(ต่อ3) บทประชาสัมพันธ์ Leave No Man Behind แบล็ค ฮอร์ค ดาวน์ ยุทธการฝ่ารหัสทมิฬ ฉายวันที่ 8 พฤษภาคม 2545

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

กรุงเทพฯ--29 ม.ค.--โคลัมเบีย ไทรสตาร์ ต้องตายเพื่อคนอื่น หรือต้องเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อบุกเข้าไปกู้ศพของเพื่อนทหารที่ตายไปแล้ว ผมจะทำไหม นั่นคือความแตกต่างของบุคคล..นั่นแหละความเป็นแรนเจอร์" "เราเคยคิดว่ามันเป็นกฎที่ไม่ได้มีการบัญญัติเป็นถ้อยคำในหมู่พวกแรนเจอร์ว่า จะต้องไม่ทิ้งเพื่อนเอาไว้เบื้องหลัง" เจสัน ไอแซ็คส์กล่าว "แต่เมื่อเราไปฝึกกันที่ฟอร์ตเบนนิ่ง เราได้เรียนรู้ว่ามันเป็นกฎที่มีการบัญญัติเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร หลักการของแรนเจอร์เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องท่องทุกเช้า ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม และพวกเขาก็หมายความตามที่พูดจริงๆ เพราะจากการที่ได้พูดคุยกับแรนเจอร์หลายนายที่เคยไปอยู่ที่โมกาดีชูมา ทุกคนต่างบอกว่าสัญชาตญาณแรกของพวกเขา หลังจากได้รู้เรื่องที่เครื่องแบล๊กฮอว์กตก ก็คือ จะต้องรีบไปที่ที่เกิดเหตุ และนำพี่น้องของเขาทุกคนกลับมา มันเป็นวัฒนธรรมที่น่าตกใจสำหรับพวกเรานักแสดงที่จะต้องทำความเข้าใจในปรัชญาของพวกเขา พวกแรนเจอร์ต่อสู้เพื่อคนที่ยืนอยู่ด้านซ้ายมือและทางด้านขวามือของพวกเขา" ไบรอัน แวน ฮอลต์ยืนยันคำพูดนั้นอีกครั้ง "เท่าที่ผมได้ใช้เวลาอยู่กับพวกแรนเจอร์ พวกเขามีมิตรภาพที่เหนียวแน่นที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา มันเป็นสิ่งที่ผมไม่สามารถอธิบายออกมาได้ เพราะคุณต้องเป็นแรนเจอร์ถึงจะเข้าใจได้จริงๆ แต่จากมุมมองของคนภายนอกที่มองเข้าไปแล้ว สิ่งที่ผมได้จากพวกเขาก็คือ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่มีความหนักแน่น เป็นคนที่ผ่านการฝึกมาเพื่อปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ พวกเขาจะต้องคอยดูแลเพื่อนแรนเจอร์ด้วยกัน พวกเขาจะต้องดูแลตัวเอง และพวกเขาก็เต็มใจที่จะสละชีวิต เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ และมันก็ทำให้ผมอยากจะทุ่มเทให้มากขึ้นในการแสดงเป็นคนเหล่านี้ และจะต้องแสดงออกมาให้ถูกต้องที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย" สำหรับไมเคิล รูฟ ดาราตลกที่เป็นที่รู้จักในหมู่เพื่อนๆ และแฟนๆ ผลงานของเขาในฉายา "เจ้าตาขาว" ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของพวกแรนเจอร์ถือเป็นสิ่งที่ชวนให้ตกใจที่สุด "โอ้พระเจ้า การฝึกวิธีใช้อาวุธ การต้องวิ่งห้าไมล์ กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง ต้องตกจากที่สูง ผมหกล้มถึงสามครั้ง ดูทรงผมผมซิ ผมโดนกร้อนหัว พวกเขาตัดมันซะเลี่ยนเลย" "แต่ที่จริงจังกว่านั้นก็คือ" รูฟกล่าวต่อ "นักแสดงทุกคนต่างเดินจากมาด้วยความรู้สึกนับถือพวกแรนเจอร์ และเราก็หวังว่าเราจะสามารถแสดงความเป็นพวกเขาออกมาได้อย่างสมบูรณ์และน่านับถือที่สุด" ที่โรงเรียนฝึกหน่วยรบพิเศษ ณ ฟอร์ตแบร๊กก์ อีริค บาน่า, วิลเลี่ยม ฟิชต์เนอร์ และนิโคลาจ คอสเตอร์-วอลเดา ได้รับการฝึกสอนอย่างละเอียดในเรื่องของการใช้อาวุธที่พวกทหารในโซมาเลียต้องใช้ รวมไปถึงการฝึกฝนการทำลาย "การผ่านประตูหรือหน้าต่างที่ปิดล็อค หรือสิ่งกีดขวาง ซึ่งต้องใช้ระเบิด และการเรียนรู้วิธีที่จะบุกและเข้าไปเคลียร์ภายในตัวอาคารที่โดนยึด) ในการฝึกวันสุดท้ายของพวกเขา บาน่า, ฟิชต์เนอร์ และคอสเตอร์-วอลเดา ต้องเดินทางไปฝึกกันที่ เออร์แบน เทอร์เรน ของฟอร์ต แบร๊กก์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านจำลองที่ทหารหน่วยสเปเชียลฟอร์ซจะต้องแสดงวิธีการเคลื่อนกองผ่านเมืองที่โดนยึดไว้ทุกจุด ซึ่งเป็นแบบที่โมกาดีชูเป็นในวันที่เกิดขึ้นในปี 1993 นักแสดงทั้งสามคน ซึ่งในตอนนี้เริ่มกลายเป็นพวกเดียวกับทหารหน่วยรบพิเศษไปแล้ว ต้องต่อสู้กับกองกำลังของศัตรูเพื่อเดินทางผ่านเมืองจำลองสถานการณ์ มุ่งไปยังจุดที่เฮลิคอปเตอร์ตกตามท้องเรื่อง อีริค บาน่า ซึ่งรับบทเป็น "ชอปเปอร์" รีด เริ่มต้นลดน้ำหนักทันทีที่เขารู้ว่าเขาจะได้แสดงเป็น "ฮู้ต" บาน่าสามารถลดน้ำหนัก 35 ปอนด์ในเวลาสามเดือน ซึ่งเขาอาศัยการฝึกเพื่อควบคุมน้ำหนัก กับสิ่งที่เขาเรียกว่า "การควบคุมอาหารที่น่าเบื่อที่สุด" ที่เขาจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ บาน่าเล่าว่า "ผมพยายามฟิตร่างกายให้ฟิตที่สุดก่อนที่จะไปเข้ารับการฝึกของสเปเชียลฟอร์ซ เพราะผมรู้ดีว่ามันจะน่าอายขนาดไหนถ้าผมโผล่ไปในสภาพที่ย่ำแย่เหลือเกิน" "จงเผชิญหน้ากับมัน" บาน่ากล่าวต่อ "ความอับอายคือกุญแจสำคัญของที่นี่ โชคดีมากที่การฝึกซ้อมแทบจะเป็นคนละเรื่องกับที่ผมคิดเอาไว้ ผมคิดว่าเราจะต้องได้รับการทรมานทางด้านร่างกายอย่างที่สุด แต่มันกลับเป็นการฝึกที่น่าสนใจและเป็นการฝึกเฉพาะด้านจริงๆ เราได้เรียนรู้เรื่องเหลือเชื่อมากมาย ซึ่งก็มีอยู่หลายอย่างที่ผมเปิดเผยไม่ได้" การได้พบกับเจ้าหน้าที่หน่วยเดลต้าตัวจริง "ช่วยเราได้ในแบบที่ผมคาดไม่ถึง" บาน่ากล่าวอีก "และไม่เพียงแต่จะเป็นเรื่องของการเรียนรู้แท็คติคและการใช้อาวุธแบบต่างๆ เท่านั้น เพราะว่าเรามีกันอยู่แค่สามคนเท่านั้น คือผม, วิลเลี่ยม ฟิชต์เนอร์ และนิโคลาจ คอสเตอร์-วอลเดา เราจึงได้ใช้เวลาอยู่กับครูฝึกแปดคนบ่อยมาก เราจะออกไปกินข้าวเย็นกับพวกเขา ได้ออกไปเที่ยว และทำความรู้จักกับพวกเขา พวกเขาเป็นคนที่เจนโลก เป็นคนที่อ่านหนังสือเก่ง เป็นคนฉลาดเป็นกรด และมีอารมณ์ขันอย่างน่าทึ่ง มันทำให้ผมมีความเชื่อมั่นที่จะใส่หลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปในตัวละครของผมอย่างที่ผมเคยคิดเอาไว้ แต่อาจจะไม่ค่อยแน่ใจนักก่อนหน้านี้ และมันยังช่วยให้ตัวผม, บิลล์ และนิโคลาจเกิดความสามัคคีกันในแบบที่เราเสแสร้งกันไม่ได้" วิลเลี่ยม ฟิชต์เนอร์อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการฝึกกับหน่วยเดลต้า และการฝึกของนักแสดงกับพวกแรนเจอร์ว่า "ผมจะยกตัวอย่างให้ดู วันแรกที่พวกนักแสดงไปถึงฟอร์ตเบนนิ่งเพื่อฝึกกับพวกแรนเจอร์ พวกเขาอยู่ในห้องเรียน แต่วันแรกที่เราไปถึงฟอร์ตแบร๊กก์ ครูฝึกของเราบอกว่า 'เห็นประตูตรงนั้นไหม พังมันซะ' มันเป็นประสบการณ์ที่เป็นปรากฏการณ์เลย พวกเราสามคนกลายเป็นฟองน้ำที่ซึมซับข้อมูลเอาไว้ ผมยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้ผ่านคอร์สการฝึกนั้นแน่" อีกคนที่ได้รับการฝึกเป็นพิเศษ ก็คือ นิโคลาจ คอสเตอร์-วอลเดา ซึ่งได้รับเลือกให้มารับบทเป็นเจ้าของเหรียญกล้าหาญ แกรี่ กอร์ดอน "บอกตามตรงนะ ก่อนหน้าที่จะได้รับเลือกให้มาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเหรียญกล้าหาญคืออะไร" คอสเตอร์-วอลเดายอมรับ "คือว่าผมเป็นคนเดนมาร์ก แล้วผมก็ใช้ชีวิตอยู่ในเดนมาร์กมาตลอด แต่เมื่อผมเดินทางไปยังฟอร์ตแบร๊กก์เพื่อรับการฝึก ผมได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สเปเชียลฟอร์ซที่ฐานทัพแห่งนั้น และชื่อของแกรี่ กอร์ดอนก็ติดอยู่บนกำแพงด้วย ในไม่ช้า ผมก็รู้ว่าเขามีความเป็นฮีโร่ขนาดไหน และผมก็รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ ที่ได้แสดงเป็นเขา" เช่นเดียวกับเพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ คอสเตอร์-วอลเดาต้องประหลาดใจต่อบุคลิกและลักษณะของทหารประจำหน่วยสเปเชียลฟอร์ซที่เขาได้พบ และกลายเป็นเพื่อนกัน "ผมเคยนึกถึงภาพของคนเหล่านี้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้ตรงกับที่ผมนึกเอาไว้เลย" คอสเตอร์-วอลเดายอมรับ "ผมนึกว่าจะเจอคนที่เหมือนแรมโบ้ แต่คนพวกนี้กลับเป็นคนที่ดูสบายๆ และเป็นมิตรมาก ผมคงไม่คิดว่าพวกเขาจะเป็นทหารแน่ถ้าพวกเขาไม่ได้ใส่ชุดยูนิฟอร์ม" ไกลออกไปทางตะวันตก ที่ฟอร์ตแคมป์เบลล์ ในเคนตัคกี้ รอน เอลดาร์ด และเจเรมี่ ไพเว่น ได้เรียนรู้สิ่งที่จะทำให้เขากลายเป็นมือดีที่สุด พร้อมกับทหารประจำหน่วย 160th SOAR หรือ ไนต์สทอลเกอร์ ที่เป็นตำนาน (ที่ได้รับฉายาเช่นนั้นก็เพราะความเชี่ยวชาญในการบินตอนกลางคืนของพวกเขา) นักแสดงทั้งสองได้พบกับทหารที่เคยผ่านศึกที่โซมาเลียหลายคน และพวกเขายังได้ฝึกบินในเครื่องจำลองการบินภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกับที่วอลค็อตต์และดูแรนต์ต้องเผชิญในระหว่างปฏิบัติภารกิจครั้งนั้นด้วย นอกจากนี้พวกเขายังได้รับคำแนะนำสั้นๆ แต่ลึกซึ้งจากไมก์ ดูแรนต์ ที่ตอนนี้ได้เกษียณตัวเองแล้ว นักแสดงของภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down หลายคนยังมีโอกาสได้พบปะหรือพูดคุยทางโทรศัพท์กับบุคคลจริงที่เขารับบทแสดงอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ อย่างเช่น เอลดาร์ดได้พบกับไมก์ ดูแรนต์ ซึ่งปลดเกษียณไปก่อนหน้าที่การฝึกจะเริ่มต้นขึ้นสองอาทิตย์ "เขาโดนจับเป็นตัวประกันอยู่นานกว่าหนึ่งอาทิตย์ และยังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากตอนที่เครื่องตกด้วย แต่เขากลับมีชีวิตรอดมาได้อย่างอัศจรรย์" เอลดาร์ดกล่าวอย่างชื่นชม "การที่เขาผ่านทุกอย่างมาได้นั้น เขาเป็นคนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ" "และนั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาทุกคนเป็น" เอลดาร์ดกล่าวต่อ "พวกเขามีความกล้าหาญ แต่ก็มีความเป็นคนธรรมดาอยู่ด้วยในเวลาเดียวกัน ผมต้องประหลาดใจว่าตัวเองมีความประทับใจมากขนาดไหนเมื่อได้พบกับพวกเขา มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมพูดขึ้นว่า 'นี่คงจะเป็นครูสอนแบบทั่วๆ ไปในมิดเวสต์' นักบินเหล่านี้ไม่ใช่พวกชอบเบ่ง พวกเขาทุกคนมีความสงบเยือกเย็น ผ่อนคลาย และมีความเป็นมืออาชีพอย่างมาก" เจเรมี่ ไพเว่น ซึ่งรับบทแสดงเป็นเจ้าหน้าที่คลิฟฟ์ วอลค็อตต์ กล่าวเสริมว่า "การขับเครื่องแบล๊กฮอว์กเป็นงานที่หนักมาก ทักษะทางด้านกลไกเป็นสิ่งจำเป็นในทุกการเคลื่อนไหว การควบคุมต้องมีการตอบสนองและเป็นเรื่องที่เปราะบางมาก เราได้รับการฝึกในเครื่องฝึกจำลอง และได้ศึกษาเครื่องแบล๊กฮอว์กจริงๆ ที่จอดอยู่ที่พื้น เครื่องยนต์เหล่านี้ช่างเหลือเชื่อจริงๆ มันสามารถหลบหลีกได้ทุกกระบวนท่า มันสามารถบินตอนกลางคืน มันเป็นเครื่องบินเจ็ตสีดำ มันดูน่ากลัว คุณต้องพร้อมที่สุดถึงจะบังคับให้มันบินได้ เจ้าหน้าที่ที่ 160th ต่างมีความสัตย์ซื่อและมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน" "นักบินทุกคนต่างเดินมาหาผมระหว่างการฝึกซ้อมและพูดว่า 'จงทำให้คลิฟฟ์ วอลค็อตต์ภูมิใจ เพราะเขาคือตัวจริง สิ่งที่พวกเราทุกคนขอ ก็คือ จงพยายามทำให้ทุกอย่างออกมาเหมือนจริงที่สุด'" การคงไว้ซึ่งความสมจริง...งานถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Black Hawk Down หลังจากผ่านการฝึกฝนมาแล้ว ทีมนักแสดงนานาชาติเหล่านี้ต้องเดินทางไปยังราแบ็ต ประเทศโมร็อคโค พร้อมกับทีมงานหลังกล้องที่ประกอบไปด้วยศิลปิน ช่างฝีมือ และช่างเทคนิคจากทั่วโลกที่เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์, ริดลีย์ สก็อตต์ และแบรงโก้ ลัสติกรวบรวมขึ้น ทีมงานของ Black Hawk Down คือตัวแทนของการรวบรวมทีมงานฝีมือดีนานาชาติ เป็นทีมงานที่ใหญ่ที่สุดที่ต้องเดินทางจากบ้านเพื่อมาชุมนุมกันในโมร็อคโค พร้อมกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศ ตั้งแต่แทนเกียร์ทางตอนเหนือไปจนถึงควาร์ซาซาเต้ทางตอนใต้ รวมไปถึงมาร์ราเกช, คาซาบลังก้า, เฟซ และเมืองเล็กเมืองน้อยอีกหลายเมือง และมีอีกหลายคนที่มาจากราแบ็ตและเซล ทีมงานทีมใหญ่เป็นอันดับสองมาจากสหราชอาณาจักร ซึ่งก็รวมถึงทีมสเปเชียล เอฟเฟกต์ ทีมพร็อพ ทีมเสื้อผ้า ทีมแต่งฉาก และแผนกทำอาวุธ ทีมงานในแผนกศิลปกรรมของอาร์เธอร์ แม็กซ์เดินทางมาจากอิตาลี โดยส่วนมากแล้วเป็นคนที่เคยร่วมงานกับเขามาแล้วตอนทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง Gladiator ชาวอเมริกันเกือบ 50 คนที่กระจัดกระจายทำงานอยู่ตามแผนกต่างๆ เดินทางมาจากนิวยอร์ก, ลอสแอนเจลิส และอีกหลายที่ แบรงโก้ ลัสติก ซึ่งแต่เดิมเป็นชาวโครเอเชีย ได้นำอดีตเพื่อนร่วมชาติของเขาจำนวน 50 คนมาทำงานในแผนกต่างๆ (หลายคนเคยทำงานกับภาพยนตร์เรื่อง Gladiator มาแล้วเช่นกัน) และทีมสตั๊นต์ภายใต้การดูแลงานของฟิล นีลสัน เดินทางมาจากสาธารณรัฐเช็ช และมีอีกหลายคนเช่นกันที่เคยแสดงฉากแอ็กชั่นใน Gladiator ทีมงานอีกหลายคนของ Black Hawk Down เดินทางมาจากแคนาดา, ฝรั่งเศส, เวสต์อินดี้, เยอรมัน, ไอร์แลนด์, มอลต้า, โปแลนด์, เวลส์, สก็อตแลนด์, สเปน, รัสเซีย, สโลวาเกีย, ออสเตรีย, นิวซีแลนด์, ซีนีกัล และประเทศไทย ซึ่งรวมๆ แล้ว ในวันที่มีงานยุ่งที่สุด ทำให้มีทีมงานเกือบๆ หนึ่งพันคนมาชุมนุมกันทำงานอยู่ในกองถ่าย นอกเหนือไปจากทีมนักแสดงและตัวประกอบอีกจำนวนหนึ่ง ที่ทำให้ทีมงานเบื้องหลัง Black Hawk Down เป็นการผสมผสานระหว่างคนจากประเทศต่างๆ มากขึ้น ก็คือ กลุ่มตัวประกอบที่วิลเลี่ยม เอฟ ดาวด์ รวบรวมมาเพื่อให้รับบทแสดงเป็นชาวโซมาเลีย "เพราะว่ามีชาวโซมาเลียอาศัยอยู่ในโมร็อคโค่น้อยมาก" ดาวด์อธิบาย "เราจึงต้องรวบรวมคนจากประเทศอื่นๆ ในอัฟริกาอีกกว่า 30 ประเทศ ซึ่งมาทำงานหรือเรียนหนังสืออยู่ในและรอบๆ เมืองราแบ็ต ตอนที่ผมเดินทางมาถึงอัฟริกาเหนือครั้งแรก ผมได้รับการบอกเล่าว่า มีกลุ่มคนที่มาจากไนจีเรียที่เดินทางมารวมตัวกันที่โบสถ์ราแบ็ตโปสแตสแตนต์ ผมก็เลยไปที่นั่น และได้พบกับพระ ได้พูดคุยกับผู้คนเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ และขอร้องให้พวกเขากระจายข่าวไปทั่วชุมชนชาวอัฟริกันในราแบ็ตว่า เราต้องการจ้างคนมาแสดงเป็นชาวโซมาเลีย" "เมื่อข่าวนั้นกระจายออกไป" ดาวด์เล่า "เราไม่เพียงแต่ได้รับความสนใจจากคนที่มาจากไนจีเรียเท่านั้น แต่ยังคนที่มาจากเบอร์กิน่า ฟาโซ่, กาน่า, เซียร์ร่า ลีโอเน่, แองโกล่า, ดิโบติ. ซีนีกัล และคองโก้" ดาวด์ยังได้คัดเลือกชาวโมร็อคโค และชาวเบอร์เบอร์จำนวนมากจากทะเลทรายซาฮาร่าทางตอนใต้ของอัฟริกา ชาวอัฟริกันได้สร้างภาษาของพวกเขาเองขึ้นมาหลายภาษา และยังใช้ภาษาที่แตกต่างกันไป อาทิเช่น ครีโอลี, โวลอฟ, ดัตช์, อิตาเลี่ยน, ฝรั่งเศส, อังกฤษ และภาษาชนเผ่า ด้วยความช่วยเหลือจากฟิล นีลสัน ชาวอัฟริกันจำนวน 50 คนได้รับเลือกให้มารับบทเป็นทหารโซมาเลีย ซึ่งจะต้องผ่านการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายและการใช้อาวุธ ที่จะแปลงสภาพพวกเขาให้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนมองว่าเป็นนักแสดงสตั๊นต์ที่เก่งเป็นพิเศษ นักแสดงชาวอังกฤษสามคน คือ ราซาค เอโดติ, เทรว่า อีเทียนน์ และจอร์จ แฮร์ริส ได้รับเลือกจากริดลีย์ สก็อตต์ให้รับบทเป็นตัวละครชาวโซมาเลียที่มีบทบาทสำคัญ โดยเอโดติรับบทเป็น โมอาลิม ทหารที่ใจคอโหดเหี้ยม, อีเทียนน์รับบทเป็น ฟีริมบี ซึ่งเป็นคนจับตัวไมก์ ดูแรนต์ นักบินประจำเครื่องแบล๊กฮอว์ก และออสมาน อ๊อตโต้ นักธุรกิจการศึกษาดีที่รับบทแสดงโดยแฮร์ริส ทั้งสามคนต่างมุ่งมั่นที่จะนำความเป็นมนุษย์และความสมดุลย์มาสู่ศัตรู ซึ่งจะต้องมีความเชื่ออย่างมั่นคงในความถูกต้องของสิ่งที่พวกเขากระทำลงไป เอโดติให้ความเห็นว่า "ในฐานะนักแสดง ถ้าคุณจะต้องเล่นเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบการกระทำที่น่ารังเกียจ แม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องที่ตัวคุณเองก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่ถึงยังไง คุณก็ยังต้องหาความจริงและเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นให้พบ เพื่อที่คุณจะได้แสดงเป็นตัวละครนั้นๆ ได้อย่างสมจริง ซึ่งถ้ามองในเรื่องของความถูกผิด สิ่งที่โมอาลิมกำลังกระทำก็คือสิ่งที่ผิด เขาฆ่าคนของเขาเอง ในขณะเดียวกัน ผมก็พยายามที่จะเข้าใจว่า โซมาเลียเป็นดินแดนที่เคยถูกยึดครองโดยคนหลายชาติ และมันได้สร้างความไม่ไว้วางใจหรือความเกลียดชังในกองทัพต่างชาติให้เกิดขึ้นในใจของชาวโซมาเลีย ดังนั้น โมอาลิมจึงมองกองกำลังสหประชาชาติเป็นเสมือนอีกพวกหนึ่งที่เข้ามายึดครองประเทศของเขา เขาไม่เคยมองว่าสหประชาชาติเข้ามาก็เพื่อช่วยเหลือประเทศของเขา เท่าที่เขาเห็น เขาก็คือชาวโซมาเลียผู้รักชาติที่กระทำสิ่งที่ถูกต้องสำหรับประชาชนของเขาแล้ว" สำหรับบทโมอาลิมนี้ เอโดติต้องเรียนรู้ภาษาโซมาเลีย และต้องเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมหลายอย่างของพวกเขา "แต่บอกตามตรงนะ" เอโดติบอก "ในฐานะที่เป็นชาวมุสลิมที่มีพ่อแม่เป็นชาวไนจีเรีย ผมมีความเข้าใจในตัวภาษาอารบิก ซึ่งเป็นพื้นฐานของภาษาของโซมาเลียอยู่แล้ว แล้วผมก็เคยมีโอกาสได้เรียนรู้ภาษาอัฟริกันที่ต่างออกไปอีกภาษาหนึ่งตอนแสดงภาพยนตร์เรื่อง Amistad ด้วย ซึ่งมันก็ช่วยเตรียมผมให้พร้อมสำหรับแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้มากขึ้น" งานโปรดักชั่น ดีไซน์ในมือของ "แม็กซ์" ก่อนที่นักแสดงและทีมงานจะเริ่มต้นงานถ่ายทำ จำต้องมีการสร้างฉากขึ้นมาเสียก่อน และริดลีย์ สก็อตต์ก็เลือกใช้บริการของโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ อาร์เธอร์ แม็กซ์ เป็นครั้งที่ 3 (หลังจากที่เคยร่วมมือกันตอนสร้างภาพยนตร์เรื่อง G.I. Jane และ Gladiator) "ตอนที่เริ่มต้นทำงานกัน" แม็กซ์อธิบาย "ริดลีย์กับผมจะนำเอาภาพต่างๆ มาติดเอาไว้ที่ข้างฝา ส่วนมากแล้วก็จะเป็นรูปทุกอย่างเท่าที่เราจะหาได้ เราจะคัดเลือกเฉพาะอันที่เข้ากับเรื่องของเรา พยายามหาแรงบันดาลใจจากภาพพวกนั้น จากนั้น เราก็จะช่วยกันจับภาพเหล่านั้นใส่เข้าไปในเนื้อหาของสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้" "สำหรับ Black Hawk Down" อาร์เธอร์ แม็กซ์กล่าวต่อ "เราจะใช้วิธีการทำโมเดลขนาดใหญ่ รวมไปถึงแผนที่ที่ถ่ายทางอากาศของเมืองๆ นั้น ซึ่งเราค่อนข้างสนใจ จากนั้น เราก็จะพัฒนางานดีไซน์ฉากจริงๆ และเริ่มต้นสร้างมันก่อนที่ตารางการถ่ายทำจะเริ่มต้นขึ้นประมาณสี่เดือน" การสร้างฉาก เมืองทั้งเมืองจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงจากโมร็อคโคจนกลายเป็นโมกาดีชู ส่วนหนึ่งของเมืองเซลได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากเมืองของชนชั้นใช้แรงงานที่เรียกกันว่า ซิดิ มูสซ่า ซึ่งประกอบไปด้วยบ้านพักที่สร้างขึ้นอย่างผิดกฎหมายและมีความสูงสองหรือสามชั้น และเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวโมร็อคโคจากต่างจังหวัดที่เข้ามาแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นในเมืองใหญ่ สิ่งที่ริดลีย์ สก็อตต์ต้องการให้มีใน Black Hawk Down ก็คือ ชุมชนกลางเมืองของอัฟริกันที่มีขนาดใหญ่พอที่จะถ่ายภาพได้จากทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศ และจะต้องมีความคล้ายคลึงกับโมกาดีชู ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโซมาเลียให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ "เราตระเวณไปทั่วเมืองเซลนานหนึ่งเดือน ถ่ายภาพจากทั้งจากพื้นดินและจากอากาศ" อาร์เธอร์ แม็กซ์เล่าขั้นตอนการทำงานของเขา "เราสำรวจไปตามถนนที่วกวน ก่อนจะได้พบกับชุมชนซิดิ มูสซ่า ที่นั่นมีพื้นที่ที่น่าสนใจอยู่เยอะ จนเราต้องตัดสินใจว่าจะไม่ถ่ายทำกันที่ไหน ในซิดิ มูสซ่า มีเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบจากยุคสงครามครูเซด มีเมืองที่เป็นเมืองใหม่กว่าครึ่ง ถนนเรียบชายฝั่ง สุสาน พื้นที่ที่โดนทิ้งขว้าง และมีสถาปัตยกรรมที่ดี มีตลาดและมัสยิดสวยๆ มันเป็นโรงถ่ายที่ดีมากสำหรับพวกเรา และเราก็อยากจะใช้ประโยชน์ให้ได้อย่างเต็มที่" มีการสร้างฉากขนาดใหญ่อยู่หลายฉากในส่วนต่างๆ ของซิดิ มูสซ่า โดยในแต่ละที่นั้นจะมีคนงานช่วยกันทำงานอยู่อย่างน้อย 150 คน ฉากหลายแห่งถูกสร้างขึ้นใหม่ ในขณะที่หลายแห่งจะเป็นการสร้างต่อเติมจากตัวอาคารที่มีอยู่แล้ว และอีกหลายฉากที่ใช้ไปตามสภาพที่พบในตอนแรก บางที สถานที่ที่ผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคงจะเป็นบริเวณที่เรียกกันว่า อะเวนิว นาสเซอร์ ในซิดิ มูสซ่า ซึ่งเป็นย่านที่เรียงรายไปด้วยอพาร์ตเม้นต์แบ่งให้เช่า และร้านค้าที่อยู่ต่ำระดับพื้นดิน ที่นี่ แม็กซ์และทีมงานของเขาได้ออกแบบและตกแต่งให้กลายเป็นถนนฮอว์ลวาดิกของโมกาดีชู และยังได้สร้างตัวตึกเป้าหมายขึ้นที่สนามฟุตบอล ซึ่งตึกดังกล่าวก็คือสถานที่ที่ทีมแรนเจอร์และหน่วยเดลต้า ฟอร์ซจะต้องบุกเข้าไปจับกุมตัวนายทหารคู่ใจของไอดิด และเนื่องด้วยตัวตึกเป้าหมายจริงๆ ในโมกาดีชูเป็นตึกที่มีโครงสร้างอาคารปิดทึบ จนแทบไม่เผยให้เห็นห้องหับภายใน แม็กซ์จึงตัดสินใจสร้างงานขึ้นมาเอง "เราตัดสินใจที่จะสร้างกันใหม่" แม็กซ์อธิบาย "เพราะมีฉากแอ็กชั่นที่จะต้องถ่ายทำกันที่นี่เยอะมาก ต้องถ่ายทำเฮลิคอปเตอร์, ทหารที่โรยตัวลงสู่ถนนเพื่อล้อมตึกอย่างรวดเร็ว คนที่วิ่งขึ้นไปยังดาดฟ้าตึก ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ออกแบบได้ยากเพราะจะต้องมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเยอะมาก ดังนั้นเราจึงสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ให้กับชุมชนแห่งนี้ถัดลงไปบนถนน จากนั้นก็ทำการออกแบบตึกจากภาพถ่ายของโมกาดีชูในยุคที่อิตาลีเข้ายึดครอง ซึ่งทำให้ตึกมีสไตล์แบบอาราบิกผสมกับแบบอาณานิคม มันถูกกำหนดให้เป็นตึกทำการที่ถูกทิ้งร้างไว้ เพราะว่าช่วงเวลาที่เกิดเรื่องนั้น รัฐบาลของโซมาเลียไม่มีแล้ว และเพราะเราจำเป็นต้องถ่ายภาพจากอากาศด้วย เราจึงพยายามผสานงานสร้างตึกเข้ากับสิ่งที่มีอยู่รอบๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" ตึกหลายแห่งของอะเวนิว นาสเซอร์ถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นย่านดาวน์ทาวน์ของโมกาดีชู จนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ และบรรดาผู้เดินทางมาเยี่ยมชมกองถ่าย ซึ่งเคยอยู่ในโซมาเลียในช่วงที่เกิดเหตุการณ์จริงต่างต้องอึ้งเพราะความคล้ายกันอย่างมาก ด้านหน้าของตึกที่พักอาศัยจะได้รับการตกแต่งใหม่ โดยทีมงานได้ทำการลบสไตล์แบบโมร็อคโคทิ้งไป ก่อนจะตกแต่งด้วยรูกระสุนและรอยกระเทาะต่างๆ ถนนในย่านที่มีตึกพังทลายจะถูกตกแต่งด้วยเศษซากรถที่โดนระเบิด ที่กั้นถนน และเศษซากจากสงคราม ตึกกว่า 35 ตึกในย่านดาวน์ทาวน์ของซิดิ มูสซ่าจึงถูกแปลงสภาพจนกลายเป็นเมืองโมกาดีชูที่ต้องพังพินาศเพราะพิษของสงคราม ที่ถูกสร้างขึ้นใกล้ๆ กับตึกเป้าหมาย ก็คือ เศษซากของอดีตที่น่าเศร้าของโซมาเลีย Arco de Triunfo Dopolare ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยชาวอิตาเลี่ยนในระหว่างที่พวกเขามาผจญภัยกันในอัฟริกาตะวันออก "ฉากนี้สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมจริงที่สร้างขึ้นในโมกาดีชูในยุค 1930" แม็กซ์อธิบาย "ซึ่งเราจำลองมาเพื่อสร้างความรู้สึกให้นึกถึงประวัติศาสตร์อาณานิคมของประเทศแห่งนี้ เราพยายามที่จะสร้างสภาพแวดล้อมของโมกาดีชู ซึ่งเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เคยถูกปกครองโดยคนหลายกลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพวกอ๊อตโตมาน เติร์ก, อิตาเลี่ยน และอังกฤษ และสุดท้ายก็คือ รัฐบาลหุ่นที่มีโซเวียตอยู่เบื้องหลัง ซึ่งโดนไอดิดและพวกโค่นลงจากอำนาจ" จุดที่เครื่องแบล๊กฮอว์กลำแรกตก และตึกหลายแห่งที่รายล้อมจุดดังกล่าว เป็นสถานที่ที่มีฉากแอ็กชั่นเกิดขึ้นมากมาย มันได้รับการขนานนามว่า อลาโม่ คอมเพล็กซ์ และได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งที่ยังสร้างไม่เสร็จ ในย่านเฮย์ อาร์ราห์ม่าของเมืองเซล ซึ่งอยู่ห่างจากอะเวนิว นาสเซอร์ไปประมาณสองไมล์ "เราใช้ตึกอพาร์ตเม้นต์ที่สร้างไปได้เพียงครึ่งเดียวเป็นเสมือนโครงสร้าง จากนั้นก็สร้างชิ้นส่วนอื่นๆ ของฉากเพิ่มเข้าไป" แม็กซ์เปิดเผย "ซุ้มประตูเก่าแก่ ร้านอาหาร ร้านค้า ร้านเสริมสวย คาเฟ่ โรงภาพยนตร์ และน้ำพุที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพวกคอมมิวนิสต์เป็นเหมือนกับศูนย์ (ยังมีต่อ) -อน-

ข่าวประชาสัมพันธ์+ไทรสตาร์วันนี้

เขตหนานซา นครกว่างโจว เดินหน้ายกระดับสู่ศูนย์กลางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความบันเทิงระดับโลกแห่ง Greater Bay Area

สำนักประชาสัมพันธ์เขตหนานซา เขตหนานซา นครกว่างโจว ได้รับเกียรติเป็นเวทีจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติหลากหลายรายการ ท่ามกลางทัศนียภาพชายฝั่งทะเลอันงดงามชวนหลงใหล อีกทั้งยังเป็นจุดบรรจบระหว่างมรดกวัฒนธรรมหลิงหนานอายุนับพันปีกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดิจิทัลยุคใหม่ได้อย่างกลมกลืน ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจเรือสำราญและกีฬาทางน้ำก็กำลังหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) อย่างลงตัว ส่งให้เมืองชายฝั่งที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและเปิดกว้างแห่งนี้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดห... ก.ล.ต. จับมือ LINE ร่วมสร้างสรรค์และเผยแพร่เนื้อหาเสริมภูมิคุ้มกันผู้ลงทุนผ่าน LINE TODAY — สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เด...

มิดัส คอมมิวนิเคชั่น อินเตอร์เนชั่นเนล (ม... มิดัส พีอาร์ สร้างชื่อให้ประเทศไทย คว้า 2 รางวัลใหญ่จากเวทีระดับภูมิภาค PRCA APAC Awards 2026 — มิดัส คอมมิวนิเคชั่น อินเตอร์เนชั่นเนล (มิดัส พีอาร์) เอเจ...

จุไรรัตน์ มงคลวงศ์สิริ (ที่ 2 จากขวา)รองป... เซ็นทาราตอกย้ำความเชื่อมั่นในฐานะเครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย — จุไรรัตน์ มงคลวงศ์สิริ (ที่ 2 จากขวา)รองประธานฝ่ายขาย โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา จัด...