเกอร์เล่า "เมื่อผมได้รับซองกระดาษส่งมาจากไปรษณีย์ ข้างในมีหนังสือเรื่อง Black Hawk Down ไม่มีจดหมายอะไรเลย มีแต่หนังสือเล่มนั้นอย่างเดียว ผมเลยเอามันติดตัวไปด้วย แล้วผมก็อ่านหนังสือเล่มนั้นระหว่างที่นั่งเครื่องบิน ผมว่ามันเป็นเรื่องจริงที่ทั้งประทับใจและเหลือเชื่อที่สุด ทันทีที่ผมไปถึงฮอนดูรัส ผมโทรศัพท์หาเอเยนต์ของผม และบอกเขาว่า 'ฟังนะ ผมว่าคุณคงต้องพยายามที่จะทำให้ผมไม่พลาดงานแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะนี่คือเรื่องที่ผมอยากจะเล่นมาก" "ผมอยู่ในป่า" แม็คเกรเกอร์เล่าต่อ "และเราสามารถใช้โทรศัพท์ที่ต้องส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมได้แค่ยี่สิบนาทีในทุกๆ เช้า เพราะเราไม่สามารถชาร์ตมันได้ หลังจากเดินไปเดินมาอยู่ในป่าได้สองอาทิตย์ ซึ่งเป็นงานที่หนักเอาการทีเดียว ตัวแทนของผมก็บอกผมว่า ถ้าผมอยากแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมก็ควรจะเตรียมตัวเดินทางไปเข้าแค้มป์ฝึกทหารทันทีที่ผมกลับมา ผมบอกเขาว่า 'ตอนนี้ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเข้าแค้มป์ทหารอยู่กลางป่าอยู่แล้ว' แต่ผมโทรศัพท์หาริดลีย์ทันทีที่ผมกลับถึงบ้าน ผมบอกเขาว่าผมอยากจะแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้มาก" นักแสดงที่เข้ามารับบทสำคัญอีกสองบทของภาพยนตร์เรื่องนี้รู้จักดีอยู่แล้วกับเจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ เพราะทั้งคู่ต่างเคยแสดงในภาพยนตร์ของบรัคไฮเมอร์มาแล้ว ซึ่งก็รวมถึงเรื่อง Pearl Harbor, Enemy of the State และ The Rock เขาสองคนก็คือ ทอม ไซซ์มอร์ และวิลเลี่ยม ฟิชต์เนอร์ ผู้มารับบทเป็นพันโทแดนนี่ แม็คไนต์ และสิบเอกประจำเดลต้าฟอร์ซ เจฟฟ์ แซนเดอร์สัน ไซซ์มอร์นั้นมีความคุ้นเคยดีกับภาพยนตร์แนวสงครามอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เพียงแต่จะเคยรบกับญี่ปุ่นในภาพยนตร์เรื่อง Pearl Harbor เท่านั้น แต่ยังเคยรบกับพวกนาซีเคียงบ่าเคียงไหล่กับทอม แฮงก์สมาแล้วในผลงานของสตีเว่น สปีลเบิร์กเรื่อง Saving Private Ryan อย่างไรก็ดี ไซซ์มอร์มีความกระตือรือร้นที่จะกระโดดกลับมาใส่รองเท้าบู้ตส์ทหารอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down นี้ "ผมอยากจะร่วมงานกับริดลีย์ สก็อตต์ เพราะผมคิดว่าเขาเป็นผู้กำกับที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในโลก" ไซซ์มอร์กล่าวชม "และแดนนี่ แม็คไนต์ก็เป็นอีโร่แบบอเมริกัน เป็นนักต่อสู้ที่ไม่เคยหวาดกลัว เขาเป็นผู้นำที่แท้จริง แล้วเขาก็อายุ 37 ปีเท่ากับผม ตอนที่เขาต่อสู้ในสงครามครั้งนั้น" สำหรับคนที่จะมารับบทเป็นพลตรีวิลเลี่ยม เอฟ แกร์ริสัน ผู้ชายที่สังคมยังวิพากษ์วิจารณ์ถึงการบัญชาการของเขาในภารกิจครั้งนั้น บรัคไฮเมอร์และสก็อตต์มอบบทบาทนี้ให้กับ แซม เชพพาร์ด นักแต่งบทละครระดับรางวัลพูลิตเซอร์ ผู้เป็นนักแสดงที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับนับถือมากที่สุดคนหนึ่งของวงการด้วย ตัวเชพพาร์ดเองยังจำเหตุการณ์จริงได้ดี "ผมคงบอกไม่ได้หรอกว่าผมรู้เรื่องนี้ละเอียดทุกอย่าง แต่ผมยังคงจำปฏิกริยาและอารมณ์อันแรงกล้าของตัวเองเมื่อได้เห็นใบหน้าที่บูดเบี้ยวของไมก์ ดูแรนต์ในภาพถ่ายที่ทางโซมาเลียส่งมา เมื่อเขาโดนจับได้ดี รวมไปถึงศพของชาวอเมริกันที่ถูกลากไปตามถนน มันเป็นภาพที่รบกวนจิตใจมากเมื่อมองจากมุมมองของชาวอเมริกัน" เชพพาร์ดยังประทับใจในลีลาการเขียนเรื่องสไตล์นักข่าวของโบว์เด้นที่เต็มไปด้วยรายละเอียด เจสัน ไอแซ็คส์ นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ ซึ่งเคยรับบทเป็นนายทหารอังกฤษจิตใจเหี้ยมโหดที่ต้องต่อสู้กับคนอเมริกันมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง The Patriot ต้องมาสวมใส่เครื่องแบบทหารอเมริกันในบทกัปตันไมก์ สตีล เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ไอแซ็คส์พบว่าหนังสือของโบว์เด้นเล่มนี้อัดแน่นไปด้วยรายละเอียดที่กระตุ้นอารมณ์ และบทภาพยนตร์ก็ถูกเขียนออกมาได้ดีด้วย "ปฏิกริยาแรกของผม ก็คือ สิ่งที่เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด" ไอแซ็คส์ยอมรับ "เพราะผมหวังว่าผมจะได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ เมื่อริดลีย์ สก็อตต์เป็นผู้กำกับ และเขาพูดว่า 'ผมอยากจะสร้างภาพยนตร์จากหนังสือเล่มนี้' คุณก็เกิดศรัทธาแล้ว" เมื่อได้นักแสดงมารับบทเป็นตัวละครที่มีบทพูดครบทุกตัวแล้ว ทีมงานยังทำการคัดเลือกนักแสดงที่มีความสามารถทั้งจากสหรัฐฯ, อังกฤษ และยุโรป หลายคนเป็นดาราดังที่มีความต้องการอยากจะมาร่วมงานกับบรัคไฮเมอร์และสก็อตต์ ที่เดินทางมาจากอเมริกา ได้แก่ รอน เอลดาร์ด, ไบรอัน แวน ฮอลต์, เจเรมี่ ไพเว่น, ชาร์ลี ฮอฟไฮเมอร์, โธมัส กุยรี่, เกรกอรี่ สปอร์ลีเดอร์, คาร์ไมน์ จิโอวินาซโซ่, แกเบรียล แคสซุส, คริส บีเทม, แท็ค ฟิตซ์เจอรัลด์, จอห์นนี่ สตรอง, สตีเว่น ฟอร์ด, เอลจ์โก้ ไอวาเน็ก, เกลนน์ มอร์เชาเวอร์, คิม โคตส์ (ถึงแม้เขาจะเป็นชาวแคนาดาโดยกำเนิด), เบรนแดน เซ็กซ์ตันที่สาม, แดนนี่ ฮอช, เคนต์ ลินวิลล์, เอนริเก้ เมอร์เซียโน่, ไมเคิล รูฟ, เจสัน ฮิลเดอแบรนด์, ไท เบอร์เรลล์, ริชาร์ด ไทสัน และบอยด์ เกสต์เนอร์ จากอังกฤษ ได้แก่ เจสัน ไอแซ็คส์, ฮิวจ์ แดนซีย์, โธมัส ฮาร์ดี้, แมทธิว มาร์สเด้น, ออร์แลนโด้ บลูม (ซึ่งเพิ่งไปรับบทเป็นเลโกลัส ใน The Lord of the Rings มาหมาดๆ), ราซาค เอโดติ, จอร์จ แฮร์ริส และเทรว่า อีเทียนน์ จากส่วนอื่นๆ ของสหราชอาณาจักร ได้แก่ ยวน เบรมเนอร์ (นอกเหนือจากยวน แม็คเกรเกอร์) มาจากสก็อตแลนด์ และเอียน เวอร์โก้ กับไอแอน กรัฟฟัดด์ มาจากเวลช์ อีริค บาน่ามาจากออสเตรเลีย และนิโกลาจ คอสเตอร์-วอลเดา เป็นดาราดังจากเดนมาร์ก ในเรื่องของการเลือกนักแสดงต่างชาติมารับบทเป็นทหารอเมริกันนั้น ยวน แม็คเกรเกอร์ให้ความเห็นไว้ว่า "ในสหราชอาณาจักร เรามีสำเนียงการพูดที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ซึ่งทำให้ผมมักจะถูกเรียกตัวไปให้แสดงบทที่ต้องใช้สำเนียงพูดต่างๆ กันไปอยู่แล้วในภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผมแสดงมา ก่อนหน้านี้ ผมแสดงภาพยนตร์ในอเมริกามาสองเรื่อง และเรื่องของสำเนียงก็เป็นเรื่องที่คุณต้องฝึกฝน แต่ในอังกฤษนั้น เราก็ได้ดูภาพยนตร์จอเงินและจอแก้วของอเมริกันกันบ่อยมาก เราทุกคนจึงค่อนข้างคุ้นเคยดีกับสำเนียงอเมริกันตั้งแต่เรายังเด็ก" "ในเดนมาร์กเอง เราก็เติบโตมาพร้อมกับภาพยนตร์และรายการทีวีของอเมริกันเช่นกัน" นิโคลาจ คอสเตอร์-วอลเดา ยืนยันเพิ่มเติม "ผมได้ยินสำเนียงการพูดแบบอเมริกันมานานแล้ว ความจริงผมว่ามันยากกว่าเสียอีกถ้าจะให้ผมไปพูดสำเนียงแบบอังกฤษ" เจสัน ไอแซ็คส์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ในฐานะนักแสดงชาวอังกฤษ ถ้าคุณไม่สามารถแปลงสำเนียงการพูดได้แล้วล่ะก็ คุณก็เจอปัญหาใหญ่แล้ว" "การมาแสดงเป็นคนอเมริกันก็เหมือนกับการไปรับบทที่ต้องพิจารณาว่าคุณเป็นใครและเป็นอะไร" แมทธิว มาร์สเด้น นักแสดงและนักร้องหนุ่มชาวอังกฤษที่มารับบทเป็นผู้สังเกตการณ์ เดล ไซซ์มอร์ กล่าว "เห็นได้ชัดว่า ผมห่วงในเรื่องของสำเนียงการพูด และสำหรับผม สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ก็คือการจะต้องรับบทเป็นแรนเจอร์ให้สมจริงที่สุดด้วย" ออร์แลนโด้ บลูมกล่าวว่า "ผมตัดสินใจที่จะพูดสำเนียงแบบอเมริกันทั้งวัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่านั่นเป็นสำเนียงการพูดของผมจริงๆ คนอเมริกันจะเน้นในวิธีการสื่อสารของพวกเขามาก ในขณะที่คนอังกฤษจะนำเสนอบางอย่าง แล้วก็หยุดเอาไว้นิดหน่อย มันมีความแตกต่างกันในแง่ของภาษาท่าทางด้วยระหว่างชนสองเชื้อชาตินี้ ผมต้องเรียนรู้ที่จะทำตัวให้ผ่อนคลาย ในขณะที่คนอังกฤษนั้นจะทำตัวเป็นทางการมากกว่า" ที่เข้ามาช่วยนักแสดงที่ไม่ใช่คนอเมริกัน ก็คือ ครูฝึกสำเนียงการพูด แซนดร้า บัตเตอร์เวิร์ธ ซึ่งจะต้องเดินทางมาที่กองถ่ายเกือบทุกวัน เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่านักแสดงทุกคนจะไม่กระดกลิ้นออกเสียงตัว "ร" จนเว่อร์เกิน และออกเสียงตัว "เอ" ได้อย่างเหมาะเจาะ การฝึกฝน...การเรียนรู้ในบทบาท แฮร์รี่ ฮัมฟรีส์ ผู้ถ่อมเนื้อถ่อมตัว จัดว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุดในโลกของภาพยนตร์จอเงินและจอแก้ว จากอดีตสมาชิกเนวี่ซิล ที่เคยได้รับการยกย่องจากผลงานในสงครามเวียดนาม ฮัมฟรีส์ได้นำประสบการณ์ของเขามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านของการรักษาความปลอดภัยและการฝึกฝนแทคติกต่างๆ ผ่านบริษัท จีเอสจีไอ (Global Studies Group, Inc.) ของเขา และยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการทหารและด้านเทคนิคให้กับภาพยนตร์อย่าง The Rock, Con Air, Armageddon, Enemy of the State และ Pearl Harbor อีกครั้งที่บรัคไฮเมอร์ติดต่อไปหาฮัมฟรีส์เพื่อให้มารับหน้าที่ที่ปรึกษาในกองถ่าย และยังจะต้องรับผิดชอบเตรียมทีมนักแสดงให้พร้อมสำหรับบทแรนเจอร์ของสหรัฐฯ, หน่วยเอลต้า ฟอร์ซ และนักบินประจำเฮลิคอปเตอร์ด้วย บรัคไฮเมอร์, สก็อตต์ และผู้อำนวยการสร้างบริหารไมก์ สเตนสัน, แช๊ด โอมาน และแบรงโก้ ลัสติก เริ่มต้นวางแผนงานให้กับสิ่งที่ต่อมาได้กลายเป็นความร่วมมืออันทรงคุณค่ากับกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ซึ่งได้ให้ความร่วมมือกับทีมผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน พวกเขายังอนุญาตให้ทีมงานเล่าเรื่องราวของ Black Hawk Down ออกมาให้สมจริงที่สุด แน่นอน บรัคไฮเมอร์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพสหรัฐฯ และดีโอดีมานานแล้วตั้งแต่สมัยที่สร้างภาพยนตร์เรื่อง Top Gun มาจนถึง Pearl Harbor แต่ Black Hawk Down เป็นเรื่องที่อิงเรื่องราวเกี่ยวกับภารกิจที่ยังคงเป็นเรื่องอ่อนไหว และเป็นเรื่องที่ทุกคนยังคงกล่าวขวัญถึง อย่างไรก็ดี ตามที่บรัคไฮเมอร์กล่าว "หนังสือของโบว์เด้นเป็นหนังสือนอกเวลาที่พวกเขาต้องอ่าน มันเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับทหาร พวกเขาจึงต้องการให้เจ้าหน้าที่และคนของพวกเขาได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ หัวหน้าของฝ่ายเสนาธิการ นายพลเชลดอนเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความชื่นชมต่อหนังสือเล่มนี้ ดังนั้น เมื่อเราเดินทางไปวอชิงตันเพื่อพบปะกับ (อดีต) เลขาธิการกระทรวงกลาโหม วิลเลี่ยม โคเอน พวกเขาจึงดูกระตือรือร้นกับโปรเจกต์นี้มาก" ความร่วมมือแรก และเป็นสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ ก็คือ การที่ดีโอดีเชื้อเชิญให้นักแสดงของ Black Hawk Down เข้าร่วมในการฝึกที่ฐานทัพในหน่วยงานที่ตัวละครของพวกเขาสังกัดอยู่ อาทิเช่น ที่ฟอร์ต เบนนิ่ง รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกพวกแรนเจอร์, ฟอร์ตแบร๊กก์, นอร์ธ แคโรไลน่า ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกหน่วยรบพิเศษ (อาทิเช่น หน่วยเดลต้า ฟอร์ซ ซึ่งหน่วยงานลับที่ทางกองทัพยังไม่ยอมรับว่าเป็นหน่วยงานที่มีอยู่จริง) และฟอร์ต แคมป์เบลล์ รัฐเคนตัคกี้ ที่ฝึกของนักบินหน่วย 160th SOAR (Special Operations Aviation Regiment) "เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ สำหรับนักแสดงที่จะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม ถ้าพวกเขาจะต้องเล่นเป็นทหารล่ะก็" เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ยืนยัน "แล้วก็อย่างที่เราเคยทำกับภาพยนตร์เรื่อง Pearl Harbor เราส่งพวกเขาไปฝึก ไม่ใช่ที่แค้มป์ฝึกของฮอลลีวู้ด แต่เป็นแค้มป์จริงๆ เลย ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะเหมือนของจริง คุณไม่สามารถปลอมมันได้ เราต้องการให้นักแสดงมีความนับถือกองทัพ และมีความเข้าใจถึงความท้าทายทางด้านร่างกายที่พวกเขาต้องเผชิญ ถ้าคุณลองไปคุยกับทหารคนไหนก็ได้ที่เคยผ่านสงครามหรือการสู้รบมาแล้ว พวกเขาจะบอกคุณว่าสิ่งเดียวที่ช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ ก็คือ ผู้ชายที่ยืนอยู่เคียงข้างเขา หรือไม่ก็การฝึกฝนของพวกเขา" "การส่งนักแสดงไปเข้าค่ายทหารนั้นแทบจะกลายเป็นธรรมเนียมที่ต้องทำกันเป็นประจำแล้วในตอนนี้" ริดลีย์ สก็อตต์บอก "แต่เมื่อคุณคิดถึงเรื่องนี้ มันก็สมเหตุสมผลแล้ว เพราะถ้านักแสดงคนไหนคิดว่าตัวเองดี ตัวเองเก่งกว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาแล้ว แสดงว่างานนี้พลาดแน่ และถ้าร่างกายพวกเขาไม่ฟิตพอ แต่นั่นก็แสดงว่าร่างกายของพวกเขาจะต้องฟิตกว่าที่เคยเป็นมา และถ้าร่างกายของพวกเขาฟิตพอแล้ว นั่นแสดงว่าพวกเขาก็ต้องฟิตกว่าที่พวกเขาจะฟิตได้แน่" แฮร์รี่ ฮัมฟรีส์ออกมาอธิบายเสริมว่า "ผมมีความเชื่อในเรื่องของการเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่เราจะเริ่มต้นถ่ายทำภาพยนตร์อย่างเรื่องนี้ โดยเฉพาะเมื่อเจอร์รี่และริดลีย์ต้องการสิ่งที่มันสมจริงที่สุด นักแสดงจึงต้องได้รับการสอนในเรื่องของการใช้อาวุธ และทักษะทางด้านร่างกายล่วงหน้า เราจะได้ไม่ต้องมานั่งสอนมานั่งฝึกพวกเขาอีกในกองถ่ายระหว่างที่มีการถ่ายทำ สำหรับผม การจับพวกเขาไปฝึกในค่ายทหารนั้นก็เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า 'นี่ ฉันเคยผ่านนรกมาแล้วนะ' แล้วผมก็จะตอบพวกเขาว่า 'น่าประทับใจมาก ว่าแต่นายได้เรียนทักษะอะไรมาบ้างล่ะ' ดังนั้น แนวคิดของผมจึงไม่ใช่การทำให้พวกนักแสดงต้องลำบาก แต่เป็นการฝึกฝนพวกเขาให้เกิดทักษะจริงๆ" "โดยเฉพาะในสถานการณ์นี้" ฮัมฟรีส์กล่าวต่อ "เพราะการสนับสนุนที่เราได้รับจากกระทรวงกลาโหม ผมจึงสั่งให้มีการฝึกซ้อมแยกกันสามส่วน นักแสดง 21คนที่รับบทเป็นพวกแรนเจอร์จะต้องผ่านโปรแกรมการฝึกแบบแรนเจอร์ที่พวกเขาเรียกกันว่า RIPIT พร้อมกับกรมทหาร 75th Ranger Regiment ที่ฟอร์ตเบนนิ่ง ในกรมแห่งนี้พวกเขามีครูฝึกที่เก่งที่สุด และไม่ต้องสงสัยเลยว่า นั่นคือการฝึกที่เยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งที่ผมเคยเห็นกลุ่มนักแสดงเคยได้รับการฝึกมา ที่ฟอร์ตแบร๊กก์ นักแสดงสามคนที่รับบทเป็นหน่วยคอมมานโดต้องผ่านโปรแกรมการฝึกอีกอย่างหนึ่งกับหน่วย 7th Special Forces และนักบินแบล๊กฮอว์กสองนายของเราก็ต้องไปที่ฟอร์ตแคมป์เบลล์ และต้องผ่านการฝึกโปรแกรมหัดบังคับเครื่องเฮลิคอปเตอร์ 160th SOAR นับว่าไม่เคยมีใครได้รับการร่วมมืออย่างดีขนาดนี้มาก่อนเลย" ที่ฟอร์ตเบนนิ่ง ครูฝึกหน่วยแรนเจอร์ต่างรู้สึกผูกพันเป็นการส่วนตัวกับเรื่อง Black Hawk Down มีอยู่หลายคนที่เคยไปต่อสู้ที่โมกาดีชูมาแล้ว และมีอีกหลายคนที่รู้จักกับทหารที่ต้องไปสละชีพที่นั่น เป้าหมายของสิบเอก เจมส์ ฮาร์ดี้ ผู้บังคับการกองการฝึกแรนเจอร์ ก็คือ การทำให้แน่ใจว่านักแสดงทั้ง 21 คนมีความเข้าใจเป็นอย่างดีถึงสภาพความคิดและวิถีชีวิตแบบแรนเจอร์ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โมกาดีชูในช่วงสองวันนั้นด้วย ครูฝึกแรนเจอร์สอนทีมนักแสดงตั้งแต่เรื่องความรู้ทั่วไปทางการทหาร (เช่นวิธีการสวมใส่เครื่องแบบอย่างถูกต้อง) ไปจนถึงทักษะชั้นสูง นักแสดงทุกคนต้องเรียนรู้ถึงหลักการและประวัติศาสตร์ของแรนเจอร์ เทคนิคการต่อสู้แบบตัวต่อตัว วิธีการผูกเงื่อนต่างๆ การใช้วิทยุสื่อสาร ฮิวจ์ แดนซีย์ ซึ่งรับบทเป็นนายทหารทีมแพทย์ เคิร์ต "ด็อค" ชมิด ต้องทำงานกับทีมแพทย์ของหน่วยแรนเจอร์ในเหตุการณ์รบที่สมมติขึ้น ในวันที่สี่ของการฝึกนั้น นักแสดงหลายคนต้องฝึกยิงปืนไรเฟิลเอ็ม-16 เอ2 และอาวุธปืนอัตโนมัติ ในขณะที่อยู่ที่ฟอร์ตเบนนิ่ง นักแสดงทุกคนจะต้องตัดผมทรงทหาร ต้องสวมใส่ชุดพรางตัว และติดป้ายชื่อตัวละครของพวกเขา จ่าสิบเอกมาร์ติน บาร์รีรัส ซึ่งเป็นครูฝึกแรนเจอร์ กล่าวว่า "ผมต้องการให้พวกเขาจำความรู้สึกของทีมเวิร์ก ซึ่งเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาในองค์กรของแรนเจอร์ และจะต้องใส่ใจในรายละเอียดที่สำคัญของทหารแต่ละคนที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมนั้น" จอช ฮาร์ตเน็ตต์ ซึ่งเคยผ่านโปรแกรมการฝึกซ้อมมาแล้วตอนแสดงภาพยนตร์เรื่อง Pearl Harbor ต้องเผชิญหน้ากับเป้าหมายที่แตกต่างออกไปในการมารับบทเป็นสิบเอกแม็ตต์ เอฟเวอร์สแมนน์ ผู้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูในโมกาดีชูเมื่อแปดปีก่อน "พวกเขาสอนสโลแกนให้คุณหลายอันด้วยกัน อย่างเช่น 'ช้าคือเรียบง่าย เรียบง่ายคือว่องไว' ซึ่งหมายความว่า ถ้าคุณเดินเปะปะไปทั่ว คุณจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณได้" "โปรแกรมการฝึกของพวกแรนเจอร์ยอดมากเลย" ยวน แม็คเกรเกอร์บอก "มันยากตรงที่ว่าเราจะแสดงเป็นแรนเจอร์อย่างไร เราต้องเดินสวนสนามบ่อยมาก และยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ในชั้นเรียนอีก สุดท้าย เรายังต้องเดินไปตามถนนในหมู่บ้านจำลอง และจะต้องระวังไม่ให้โดนยิงด้วย" "แน่นอน ผมเคยโดนยิงไปแล้ว" แม็คเกรเกอร์หัวเราะ "แต่ถ้ามองในเรื่องของการฝึกจิตใจแล้ว โปรแกรมการฝึกนี้ถือว่าเยี่ยมยอดมาก เราพบทหารไม่กี่คนที่เป็นตัวละครจริงๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ และมันก็ยอดมากที่ได้มาเห็นว่าพวกเขาคิดอย่างไร และพวกเขาจำอะไรได้บ้าง การฝึกอาวุธของเราก็เป็นสิ่งที่มีค่ามาก การที่เราสามารถยิงปืนได้ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะได้ทำทุกวันหรอกนะ และสำหรับทหารพวกนี้ ปืนถือเป็นสิ่งที่ต้องอยู่คู่ตัวจนเหมือนกับมันไม่ใช่สิ่งของนอกกาย ซึ่งสำหรับนักแสดงแล้ว อาจจะต้องว่า 'อุ๊บ นี่มันปืนนี่' โดยปกติแล้วผมไม่ค่อยชอบปืนหรอกนะ แต่ผมต้องยอมรับว่าผมสนุกกับการยิงปืนไม่น้อย และแน่นอน มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานที่รอเราอยู่ข้างหน้า" ทอม ไซซ์มอร์เล่าเสริมว่า "สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากในการเข้าฝึกที่ค่ายทหาร ก็คือ หลักการของพวกแรนเจอร์ ผมว่าพวกเราส่วนมากคงไม่เข้าใจการอุทิศเสียสละตัวเพื่อกันและกันขนาดนั้นแน่ มันเหมือนกับการมีเพื่อนซี้ถึง 200 คน และทุกคนสามารถตายแทนคุณได้ ผมคงจะโกหกแน่ถ้าผมบอกว่าผมเข้าใจว่ามันมีความหมายอย่างไร เพราะจริงๆ แล้ว ผมไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้เลย ผมแค่เกือบเข้าใจเท่านั้น ผมสามารถไปที่ฟอร์ตเบนนิ่ง และเฝ้าดูพวกเขาอยู่ด้วยกัน แต่ผมไม่รู้จริงๆ ว่าถ้าผมจะ(ยังมีต่อ) -อน-